ข่าว

มท.ยังหวงอำนาจขวางศอ.บต.ขึ้นตรงสำนักนายกฯ

มท.ยังหวงอำนาจขวางศอ.บต.ขึ้นตรงสำนักนายกฯ

18 ส.ค. 2552

ครม.เห็นชอบตั้งศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือ ศอ.บต.เป็นองค์กรถาวร ด้าน สภาพัฒน์ฯ แนะช่วงแรกให้หาคนในกระทรวงมหาดไทยนั่งตำแหน่งเลขาธิการ ศอ.บต.ไปก่อน มุสลิมชมทหารเลิกเคอร์ฟิวเดือนรอมฎอนได้ใจมวลชน

เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 18 ส.ค. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี แถลงข่าวหลังการประชุมครม.ว่า ครม.ได้มีมติเห็นชอบกฎหมายจัดตั้งองค์กรที่เข้ามาดูแลบริหารจัดการภาคใต้ เป็นการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างและยกระดับศูนย์อำนวยการบริหารราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ขึ้นมา เพื่อให้ขึ้นตรงกับฝ่ายการเมือง ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของรัฐบาล และสอดคล้องกับสิ่งที่รัฐบาลประกาศว่าจะใช้นโยบายการเมืองนำในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ซึ่งกฎหมายฉบับนี้จะส่งให้คณะกรรมการกฤษฎีกา โดยตนได้ขอให้ทางกฤษฎีกาได้เร่งรัดเพื่อให้ทันเสนอสภาผู้แทนราษฎรในสมัยประชุมนี้

 นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า นอกจากนี้ ครม.ยังเห็นชอบแผนการปฏิรูปการศึกษาในอีก 10 ข้างหน้า หลังจากที่กฎหมายปฏิรูปการศึกษาเดิมจะครบอายุ 10 ในสัปดาห์ข้างหน้านี้ โดยจากนี้ไปจะมีคณะกรรมการขึ้นมาผลักดันเรื่องการปฏิรูปการศึกษาที่ตนจะเป็นประธาน และมีคณะกรรมการขับเคลื่อนอีกคณะหนึ่ง โดยจะมีการชี้แจงทำความเข้าใจถึงแนวทางการปฏิรูปการศึกษาที่จะมีขึ้นในช่วง 10 ปี ที่ความจริงแล้วอีก 5 ปีจากนี้ไปจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงอีกหลายต่อหลายด้าน ซึ่งเป็นการทำงานต่อเนื่องหลังจากที่พ.ร.บ.ปฏิรูปการศึกษาเดิมยังเป็นปัญหาอยู่

ครม.ไฟเขียวศอ.บต.เป็นองค์กรถาวรขึ้นตรงนายกฯ

เมื่อเวลา 14.30 น.   นายศุภชัย ใจสมุทร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุมครม.ว่า ที่ประชุมครม.ได้มีมติเห็นชอบอนุมัติร่างพระราชบัญญัติการบริหารราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ...โดยกระทรวงมหาดไทยได้พิจารณาแล้วเห็นว่าร่างพระราชบัญญัติฯดังกล่าวสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลที่ได้แถลงต่อรัฐสภา เมื่อวันที่ 30 ธ.ค. 2551 โดยมีสาระสำคัญก็คือ ให้มีศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือ ศอ.บต.องค์กรถาวรในการแก้ปัญหาและพัฒนาพื้นที่ชายแดนภาคใต้ เป็นส่วนราชการที่อยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของนายกรัฐมนตรี มีเลขาธิการศอ.บต.ซึ่งมีฐานะเทียบเท่าปลัดกระทรวงเป็นหัวหน้าส่วนราชการ

 "นายกรัฐมนตรีโดยการเสนอแนะของรมว.มหาดไทย มีอำนาจแต่งตั้งข้าราชการซึ่งดำรงตำแหน่งระดับสูงเป็นเลขาธิการ มีอำนาจบังคับบัญชาข้าราชการ พนักงาน และลูกจ้าง ที่ปฏิบัติงานใน ศอ.บต.และรับผิดชอบในการปฏิบัติหน้าที่ของศอ.บต.ทั้งนี้เลขาธิการ ศอ.บตให้ขึ้นตรงต่อรมว.มหาดไทย"นายศุภชัย ระบุ

  รองโฆษกสำนักนายกฯ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้องค์กรยังมีภารกิจในการกำหนดยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงและบูรณาการการดำเนินงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เชื่อว่าประโยชน์ที่ได้รับจะมีกลไกคณะกรรมการด้านนโยบายและองค์กรที่รับผิดชอบอย่างถาวรในการพัฒนาและแก้ไขจังหวัดชายแดนภาคใต้

 นายศุภชัย กล่าวว่า ที่ประชุมครม.ยังเห็นว่าควรที่จะมีการปรับชื่อพระราชบัญญัติใหม่ เพื่อให้รู้สึกว่าองค์กรนี้เป็นองค์กรที่แตกต่างจากองค์กรเดิมที่เคยมีมา และที่ประชุมครม.มีมติให้ส่งร่างพระราชบัญญัติให้คณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณา โดยครม.เห็นว่าควรนำร่างพระราชบัญญัติฯดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาให้ทันสมัยประชุมนี้

 นอกจากนี้ทางสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ยังได้มีความเห็นว่า ในบทเฉพาะกาลบุคคลที่มาดำรงตำแหน่งเลขาธิการ อาจจะให้กระทรวงมหาดไทยเป็นผู้ดูแลระยะเริ่มแรก โดยเห็นว่าควรมาจากกระทรวงมหาดไทย หลังจากนั้นอาจจะมีการพิจารณาเพิ่มเติมเพื่อความเหมาะสมต่อไป

มท.ยังหวงอำนาจขวางศอ.บต.ขึ้นตรงสำนักนายกฯ

 แหล่งข่าวจากครม.เปิดเผยว่า ในที่ประชุมครม.มีการหารือเรื่องดังกล่าวอย่างกว้างขวางเช่นกัน และมีความเห็นต่างกันอย่างสิ้นเชิง ระหว่างนายอำพน กิตติอำพน เลขาสภาพัฒน์ กับนายถาวร เสนเนียม รมช.มหาดไทย ว่าอำนาจในการสั่งการจะขึ้นตรงกับหน่วยงานใด โดยนายถาวร ได้อธิบายถึงหลักการและเหตุผลความเห็นที่ศอ.บต.ต้องอยู่ภายใต้การดูแลของกระทรวงมหาดไทย เพราะปัจจุบันไม่มีหน่วยงานใดมีข้อมูล ปฏิบัติการณ์ ดีเท่ากับกระทรวงมหาดไทย แต่นายอำพน เสนอว่า องค์กรใหม่ที่เสนอขึ้นมา ไม่อยากให้ขึ้นตรงต่อกระทรวงมหาดไทย เพราะมีฐานะเทียบเท่ากระทรวง เลขาธิการฯ มีอำนาจเทียบเท่าปลัดกระทรวง ซี11 หากขึ้นตรงกับกระทรวงมหาดไทยก็เหมือนมีกระทรวงซ้อนกระทรวง จึงอยากให้มาขึ้นตรงกับสำนักนายกฯมากกว่า

 ขณะที่นายอภิสิทธิ์ เสนอให้มีการเปลี่ยนชื่อ ศอ.บต.เสียใหม่ เพราะกลัวว่า ชื่อจะไปซ้ำกับ ศอ.บต.เดิม เกรงว่าประชาชนจะสับสน และคิดว่าไม่ใช่องค์กรใหม่ แต่นายถวิล เปลี่ยนสี เลขาสมช. ระบุว่า ศอ.บต. เป็นชื่อที่พี่น้องภาคใต้ให้การยอมรับในการทำงาน จึงไม่อยากให้เปลี่ยนชื่อ ส่วนอำนาจในการดูแลนั้นนายกฯ ระบุว่าร่างพรบ.ในบทเฉพาะกาล ให้กระทรวงมหาดไทยเป็นผู้ดูแลไปก่อน

 นายปณิธาน วัฒนายากร รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงเรื่องการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยเฉพาะศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้(ศอ.บต.) ว่า ทางคณะกรรมการกฤษฎีกากำลังพิจารณาตรวจสอบข้อกฎหมายแง่โครงสร้างอำนาจหน้าที่ ภารกิจ ค่าตอบแทน สร้างความยุติธรรมในพื้นที่เป็นหน่วยงานหลัก โดยทำงานควบคู่กับกอ.รมน. ขณะนี้มีการพิจารณาเรื่องชื่อ รวมไปถึงสำนักงานข้าราชการพลเรือน (ก.พร.)

 นายปณิธาน กล่าวอีกว่า นายกฯ ได้ให้แนวทางไว้ว่าไม่ใช่ศอ.บต. แต่เป็นหน่วยงานใหม่ แต่มีความเห็นเสริมในครม.ว่า การจัดตั้งหน่วยงานใหม่จะทำให้ประชาชนสับสน หน่วยงานนี้อยู่ในความรับผิดชอบของนายกฯ เป็นส่วนราชการที่อยู่ในกำกับของนายกรัฐมนตรี แต่มีความผูกโยงกับกระทรวงมหาดไทยเยอะ คิดว่าจะมีบทเฉพาะกาล ให้กระทรวงมหาดไทยดูแลไปก่อนจนกว่าโครงสร้างจะชัดเจน ก่อนที่จะมีองค์กรหลากหลายเข้ามาทำงานมากขึ้น ในพื้นที่สีขาวจะมีหน่วยงานนี้ทำงานด้านพัฒนาคู่ขนานกับกอ.รมน.ที่ดูแลในพื้นที่สีแดง สีชมพู หรือพื้นที่ไม่ปกติ อย่างไรก็ตามนายกฯได้เร่งรัดให้ร่างนี้เสร็จสิ้นภายในสมัยประชุมรัฐสภานี้

ทหารเลิกเคอร์ฟิวถาวร"บันนังฯ-ยะหา"หลังติดกฎเหล็กนาน3ปี

 พล.ท พิเชษฐ์ วิสัยจร แม่ทัพภาคที่ 4 เปิดเผยว่า  ได้ประกาศยกเลิกคำสั่งกองทัพภาคที่ 4 เรื่องการห้ามบุคคลออกนอกเคหะสถาน หรือ การประกาศเคอร์ฟิว ในเขตท้องที่อำเภอยะหา และอำเภอบันนังสตา จังหวัดยะลา ออกนอกเคหะสถานในระหว่างเวลา 21.00 น. ถึงเวลา 04.00 น. ของวันรุ่งขึ้น โดยได้ประกาศยกเลิกอย่างถาวรและเป็นทางการแล้ว

 หลังจากที่ได้มีการหารือร่วมกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดยืนยันว่าสถานการณ์ในพื้นที่ 2 อำเภอดีขึ้นตามลำดับ ทั้งในแง่ของสถานการณ์ความรุนแรงและความถี่ในการก่อเหตุ จึงไม่มีความจำเป็นในการประกาศเป็นพื้นที่เคอร์ฟิวอีกต่อไป โดยจะหันมาใช้การจัดระบบมาตรการดูแลความปลอดภัยเข้มงวดแทนเพื่อดูแลความปลอดภัยและป้องกันการสร้างสถานการณ์ความไม่สงบในช่วงนี้

 "ก่อนหน้านี้กองทัพภาคที่ 4  ได้ประกาศอย่างเป็นทางการในการผ่อนผันหรือผ่อนปรนมาตรการต่างๆในพื้นที่ 2 อำเภอเป็นการชั่วคราวเฉพาะช่วงเดือนถือศีลอดของพี่น้องชาวไทยมุสลิมเท่านั้น เพื่ออำนวยความสะดวกในการปฎิบัติศาสนกิจ กระทั่งได้มีการหารือกันอย่างละเอียดอีกครั้งในวันนี้ทำให้มีมติให้ยกเลิกการประกาศเคอร์ฟิวอย่างถาวรเพื่อเป็นการมอบของขวัญให้กับประชาชนในเดือนรอมฎอนนี้"พล.ท.พิเชษฐ์ กล่าว

 อย่างไรก็ตาม สำหรับคำสั่งของกองทัพภาคที่ 4 เรื่องการประกาศพื้นที่เคอร์ฟิว 2 อำเภอนั้นเริ่มบังคับใช้ตั้งแต่เดือนกันยายน 2549 เป็นต้นมา กระทั่งถึงปัจจุบันรวมระยะเวลาประมาณ 3 ปีเต็ม โดยตลอดที่มีการบังคับใช้กฎหมายนี้จะมีการผ่อนผันหรือผ่อนปรนเฉพาะช่วงเดือนรอมฎอนเป็นประจำทุกปี โดยตลอดช่วงที่ผ่านมาประชาชนมีความพยายามร้องขอให้ประกาศยกเลิกเคอร์ฟิวอย่างถาวรแต่ไม่เป็นผลทำให้ต้องติดอยู่ในกฎเคอร์ฟิวมานานกว่า 3 ปี

มุสลิมชมทหารเลิกเคอร์ฟิวเดือนรอมฎอนได้ใจมวลชน

 นายนิมุ มะกาเจ ผู้ทรงคุณวุฒิอิสลาม จ.ยะลา และอดีตรองคณะกรรมการอิสลาม จ.ยะลา เปิดเผยถึงการยกเลิกกฎเคอร์ฟิวส์ในอำเภอยะหา และบันนังสตา จังหวัดยะลา ว่า การดำเนินการดังกล่าวของ กอ.รมน.ภ.4ในครั้งนี้ นับเป็นเรื่องที่น่าชมเชยอย่างมาก เนื่องจากช่วยให้ประชาชนที่นับถือศาสนาอิสลามในพื้นที่ดังกล่าวมีความสบายใจที่จะปฏิบัติศานกิจช่วงเดือนรอมฎอน เพราะหลายปีที่ผ่านมาแม้จะมีการลดหย่อนกฎหมายดังกล่าวเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ชาวบ้านในช่วงเดือนถือศีลอด แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าความกังวลใจยังมีอยู่

 นายนิมุ กล่าวต่อไปว่า ไม่เพียงแค่ชาวบ้านในพื้นทีดังกล่าวจะรู้สึกดีใจแล้ว ยังส่งผลให้มุมมองต่อสถานการณ์ในพื้นที่ชายแดนภาคใต้เป็นไปในทิศทางบวก เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่า ทั้ง2อำเภอดังกล่าวซึ่งอยู่ภายใต้ประกาศเคอร์ฟิวส์ในช่วงที่ผ่านมานั้นในสายตาและความรู้สึกของทางการพื้นที่เหล่านี้คือจุดที่มีการเคลื่อนไหวของฝ่ายตรงข้ามมากกว่าพื้นที่อื่นจนต้องมีการประกาศใช้กฎหมายพิเศษเพื่อดำเนินการควบคุมพื้นที่เพื่อแก้ไขปัญหา

 “วันนี้ความรู้สึกของคนภายนอกหรือเจ้าหน้าที่รัฐบางหน่วยงานที่เคยมองว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่สีแดง จะเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น เพราะการเลิกเคอร์ฟิวส์ย่อมผ่านการประเมินและติดตามจากฝ่ายความมั่นคงจนมั่นใจแล้วว่าสถานการณ์ดีขึ้นและคลี่คลายไปในทางทีดีตามลำดับ”นายนิมุ กล่าว

 ผู้ทรงคุณวุฒิอิสลาม จ.ยะลา ได้กล่าวเตือนไปยังทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ ว่าแม้จะเลิกเคอร์ฟิวในอำเภอยะหา และบันนังสตา แล้วก็ไม่ควรละเลย หรือละทิ้งพื้นที่ ควรใช้กระบวนการและแนวทางส่งเสริมและพัฒนาให้ชุมชนมีความเข้มแข็งทั้งโครงสร้าง เศรษฐกิจ สังคม และการเมือง รวมถึงสร้างเสริมความรักและสามัคคีในพื้นที่ให้มีมากขึ้นกว่าที่ผ่านมา เพื่อป้องกันให้ปลอดจากการพยายามเข้ามาครอบงำพื้นที่อีกครั้งของกลุ่มผู้ไม่หวังดี

 “การประกาศเลิกเคอร์ฟิวถือเป็นการให้รางวัลแก่ชาวบ้านในพื้นที่ หลังร่วมแก้ไขปัญหากับภาครัฐจนเกิดความเปลี่ยนแปลงในทิศทางที่ดีตลอดหลายปีที่ผ่านมา ดังนั้นเชื่อว่าแนวทางที่เกิดขึ้นครั้งนี้ กอ.รมน.ภ.4จะได้รับผลตอบแทนในทางบวกไม่น้อย รวมไปถึงส่งผลต่องานจิตวิทยามวลชนในหลายพื้นที่อีกด้วยอย่างแน่นอน”นานนิมุ กล่าว