
ชาวนาไทย
ขมน้ำตาล หวานบอระเพ็ด : โดย...พัฒนเดช อาสาสรรพกิจ
เรื่องของชาวนากับราคาข้าวเปลือกที่ตกต่ำ และมีคนจำนวนมากที่คิดหาหนทางจะช่วยเหลือให้ชาวนาขายข้าวเปลือกได้ราคาสูงขึ้น มีทั้งข้อเสนอแนะให้ชาวนาสีข้าวเปลือกเป็นข้าวสารแล้วนำมาขายด้วยตนเอง ทั้งด้วยวิธีการตั้งเพิงขายตามริมถนน และเสนอแนะวิธีการขายโดยตรงผ่านกระบวนการทางโซเชียลมีเดีย ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลที่เสนอกันมานั้น คือวิธีการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าเท่านั้น
ปัญหาของราคาข้าวตกต่ำเกิดขึ้น เพราะรัฐบาลที่ผ่านๆ มาวางนโยบายผิดพลาด สะสมต่อเนื่องกันมานานนับสิบๆ ปีแล้ว ทุกรัฐบาลพุ่งเป้าข้าวไทยไปที่ตลาดส่งออกเป็นหลักเพียงอย่างเดียว โดยลืมไปว่าการบริโภคข้าวภายในประเทศก็มีส่วนสำคัญ ในเมื่อพุ่งเป้าไปที่ตลาดส่งออก การผลิตจึงต้องอาศัยหลักการทางอุตสาหกรรม กล่าวคือ ต้องผลิตสินค้าหรือข้าวที่มีความเหมือนกัน เพื่อให้มีสินค้าแบบเดียวกันไปเสนอขายต่อลูกค้าได้ง่าย และมีการบริหารจัดการต้นทุนที่ง่ายมากขึ้นอีกด้วย ตลาดภายในประเทศซึ่งปกติต้องถือว่าเป็นตลาดสำคัญอย่างยิ่ง จึงกลายเป็นต้องเดินตามความต้องการของตลาดต่างประเทศ
การช่วยเหลือชาวนาไทยอย่างยั่งยืน จึงต้องกลับไปเริ่มต้นนับหนึ่งกันใหม่ ต้องแบ่งตลาดค้าข้าวออกเป็นสองส่วนด้วยกัน ส่วนแรกคือ ตลาดบริโภคภายในประเทศ เป็นหน้าที่ของกระทรวงพาณิชย์ที่จะต้องสำรวจว่า ปริมาณการบริโภคข้าวรวมทุกชนิดในประเทศอยู่ที่ปีละเท่าใด แบ่งออกเป็นข้าวเจ้าเท่าใด ข้าวเหนียวเท่าใด จากนั้นข้อมูลนี้ก็จะถูกส่งต่อไปยังกระทรวงเกษตรฯ จะต้องสำรวจว่า พื้นที่ในจังหวัดใดเหมาะสมกับการปลูกข้าวชนิดใด รวมถึงต้องหาพันธุ์ข้าวที่ประชาชนในพื้นที่นั้นๆ นิยมบริโภคกันอีกด้วย
ตลาดข้าวส่วนที่สอง คือ ตลาดส่งออกนั้น พ่อค้าจะเป็นผู้กำหนดเองว่าพันธุ์ข้าวชนิดใดที่ตลาดโลกต้องการ หรือพันธุ์ข้าวชนิดใดที่สามารถเก็บเป็นข้าวเปลือกเอาไว้รอราคาตลาดได้นาน หรือสีแล้วเก็บไว้เป็นข้าวสารได้นานโดยข้าวไม่เหลืองหรือมีกลิ่น ทั้งนี้ หากจะต้องมีการใช้สารเคมีเพื่อการเก็บรอราคาในตลาดให้สูงขึ้นก็ทำได้ โดยที่ข้าวซึ่งถูกรมหรืออบด้วยสารเคมีเหล่านั้น จะต้องไม่ถูกนำย้อนกลับมาจำหน่ายยังตลาดภายในประเทศ การแบ่งแยกตลาดและจำแนกประเภทพันธุ์ข้าวที่ปลูกเช่นนี้ จะทำให้ผลผลิตข้าวที่ออกสู่ตลาดมีการกระจายตัวแบ่งกันออกไป ไม่มากระจุกตัวจนกลายเป็นมีข้าวในปริมาณที่สูงเกินกว่าความต้องการทำให้ข้าวเปลือกมีราคาตกต่ำลง
ส่วนการหาวิธีช่วยเหลือชาวนาไทยในระยะสั้น ที่มีบางคนเสนอแนะว่าควรจะให้ชาวนาแปรรูป เพื่อตัดพ่อค้าคนกลางออกไปจากวงจรนั้น ต้องคิดกันให้รอบคอบว่า ชาวนาของเรามีความชำนาญ หรือมีความรู้ด้านการแปรรูปหรือการสีข้าว เพียงพอที่จะต่อสู้กับบรรดาโรงสีทั้งหลายหรือไม่ นั่นหมายความว่า ผู้บริโภคที่คิดว่าจะช่วยเหลือชาวนา ด้วยการซื้อข้าวสารโดยตรงจากชาวนานั้น ยอมรับข้าวสารในระดับคุณภาพดังกล่าวได้หรือไม่ด้วย
อีกทั้งต้องคิดด้วยว่า หากชาวนาลงทุนซื้อเครื่องจักรไปแล้ว เมื่อหมดฤดูการเก็บเกี่ยวไปแล้ว เครื่องจักรเหล่านั้นจะนำไปทำประโยชน์อะไรได้บ้าง และจะต้องเสียค่าซ่อมบำรุงหรือค่าดูแลรักษาเครื่องจักร หรือเครื่องสีข้าวขนาดเล็กนั้น เป็นจำนวนเงินอีกเท่าใด การช่วยเหลืออย่างยั่งยืนจึงต้องช่วยเหลือให้ชาวนาได้เรียนรู้หลักการของความพอเพียงในตัวเอง อย่าไปยุยงส่งเสริมให้ชาวนาไทยคิดการใหญ่เกินตัว จนเกิดปัญหาในอนาคตขึ้นมาได้ครับ
-------------------------
(ขมน้ำตาล หวานบอระเพ็ด : ชาวนาไทย : โดย...พัฒนเดช อาสาสรรพกิจ)



