ข่าว

ลงทุนทางเลือก

ลงทุนทางเลือก

07 พ.ย. 2559

เงินทองต้องรู้ : โดย...ขวัญชนก วุฒิกุล [email protected]


               ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จัดทำแบบสำรวจพฤติกรรมทางเลือกในการออมและการลงทุนของนักลงทุนในแต่ละช่วงวัย โดยแบ่งเป็น “เจนวาย” (Gen Y) หรือผู้ที่เกิดในปี 2523-2540 ซึ่งปัจจุบันมีอายุระหว่าง 19-36 ปี จำนวนประชากรประมาณ 13.4 ล้านคน “เจนเอ็กซ์” (Gen X) หรือผู้ที่เกิดในปี 2508-2522 ปัจจุบันมีอายุระหว่าง 37-51 ปี จำนวนประชากรประมาณ 15.6 ล้านคน และเจนบี (เบบี้ บูมเมอร์) หรือผู้ที่เกิดในปี 2489-2507 ปัจจุบันมีอายุระหว่าง 52-70 ปี จำนวนประชากรประมาณ 15.6 ล้านคน

               แบบสำรวจพฤติกรรมในการออมและการลงทุนดังกล่าว เน้นไปที่ “การลงทุนทางเลือก” (นอกเหนือไปจากการลงทุนในช่องทางปกติ ได้แก่ เงินฝาก หุ้น กองทุนรวมและประกันชีวิต) ซึ่งประกอบด้วย การลงทุนในทองคำ การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์หรือที่ดินเพื่อการปล่อยเช่าหรือเพื่อขายเก็งกำไร การลงทุนในแชร์ การปล่อยกู้โดยคิดดอกเบี้ยกับเครือญาติหรือคนรู้จัก การลงทุนส่วนทุนในธุรกิจที่ให้อัตราผลตอบแทนสูง เงินฝากสหกรณ์ การลงทุนในตราสารหนี้ที่มีอัตราผลตอบแทนค่อนข้างสูง (อันดับเครดิตต่ำกว่า BBB) การลงทุนในตราสารหนี้ที่ไม่มีข้อมูลการจัดอันดับเครดิต การลงทุนในเงินตราต่างประเทศ รวมทั้งการลงทุนในใบสำคัญแสดงสิทธิอนุพันธ์ (DW) ซึ่งเป็นการเก็บข้อมูลระหว่างวันที่ 5-9 กันยายน 2559 โดยผลสำรวจจะเน้นพอร์ตการลงทุนที่มีอยู่แล้วในปัจจุบัน และแนวโน้มในอนาคต

               หลังการสำรวจ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย แยกแยะประเด็นออกมา ดังนี้ “เจนวาย” (อายุ 19-36 ปี) สนใจเรื่องการลงทุน 72% ไม่สนใจ 28% โดยผลิตภัณฑ์ทางเลือกที่ลงทุนแล้ว ประกอบด้วย เงินฝากสหกรณ์ อสังหาริมทรัพย์/ที่ดิน และทองคำ ขณะที่ผลิตภัณฑ์ทางเลือกที่สนใจ ได้แก่ อสังหาริมทรัพย์/ที่ดิน ทองคำ และหุ้นกู้ที่มีอัตราผลตอบแทนสูง

               ส่วน “เจนเอ็กซ์” (อายุ 37-51 ปี) สนใจเรื่องการลงทุน 76% ไม่สนใจ 24% โดยผลิตภัณฑ์ทางเลือกที่ลงทุนแล้ว ประกอบด้วย ทองคำ อสังหาริมทรัพย์/ที่ดิน และเงินฝากสหกรณ์ ขณะที่ผลิตภัณฑ์ทางเลือกที่สนใจ ได้แก่ ทองคำ อสังหาริมทรัพย์/ที่ดิน และเงินฝากสหกรณ์

               และ “เจนบี” (อายุ 52-70 ปี) สนใจเรื่องการลงทุน 79% ไม่สนใจ 21% โดยผลิตภัณฑ์ทางเลือกที่ลงทุนแล้ว ประกอบด้วย ทองคำ อสังหาริมทรัพย์/ที่ดิน และเงินฝากสหกรณ์ ขณะที่ผลิตภัณฑ์ทางเลือกที่สนใจ ได้แก่ ทองคำ อสังหาริมทรัพย์/ที่ดิน และหุ้นกู้ที่มีอัตราผลตอบแทนสูง

               ศูนย์วิจัยกสิกรไทย บอกว่า จากผลสำรวจ สรุปได้ว่า ทองคำ เงินฝากสหกรณ์ และอสังหาริมทรัพย์หรือที่ดินเพื่อการปล่อยเช่าหรือเพื่อขายเก็งกำไร เป็นผลิตภัณฑ์ 3 อันดับแรกที่นักลงทุนนิยมลงทุนมากที่สุด โดยจากการสอบถามถึงพอร์ตการลงทุนในปัจจุบัน หรือผลิตภัณฑ์ทางเลือกที่นักลงทุนลงทุนอยู่แล้วนั้น จะพบว่า นักลงทุนทุกช่วงวัยสนใจใน 3 ตัวเลือกดังกล่าว อย่างไรก็ตาม อันดับการเลือกที่ต่างกัน สะท้อนความสนใจและข้อจำกัดในการลงทุนที่ต่างกัน โดยนักลงทุนเจนวาย จะเลือกลงทุนในทางเลือกที่ใช้ขนาดเงินลงทุนไม่มาก แต่ให้ผลตอบแทนค่อนข้างดี อาทิ เงินฝากสหกรณ์ เนื่องจากเจนวาย ส่วนใหญ่อยู่ในช่วงเริ่มสะสมความมั่งคั่งจากการทำงาน ดังนั้น จึงอาจจะยังไม่มีเงินก้อนขนาดใหญ่เหมือนกับเจนเอ็กซ์และเจนบี ที่โดยทั่วไป จะมีอายุงานและความมั่งคั่งสูงกว่าในเชิงเปรียบเทียบ

               ขณะที่ทั้งเจนเอ็กซ์และเจนบี ยังให้ความสำคัญกับผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าในตัวเองและสามารถจับต้องได้ เช่น การลงทุนในทองคำ และอสังหาริมทรัพย์ มากกว่าการออมในรูปเงินฝากกับสถาบันการเงิน

               สำหรับผลิตภัณฑ์ทางเลือกที่ผู้ลงทุนสนใจจะลงทุนในอนาคตนั้น ผลสำรวจสะท้อนว่า นักลงทุนทุกเจนเนอเรชั่นยังให้น้ำหนักกับอสังหาริมทรัพย์ และทองคำ อย่างไรก็ตาม มีจุดแตกต่างที่น่าสนใจ คือ มีหุ้นกู้ที่มีผลตอบแทนสูง ติด 1 ใน 3 ทางเลือกที่นักลงทุนสนใจ โดยเฉพาะเจนวายและเจนบี ซึ่งสะท้อนภาพการยอมรับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น เพื่อชดเชยกับโอกาสที่จะได้รับผลตอบแทนที่สูงขึ้นได้ในอนาคต ขณะที่สาเหตุที่กลุ่มผู้ตอบแบบสอบถามยังไม่ได้ลงทุนในหุ้นกู้ที่มีผลตอบแทนสูงในปัจจุบัน เนื่องจากยังคงขาดความรู้และความเข้าใจในการลงทุน รวมทั้งกังวลกับประเด็นการสูญเสียเงินต้น และมองว่า เป็นช่องทางการลงทุนที่ยังคงเข้าถึงยาก

               ส่วนการที่นักลงทุนส่วนใหญ่หลีกเลี่ยงการลงทุนในทางเลือกที่เหลือ เนื่องจากมีข้อกังวลหลายประเด็น โดยทางเลือกที่ไม่ติด 3 อันดับแรก ได้แก่ การลงทุนในแชร์ การปล่อยเงินกู้โดยคิดดอกเบี้ยกับเครือญาติหรือคนรู้จัก การลงทุนในตราสารหนี้ที่ไม่มีข้อมูลการจัดอันดับเครดิต การลงทุนในเงินตราต่างประเทศ รวมทั้งการลงทุนในใบสำคัญแสดงสิทธิอนุพันธ์ ซึ่งผู้ตอบแบบสอบถามให้เหตุผลที่ไม่เลือกลงทุน 3 อันดับแรก คือ กลัวขาดทุนจากราคาที่ผันผวนและสูญเสียเงินต้น ขาดความรู้และความเข้าใจในการลงทุน และกลัวถูกหลอกรวมทั้งกลัวเปลี่ยนมือได้ลำบาก ซึ่งสะท้อนภาพการตัดสินใจของนักลงทุนกลุ่มผู้ตอบแบบสอบถามที่ยังให้น้ำหนักกับระดับความเสี่ยงที่สามารถยอมรับได้มากกว่าแรงดึงดูดด้านผลตอบแทนเพียงอย่างเดียว

               ศูนย์วิจัยกสิกรไทย สรุปตอนท้ายไว้อย่างน่าสนใจด้วยว่า การที่นักลงทุนให้ความสำคัญกับ “ทองคำ” และ “อสังหาริมทรัพย์” สำหรับพอร์ตที่ลงทุนอยู่แล้วในปัจจุบัน และพอร์ตที่สนใจจะลงทุนเพิ่มเติมในอนาคต ส่วนหนึ่งสะท้อนภาพความนิยมในผลิตภัณฑ์การลงทุนที่ “จับต้องได้” อยู่ค่อนข้างมาก ซึ่งข้อมูลอ้างอิงที่ยืนยันข้อเท็จจริงดังกล่าว อาจพิจารณาได้จากการลงทุนในทองคำ ที่นักลงทุนมีทางเลือกในการลงทุนผ่านกองทุนรวมที่ลงทุนในทองคำ แต่ปรากฏว่า เมื่อเปรียบเทียบระหว่างกองทุนรวมทองคำกับทองรูปพรรณและทองคำแท่งที่จับต้องได้ จะพบว่า กองทุนทองคำมีขนาดของสินทรัพย์สุทธิต่ำกว่าทองรูปพรรณและทองคำแท่งอยู่ถึง 5 เท่า จึงไม่น่าแปลกใจที่ประเทศไทยมีการนำเข้าทองคำมากกว่าการส่งออกกว่า 2 เท่าตัวต่อปีตลอดระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมา

               แม้ผลสำรวจของศูนย์วิจัยกสิกรไทย จะไม่ได้ชี้ทิศทางหรือมีข้อแนะนำเพิ่มเติมอะไร เพราะเป็นเพียงการสำรวจพฤติกรรมที่เป็นการสื่อสารทางเดียว แต่ก็สะท้อนให้เห็นถึงรูปแบบและวิธีการลงทุนในสินทรัพย์ทางเลือก ที่ยังเน้น “จับต้องได้ชัวร์” และไม่นิยมอะไรที่มีความเสี่ยงเกินกว่าจะยอมรับได้ แม้ว่าจะแลกมาด้วยผลตอบแทนที่สูงกว่าก็ตาม

 

 

-------------------------

(เงินทองต้องรู้ : ลงทุนทางเลือก : โดย...ขวัญชนก วุฒิกุล [email protected])