ข่าว

 โลกกับการรอลุ้น ผู้นำทำเนียบขาวคนใหม่

โลกกับการรอลุ้น ผู้นำทำเนียบขาวคนใหม่

07 พ.ย. 2559

โดย บุญรัตน์ อภิชาติไตรสรณ์

 

            เป็นอีกครั้งหนึ่งที่โลกต้องจับตามองผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอย่างใจจดใจจ่อ ซึ่งจนถึงนาทีนี้ก็ยังยากจะฟันธงว่าใครจะก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำทำเนียบขาวคนใหม่ ระหว่างนางฮิลลารี คลินตัน ตัวแทนจากพรรคตราลาเดโมแครต ผู้ต้องการจะสร้างชื่อในฐานะประธานาธิบดีหญิงคนแรกของแดนดินถิ่นอินทรีผยองและนายโดนัลด์ ทรัมป์ ตัวแทนจากพรรคตราช้างรีพับลิกัน เนื่องจากคะแนนนิยมพลิกกลับไปมาจวบจนนาทีสุดท้าย ส่วนหนึ่งมาจากการงัดกลยุทธ์การหาเสียงทุกรูปแบบมาใช้ ไม่ว่าจะขาวสะอาดหรือสกปรก ไม่ว่าจะเป็นการสาดโคลนกันในเรื่องส่วนตัว หรือการใช้กลยุทธ์เล่นกับความกลัวของมะกันชน แทนที่จะชี้ให้ผู้มีสิทธิออกเสียงตระหนักในนโยบายของตัวเองที่จะมีต่ออนาคตของประเทศ กลับพูดถึงแต่คำว่า “หายนะ” หรือ ”ความพินาศ” หากหย่อนบัตรเลือกคู่แข่ง จนสื่อบางสื่อประณามว่าเป็นการหาเสียงที่สกปรกมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ นอกเหนือจากที่เคยแดกดันว่าเป็นการเลือกระหว่างคนที่ไม่ได้รับความนิยมทั้งคู่ หรือร้ายกว่านั้นก็ทับถมว่าเป็นการเลือกระหว่างคนที่เลวน้อยกว่ากับเลวมากกว่า

 โลกกับการรอลุ้น ผู้นำทำเนียบขาวคนใหม่

 

            ที่แน่ๆ ก็คือ โลกอยากจะรู้ว่ามะกันชนต้องการเลือกผู้นำชาตินิยมสุดโต่งอย่างทรัมป์ให้เข้ามาเป็นประธานาธิบดีคนใหม่หรือไม่ ซึ่งเท่ากับไฟเขียวให้ทรัมป์เข้ามา "จัดระเบียบโลกใหม่” ที่อเมริกาจะกลับเข้าไปอยู่ในกระดองหรือโดดเดี่ยวตัวเองอีกครั้ง พร้อมกับตีกรอบสร้างรั้วล้อมตัวเองด้วยมาตรการสูดโต่ง ตั้งแต่ห้ามอิสลามเข้าประเทศ ผลักดันผู้อพยพต่างชาติออกจากประเทศ ตัดหางปล่อยวัดพันธมิตรทั้งในยุโรป เอเชีย หรือภูมิภาคอื่นให้ช่วยเหลือตัวเอง โดยไม่คำนึงว่าจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ ความมั่นคงและความสงบสุขของโลกมากน้อยเพียงใด

            ความที่โผทำนายผลการชิงทำเนียบขาวครั้งนี้พลิกไปพลิกมาตลอดเวลา เว็บไซต์ต่างชาติหลายเว็บไซต์จึงได้ตั้งหัวข้อให้สาวกเข้ามาช่วยกันค้นหาคำตอบ อาทิ บางเว็บไซต์ตั้งประเด็นว่า “3 เหตุผลง่ายๆ ว่าทำไมศึกชิงทำเนียบขาวครั้งนี้จึงยากจะทำนายผล” ปรากฏว่ามีคนเข้ามาแสดงความคิดเห็นมากมาย รวมไปถึง เจ.เค.โรว์ลิ่ง ผู้แต่งหนังสือเด็กสุดฮิต "แฮร์รี พ็อตเตอร์” ด้วย

 โลกกับการรอลุ้น ผู้นำทำเนียบขาวคนใหม่

 

            บางคนให้ความเห็นว่าการที่ทุกคนสนใจการเลือกตั้งครั้งนี้เนื่องจากได้กลายเป็นปัญหาโลกไปแล้ว โดยเฉพาะถ้าหากคนที่มีความคิดปฏิกิริยาสุดโต่งอย่าง โดนัลด์ ทรัมป์ เกิดชนะขึ้นมา โลกต้องประสบกับความหายนะแน่ นักวิเคราะห์หลายคนเชื่อว่าการเมืองสหรัฐเข้าสู่ยุคตกต่ำแล้ว ถ้าทรัมป์เกิดชนะ ตลาดหุ้นปั่นป่วนแน่ ในเมื่อโลกได้ตัดสินเรียบร้อยแล้วว่าทรัมป์เป็น “ไอ้งี่เง่า” หรือเป็นสัตว์เลื้อยคลานที่คนรังเกียจ

“เป็นเรื่องหงุดหงิดสิ้นดีเหมือนกับถูกสื่อโทรทัศน์จูงจมูกจากการกรอกหูครั้งแล้วครั้งเล่าให้ต้องเลือกใครสักคน ระหว่างคนที่มีเรื่องอีเมลอื้อฉาวหรือเลือกคนที่เกลียดกลัวต่างชาติเข้ากระดูกดำ"

            "เป็นเรื่องตลกมากที่ทรัมป์ซึ่งเดิมถูกมองว่าเป็นตัวตลกกลับกลายเป็นตัวเก็งพลิกโผไปได้”

 

 โลกกับการรอลุ้น ผู้นำทำเนียบขาวคนใหม่

 

            บางคนถึงกับตั้งคำถามกลับว่า ถ้าผลการเลือกตั้งออกมาแล้วโลกไม่ยอมรับ ประเทศเหล่านี้สามารถปลีกตัวออกห่างไม่ร่วมสังฆกรรมกับสหรัฐได้ไหม นักวิเคราะห์ของกรีซบางคนให้ความเห็นว่าทรัมป์จะเป็นประธานาธิบดีอเมริกันที่ถูกโลกโดดเดี่ยวและโดดเดี่ยวโลก ซึ่งไม่ใช่เรื่องดีสำหรับโลก

            ขณะที่ พาโบล ลาร์เกีย นักธุรกิจคนหนึ่งในฮ่องกงมาแปลกกว่าใคร เมื่อทำเว็บไซต์ ThePlanetforUSA.org. เปิดช่องให้คนทั่วโลกลองออกเสียงเป็นครั้งแรกว่าจะเลือกใครเป็นผู้นำทำเนียบขาวคนใหม่ ผลที่ได้จะตรงใจกับมะกันชนหรือไม่

 

 โลกกับการรอลุ้น ผู้นำทำเนียบขาวคนใหม่

 

            ปรากฏว่าเพียงแค่วันเดียวที่เปิดให้โหวตทางเว็บไซต์ มีคนเข้ามาร่วมโหวตในเว็บไซต์นี้มากถึง 1.1 ล้านคน ส่วนใหญ่มาจากอินเดียและจีน เฉพาะที่ฮ่องกงมีคนมาร่วมออกเสียง 2 หมื่นราย ปรากฏว่า 74 เปอร์เซ็นต์สนับสนุนฮิลลารี ขณะที่สนับสนุนทรัมป์แค่ 26 เปอร์เซ็นต์ ในส่วนของชาวฮ่องกงนั้น 67 เปอร์เซ็นต์อยากให้ฮิลลารีชนะ มีแค่ 13 เปอร์เซ็นต์ที่วาดหวังให้ทรัมป์ชนะ

            ส่วนผู้นำโลกหลายคนได้ประกาศตัวชัดว่าสนับสนุนใคร อย่าง สมเด็จฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ซึ่งพูดชัดว่าสนับสนุนโดนัลด์ ทรัมป์ เพราะเชื่อว่าการที่ทรัมป์มีความสัมพันธ์อันดีกับประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน แห่งรัสเซียจะช่วยให้โลกสงบสุขและมีสันติภาพ

            ผิดกับ แอนเดอร์ส ราสมุสเซน อดีตนายกรัฐมนตรีเดนมาร์กและเลขาธิการองค์การนาโต ให้ความเห็นว่า เมื่อดูจากนโยบายต่างประเทศแล้ว ค่อนข้างเชื่อมั่นในฮิลลารี คลินตัน ว่าจะสามารถแสดงบทบาทนำได้ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญมากเพราะจากประสบการณ์ที่ผ่านมา หากสหรัฐจะถอนตัวหรือทำท่าจะถอนตัว ก็จะเกิดสุญญากาศขึ้น เปิดช่องให้เหล่ามารร้ายเข้ามาแทนที่ได้

            เช่นเดียวกับ เซอิด บิน ราอัด อับ ฮุสเซน ข้าหลวงใหญ่ฝ่ายสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ที่มองว่าถ้าดูจากมุมมองด้านต่างประเทศ และจากสิ่งที่ทรัมป์เคยพูดก่อนหน้า หากทรัมป์ได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดี ก็เชื่อโดยไม่มีข้อข้องใจใดๆ ว่า ทรัมป์จะเป็นตัวอันตรายมากที่สุด

 

 โลกกับการรอลุ้น ผู้นำทำเนียบขาวคนใหม่

            อย่างไรก็ดี มอร์ตัน อูห์รสคอฟ เจนเซน หัวหน้าพรรคสามัคคีเดนมาร์กประกาศชัดว่าจะสนับสนุนทรัมป์เพียงคนเดียวเท่านั้น เพราะเชื่อว่าถ้าหากฮิลลารีชนะเลือกตั้ง เธอมุ่งมั่นจะทำสงครามต่อไปโดยไม่รู้จบ ผิดกับทรัมป์แม้จะไม่มีประสบการณ์ด้านการต่างประเทศและมีแนวโน้มจะเป็นเผด็จการ แต่เป็นเรื่องเหลวไหลไร้สาระสิ้นดีกับการประโคมข่าวว่าทรัมป์จะเป็นคนแรกที่กดปุ่มสงครามนิวเคลียร์ เพราะไม่มีทางเกิดขึ้นแม้แต่น้อย

            ความเห็นนี้คล้ายคลึงกับความเห็นของ ไนเจล ฟาเรจ อดีตหัวหน้าพรรคยูคิปในอังกฤษ ซึ่งเป็นผู้ยึดมั่นในนโยบายขวาสุดกู่ อีกทั้งเป็นหัวเรือใหญ่ในการรณรงค์ให้ชาวอังกฤษลงประชามติเห็นด้วยกับการถอนตัวออกจากสหภาพยุโรป ที่ตอบว่าถ้าหากมีสิทธิออกเสียงก็จะไม่เลือกฮิลลารี คลินตัน

ผลต่อเอเชีย

            ด้านนักวิชาการและนักวิเคราะห์ของเอเชียต่างมีมุมมองที่ค่อนข้างคล้ายคลึงกันในเรื่องของผู้นำทำเนียบขาวคนใหม่กับผลกระทบต่อเอเชียซึ่งมีอยู่ 3 เรื่องหลัก เรื่องแรกก็คือความสัมพันธ์กับจีน เซี่ย เตา แห่งศูนย์ศึกษาต่างประเทศปักกิ่ง กล่าวว่า ไม่กังวลใจแม้แต่น้อยที่ฮิลลารี คลินตัน และโดนัลด์ ทรัมป์ จะมีนโยบายต่อต้านจีนอย่างเห็นได้ชัดระหว่างหาเสียงเลือกตั้ง โดยเฉพาะในส่วนของข้อตกลงการค้าภาคพื้นแปซิฟิก(ทีพีพี) เพราะจากประสบการณ์ที่ผ่านมา บ่งบอกว่าหลังการเลือกตั้งผ่านพ้นไป นโยบายต่อต้านจีนก็จะเปลี่ยนไป ดังตัวอย่างของบิล คลินตัน ระหว่างหาเสียงเลือกตั้งเมื่อปี 2535 ก็ชูกระแสต่อต้านจีนยกใหญ่ แต่เมื่อขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีแล้ว นโยบายก็เปลี่ยนไป เลิกนำปัญหาสิทธิมนุษยชนมาผูกโยงเข้ากับนโยบายการค้า ทำให้ความสัมพันธ์ของ 2 ประเทศเป็นไปด้วยดีตลอดมา

 โลกกับการรอลุ้น ผู้นำทำเนียบขาวคนใหม่

            สำหรับนโยบายของสหรัฐต่อเกาหลีเหนือ-ใต้ ซึ่งทั้งฮิลลารีและคลินตันต่างต้องการดึงจีนเข้ามามีบทบาทในการลงโทษเกาหลีเหนือที่ยังเดินหน้าทดลองอาวุธนิวเคลียร์ และยังต้องการให้สหรัฐคงทหารไว้ที่เขตปลอดทหารต่อไป ศาสตราจารย์คิม ยุน วู้ก แห่งสถาบันการทูตแห่งชาติเกาหลี ชี้ว่า ไม่ว่าใครจะชนะเลือกตั้งสหรัฐก็จะยังคงทหารในภูมิภาคนี้ต่อไป แม้ว่าอาจจะมีการปรับแก้นโยบายบางส่วนบ้าง แต่จะไม่กระทบต่อความเป็นพันธมิตรนั้นที่ยังแข็งแกร่งเหมือนเดิม

            สุดท้ายก็คือนโยบายของผู้นำทำเนียบขาวคนใหม่จะมีผลต่อสงครามและการก่อการร้ายในอัฟกานิสถานหรือไม่ รวมไปถึงสหรัฐจะถอนทหารออกจากประเทศนี้หรือไม่ มูชาราฟ ไซดี นักวิเคราะห์ชาวปากีสถาน ให้ความเห็นว่า คงจะไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงตราบใดที่สหรัฐยังไม่สามารถหาทางคลี่คลายปัญหาในประเทศนี้ได้ หนำซ้ำยังมีอคติกีดกันไม่ให้ปากีสถานเข้ามามีส่วนร่วม ส่วนหนึ่งมาจากความหวาดระแวงเนื่องจากมีผู้นำตาลีบันหลายคนหลบภัยอยู่ในปากีสถาน ขณะที่การเจรจาระหว่างรัฐบาลคาบูลกับตาลีบันก็ยังไม่มีอะไรคืบหน้า ไม่ต้องพูดไกลไปถึงการที่ตาลีบันได้หวนกลับมายึดครองพื้นที่มากขึ้น การที่สหรัฐจะถอนทหารที่มีอยู่ราวหมื่นคนจึงยังเป็นความฝันที่ยากจะเป็นจริงได้ภายในเงื่อนไขต่างๆ เหล่านี้

เลือกตั้งส.ส.-ส.ว.ก็สำคัญ

            ท่ามกลางความเครียดของมะกันชนและประชาคมโลกระหว่างรอลุ้นผลการเลือกตั้ง ผู้เชี่ยวชาญการเมืองอเมริกันหลายคนเตือนว่าไม่ควรจะรอดูแค่ผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีคนใหม่ สิ่งหนึ่งที่ควรจะต้องจับตามองอย่างใกล้ชิดควบคู่ไปกันด้วยก็คือผลการเลือกตั้งสมาชิกรัฐสภาที่จะมาคานดุลอำนาจกับประธานาธิบดี และจะเป็นผู้ตัดสินว่านโยบายใดของประธานาธิบดีคนใหม่จะเดินหน้าต่อไปตามที่ได้หาเสียงไว้หรือไม่ ซึ่งในการเลือกตั้งครั้งนี้จะเลือก ส.ว. 1 ใน 3 ของสมาชิกวุฒิสภาหรือเลือก 34 คนจาก 100 คน นอกเหนือจากเลือก ส.ส.ทั้งหมด 465 คน

             ปกติแล้ว ชาวอเมริกันจะเลือกเสียงข้างมากของสมาชิกรัฐสภาจากพรรคการเมืองที่อยู่คนละพรรคกับประธานาธิบดี เพื่อป้องกันไม่ให้พรรคใดพรรคหนึ่งสามารถคุมอำนาจทั้งในฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติได้ แต่ช่วงรัฐบาลประธานาธิบดีบารัก โอบามา สมัยที่ 2 พรรครีพับลิกันสามารถครองเสียงข้างมากในทั้ง 2 สภาจากปกติจะครองเสียงข้างมากในวุฒิสภา ส่วนพรรคเดโมแครตมักจะครองเสียงข้างมากในสภาผู้แทนฯ ผลตามมาก็คือรัฐสภาสามารถใช้เสียงข้างมากยับยั้งอำนาจของประธานาธิบดีที่พยายามจะเข็นกฎหมายประกันสุขภาพให้มีผลบังคับใช้ให้ได้ แต่ไม่สำเร็จ

            ตอนนี้ได้แต่รอลุ้นว่าการเลือกตั้งครั้งนี้จะสามารถสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ได้หรือไม่