ข่าว

ศึกษาวิธี"ผันน้ำ"จีนสู่บริหารจัดการแหล่งน้ำไทย

ศึกษาวิธี"ผันน้ำ"จีนสู่บริหารจัดการแหล่งน้ำไทย

07 พ.ย. 2559

โดย - สุรัตน์ อัตตะ

              โครงการอภิมหาโปรเจกต์"ผันน้ำจากใต้สู่เหนือ"ทั้ง 3 สาย(ตะวันออก กลางและตะวันตก)มีระยะทางยาวกว่า 1,500 กิโลเมตรที่รัฐบาลจีนใช้เงินลงทุนสูงถึง 308,200 ล้านหยวนหรือ 1,541,000 ล้านบาทนั้น ซึ่งได้เริ่มโครงการมาตั้งแต่ปี 2002 ขณะนี้การดำเนินการเสร็จเรียบร้อยกว่า 80% และนำน้ำมาใช้ประโยชน์แล้วในบางช่วง โดยเฉพาะสายกลางและตะวันออก เหลือเพียงสายตะวันตกอยู่ระหว่างดำเนินการเพื่อรองรับการใช้น้ำในภาคอุตสาหกรรม เกษตรกรรมและการใช้น้ำในชีวิตประจำวันของผู้คนในเมืองใหญ่ อาทิ ปักกิ่ง เทียนสินและผู้อยู่อาศัยในพื้นที่ทางภาคเหนือซึ่งมีความแห้งแล้งกว่า ด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวล้ำในระบบการผันน้ำผ่านพื้นที่สภาพภูมิประเทศที่แตกต่างกัน ทำให้มีการใช้เทคโนโลยีที่หลากหลายทั้งอุโมงค์ คลองขนาดใหญ่สลับกันไป จนเป็นที่สนใจของนานาประเทศเดินทางมาศึกษาดูงานไม่ขาดสาย 

ศึกษาวิธี"ผันน้ำ"จีนสู่บริหารจัดการแหล่งน้ำไทย

              ไทยก็เป็นอีกประเทศที่ให้ความสนใจเทคโนโลยีระบบการผันน้ำจากแหล่งน้ำไปสู่พื้นที่ทีมีความแห้งแล้งกว่า ที่ผ่านมากรมชลประทาน กระทรวงเกษตรฯได้มีการสร้างอุโมงค์ผันน้ำหลายโครงการไม่ว่าจะเป็นอุโมงค์ผันน้ำช่วงแม่งัด-แม่กวง จ.เชียงใหม่ อุโมงค์ผันน้ำลำพะยังภูมิพัฒน์ อันเนื่องมาจากพระราชดำริผันน้ำจากอ่างเก็บน้ำห้วยไผ่ ฝั่งจ.มุกดาหาร ลอดใต้เขาภูบักคี มาสู่อ่างเก็บน้ำลำพะยังตอนบน บ้านนาวี ต.สงเปลือย อ.เขาวง จ.กาฬสินธุ์ เป็นระยะทางกว่า 700 เมตร นอกจากนี้ยังมีอีกหลายโครงการที่อยู่ระหว่างการศึกษา ไม่ว่าจะเป็นโครงการโขง ชี มูล โครงการผันน้ำพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยาฝั่งตะวันออกสู่อ่างเก้บน้ำบางพระ จ.ชลบุรี หรือโครงการผันน้ำจากพื้นที่จ.จันทบุรีไปยังแหล่งเก็บกักน้ำจ.ระยองเพื่อรองรับการเติบโตของภาคอุตสาหกรรม เป็นต้น

ศึกษาวิธี"ผันน้ำ"จีนสู่บริหารจัดการแหล่งน้ำไทย

              การเดินทางไปศึกษาดูความสำเร็จของโครงการผันน้ำจากใต้สู่เหนือ สาธารณรัฐประชาชนจีน นำโดยนายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ รองอธิบดีกรมชลประทาน ฝ่ายวิชาการ พร้อมคณะผู้บริหารและสื่อมวลชนกว่า 20 ชีวิตเมื่องปลายเดือนตุลาคม 2559 ที่ผ่านมา ทำให้ได้รับรู้ถึงความก้าวหน้าของเทคโนโลยีจีนที่มีการพัฒนานำมาใช้ในระบบชลประทาน จนเป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ  ที่ผ่านมาประเทศไทยโดยกระทรวงเกษตรฯได้มีการลงนามเอ็มโอยู(MOU)กับกระทรวงแหล่งน้ำของจีนในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันทั้งด้านเทคโนโลยี การแลกเปลี่ยนบุคลากร ตลอดจนการส่งเสริมสนับสนุนเป็นภาคีเครือข่ายในเวทีโลกด้วย

ศึกษาวิธี"ผันน้ำ"จีนสู่บริหารจัดการแหล่งน้ำไทย

              "ต้องขอขอบคุณกรมการผันน้ำจีนที่ให้การต้อนรับคณะผู้แทนจากประเทศไทยได้มาหาประสบการณ์จากหน่วยงานที่มีควารรู้ความสามารถของประเทศจีน ประเทศไทยก็มีบางพื้นที่น้ำไม่พอเพียง บางพื้นที่น้ำก็เยอะ กระทรวงเกษตรฯมีหน้าที่อย่างหนึ่งก็คือการพิจารณาหาแหล่งน้ำ กรมชลประทานก็คล้ายกับกรมการผันน้ำแห่งชาติจีน ตอนนี้รัฐบาลให้ความสำคัญในการพัฒนาแหล่งน้ำของประเทศและประเทศไทยจำเป็นต้องมีโครงการเหล่านี้แล้ว ที่มาวันนี้ต้องการมาดูโครงการที่อยู่ระหว่างดำเนินการด้วย ไม่อยากให้ดูโครงการที่เสร็จแล้วอย่างเดียว การดูงานครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งที่เราได้ทำเอ็มโอยูกันไว้ระหว่างกระทรวงเกษตรฯของไทยกับกระทรวงแหล่งน้ำของจีนเมื่อ 2 ปีที่แล้วเพื่อเพิ่มความร่วมมือกันระหว่างทั้งสองประเทศกันมากขึ้น"

ศึกษาวิธี"ผันน้ำ"จีนสู่บริหารจัดการแหล่งน้ำไทย

               นายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะหัวหน้าคณะผู้แทนฝ่ายไทยกล่าวถึงวัตถุประสงค์ในการนำคณะเดินทางมาศึกษาดูงานในครั้งนี้ จากนั้น นางจู เฉิง ชิง(Zhu Cheng Qing) อธิบดีกรมการผันน้ำแห่งชาติ จีนได้กล่าวถึงความเป็นมาของโครงการผันน้ำจากใต้สู่เหนือของประเทศจีน โดยระบุว่าโครงการนี้มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 50 ปีมาแล้วโดยมีการศึกษาสำรวจ วิเคราะห์ วิจัยในพื้นที่จริงและผลกระทบในทุก ๆ ด้าน จนในที่สุดโครงการนี้ก็เกิดขึ้นมา โดยสภาแห่งชาติจีนอนุมัติในปี 2002  ประกอบด้วย 3 เส้นทาง ตะวันออก กลางและตะวันตก โดยอิงเส้นทางน้ำธรรมชาติเป็นหลัก ครั้งแรกมีการอนุมัติ 2 สายพร้อมกันคือตะวันออกและสายกลาง จากนั้นเป็นสายตะวันตก ซึ่งโครงการนี้สภาแห่งชาติจีนให้ความสำคัญมาก โดยได้ตั้งคณะกรรมการดูแลโดยเฉพาะและมีอำนาจในการตัดสินใจ 

ศึกษาวิธี"ผันน้ำ"จีนสู่บริหารจัดการแหล่งน้ำไทย

                "ตอนนี้สายตะวันออกและสายกลางได้ดำเนินการเสร็จแแล้วและได้นำน้ำขึ้นมาใช้เรียบร้อยแล้วในบางช่วง โดยอยู่ในความรับผิดชอบดูแลของกรมการผันน้ำ แต่เราก็ให้ความสำคัญในการประหยัดน้ำเป็นหลัก มีการบริหารควบคุมการใช้ทรัพยากรน้ำอย่างเข้มงวด ต้องรณรงค์ให้ประชาชนประหยัดน้ำอย่างเต็มกำลัง และถึงแม้ต้นทุนการผลิตน้ำจะสูงขึ้น"นางจู เฉิง ชิงเผย ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญกรมการผันน้ำแห่งชาติจีน นายเปิง เซียง(Peng Xiang)กล่าวเสริมว่าโครงการนี้มีความสำคัญต่อประเทศจีนมาก เนื่องจากทรัพยากรน้ำทางด้านเหนือมีน้อย ขณะที่ทางด้านใต้มีน้ำมาก ในขณะที่ความจำเป้นในการใช้น้ำทางด้านเหนือมีมากทั้งภาคอุตสหกรรม เกษตรกรรมและการใช้น้ำในชีวิตประจำวันของผู้คนในปักกิ่ง ซึ่งเป็นเมืองหลวงของประเทศ มีประชากรมากวก่า 20 ล้านคนในปัจจุบัน ในขณะนำ้มีปริมาณที่จำกัด 

ศึกษาวิธี"ผันน้ำ"จีนสู่บริหารจัดการแหล่งน้ำไทย

               "โครงการแบ่งออกเป็น 3 สายก็คือตะวันออก กลางและสายตะวันตก และโครงการทั้งหมดมีการผันน้ำ 44,800 ล้านลบ.ม."ผู้เชี่ยวชาญคนเดิมแจงรายละเอียด ทั้งนี้สายตะวันออกเริ่มงานก่อสร้างวันที่ 27 ธันวาคม ปี 2002 มีความยาวทั้งสิ้น 1,466.50 กิโลเมตร โดยดึงน้ำจากอ่างเก็บน้ำหยางโจวตอนปลายของลุ่มแม่น้ำแยงซี เพื่อบรรเทาความขาดแคลนน้ำในมณฑลเจียงซู อันฮุย ซานตง เหอเป่ย และนครเทียนจิน ส่วนสายกลางเริ่มก่อสร้างวันที่ 31 ธันวาคม ปี 2003 มีความยาวทั้งสิ้น 1,431.954 กิโลเมตร โดยมีปลายทางอยู่ที่ปักกิ่งและนครเทียนจิน โดยดึงน้ำจากอ่างเก็บน้ำตันเจียงโข่วตอนกลางของลุ่มแม่น้ำแยงซี ในอำเภอ เจ้อชวน มณฑลเหอหนาน ซึ่งเป็นต้นทางของโครงการชักน้ำจากภาคใต้ไปยังภาคเหนือสายกลาง ส่วนสายตะวันตกจะดึงน้ำจากแหล่งน้ำตอนต้นของแม่น้ำแยงซี เพื่อส่งน้ำให้กับพื้นที่แห้งแล้งในมณฑลชิงไห่ กานซู หนิงเซี่ย มองโกเลียใน ส่านซี และซานซี รวม 6 มณฑล  โดยปัจจุบันอยู่ในระหว่างดำเนินการ ขณะที่โครงการสายตะวันออกและสายกลางระยะแรกได้มีการจัดการผันน้ำเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยทั้งหมดมีการใช้เงินลงทุนถึง 308,200 ล้านหยวน ส่วนเส้นตะวันตกลงทุนไปแล้ว 55,300 ล้านหยวน  

ศึกษาวิธี"ผันน้ำ"จีนสู่บริหารจัดการแหล่งน้ำไทย

                "ด้วยระยะทางที่ยาวไกลและมีสภาพพื้นที่แตกต่างกัน บางช่วงก็ขุดอุโมงค์ บางช่วงก็ทำเป็นคลองส่งน้ำขนาดใหญ่ บางจุดมีการยกระดับน้ำถึง 13 ชั้น อย่างโครงการสายกลางก็มีการเจาะอุโมงค์ลอดแม่น้ำหวงเหอ มีโครงการปั้มน้ำจากที่ต่ำขึ้นสู่ที่สูง มีการติดตั้งท่อพีซีทีพีเข้าสู่ปักกิ่ง ซึ่งขณะนี้ทัง้สายตะวันออกและกลางมีการผันน้ำนำมาใช้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว"นายเปิง เซียงเผย

                 เขาระบุอีกว่าความที่เป็นโครงการขนาดใหญ่ ทำให้มีการควบคุมการบริหารจัดการอย่างเข้มงวด ภายใต้ดูแลของ 3 บริษัทที่มีขอบเขตการรับผิดชอบที่ต่างกัน โดยมีข้อบัญญัติในการดูแล  7 ด้านด้วยกันประกอบด้วย 1.การบริหารจัดการ 2.ปริมาณการผันน้ำ 3.นโยบายการกำหนดราคาน้ำ 4.การรับรองคุณภาพน้ำ 5.การควบคุมดูแลการใช้น้ำ 6.การบำรุงรักษาโครงการและ7.การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศวิทยา ในขณะที่การกำหนดราคาน้ำแบ่งเป็น 2 ส่วน โดยส่วนแรกเป็นราคาเบื้องต้นที่ออกจากโรงงาน โดยจะคำนวนจากการจ่ายดอกเบี้ยในการก่อสร้างและค่าบริหารจัดการโครงการ ส่วนที่สองเป็นการกำหนดราคาผ่านมาตรวัดน้ำ โดยคำนวนจากค่าชดเชยค่าน้ำด้านอื่น ๆ รวมถึงการที่ต้องจ่ายค่าภาษีต่าง ๆ ซึ่งการกำหนดค่าน้ำมีการกำหนดจาก 3 หน่วยงานที่รัฐบาลกลางควบคุมดูแล โดยค่าน้ำเบื้องต้นเริ่มที่ 1.2 หยวนต่อลบ.ม.และราคาจะแตกต่างกันไปตามระยะทาง เมื่อมาถึงจัดสิ้นสุดที่กรุงปักกิ่งจะอยู่ที่ 2.33 หยวนต่อลบ.ม. 

ศึกษาวิธี"ผันน้ำ"จีนสู่บริหารจัดการแหล่งน้ำไทย

             "เป้าหมายของสายกลางและตะวันออกเพื่อแก้ปัญหาเมืองที่ขาดแคลนน้ำด้านอุตสาหกรรม เพราะถ้าไม่มีโครงการนี้การใช้น้ำในชีวิตประจำวันและภคอุตสาหกรรมจะแย่งใช้น้ำจากภาคเกษตรกรรม เมื่อมีน้ำเพียงพอก็จะทำให้เศรษฐกิจ สังคมมีความแข็งแรงมากขึ้น ขณะเดียวกันประชาชนก็ไม่ต้องดื่มน้ำเค็มหรือน้ำปนเปื่อนจากน้ำใต้ดิน ทำให้ประชาชนมีสุขภาพดีขึ้น  เกษตรกรมีรายได้มากขึ้น ระบบนิเวศน์วิทยาก็ดีขึ้น ไม่ต้องใช้น้ำใต้ดินและช่วยแบ่งเบาดินทรุดตัว ระบบสิ่งแวดล้อมไม่มีปัญหา"ผู้เชี่ยวชาญคนเดิมกล่าวทิ้งท้าย

ศึกษาวิธี"ผันน้ำ"จีนสู่บริหารจัดการแหล่งน้ำไทย

             นับเป็นอีกความร่วมมือมือไทย-จีนในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้วิทยาการเทคโนโลยีการชลประทานสมัยใหม่ ภายใต้โครงการผันน้ำขนาดใหญ่จากใต้สู่เหนือของประเทศจีนที่จะมีโอกาสนำมาปรับใช้ในพื้นที่แห้งแล้งและมีปริมาณน้ำไม่พอใช้ในภาคส่วนต่าง ๆ ทั้งเกษตร อุตสาหกรรมและเพื่ออุปโภคบริโภคของประชาชนในประเทศไทยด้วย

                                                                               ......................................................................................................................