
ผ่าปมสมาคมกีฬาเทนนิส “สลายขั้ว-เดินหน้าพัฒนาสู่อาชีพ”
...สิ่งที่สะท้อนว่า “ขั้วเก่า” กับ “ขั้วใหม่” ตกลงกันได้แล้วคือ ตำแหน่งกรรมการอำนวยการสมาคมที่ไม่ได้มีแค่คีย์แมนจากฝั่งของ “บิ๊กเอ๋” แต่ยังมีคีย์แมนของอีกฝั่ง..
นับตั้งแต่วันที่ 23 มกราคม เป็นต้นมา ซึ่งมีการประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2559 ของ สมาคมกีฬาเทนนิส ลอนเทนนิสสมาคมแห่งประเทศไทย และมีวาระสำคัญคือ “การเลือกตั้ง” บรรยากาศภายในสมาคมก็เต็มไปด้วยความขัดแย้ง ซึ่งสะท้อนมาจากผลการเลือกตั้งในวันนั้น เมื่อสโมสรสมาชิกเปลี่ยนใจหันมายกมือให้การสนับสนุน “บิ๊กเอ๋” นายกิตตน์สมบัติ เอื้อมมงคล ขึ้นเป็นนายกสมาคมคนใหม่ต่อจาก “บิ๊กสุวัจน์” นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ที่ครองตำแหน่งมาก่อนถึง 7 สมัย
และต่อมา “บิ๊กเสือ” นายสกล วรรณพงษ์ ผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) ในฐานะนายทะเบียน ก็ให้การรับรอง “บิ๊กเอ๋” ขึ้นเป็นนายกสมาคมกีฬาเทนนิส นับเป็นสมัยแรก ในขณะที่ศูนย์ กกท.จังหวัดนนทบุรี ในพื้นที่ที่สมาคมตั้งอยู่ก็รับจดทะเบียน ทำให้ตอกย้ำความขัดแย้งจนไม่มีทีท่าว่าจะคลายปมลงได้ ซึ่งเกิดจากการที่อีกฝ่ายมองว่ามีความไม่ชอบมาพากลในการเลือกตั้ง จนบานปลายกลายเป็นเรื่องใหญ่โตต้องขึ้นโรงขึ้นศาลในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา
กระทั่งช่วงต้นเดือนตุลาคม สิ่งที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น เมื่อทั้งสองฝ่าย ซึ่ง ณ ที่นี้ขอเรียกว่า “ขั้วเก่า” กับ “ขั้วใหม่” เห็นพ้องตรงกันต่อหน้าผู้พิพากษาศาลจังหวัดนนทบุรี ว่า “จะเลือกตั้งใหม่” เพื่อยุติความขัดแย้งและร่วมมือกันทำงาน ในวันที่ 27 ตุลาคม ในการประชุมใหญ่วิสามัญของสมาคม ซึ่งเป็นการเข้าชื่อร้องขอให้จัดการประชุมโดยสโมสรเครือสมาชิกของสมาคมกีฬาเทนนิส ที่เกินจำนวน 2 ใน 3 ของสมาชิกทั้งหมด คือ 53 สโมสร จากทั้งหมด 61 สโมสร
ผลปรากฏว่า มีการเสนอชื่อนายกิตตน์สมบัติ เอื้อมมงคล ชิงตำแหน่งนายกสมาคมเพียงคนเดียวและสโมสรสมาชิกให้การรับรอง 51 เสียง จึงทำให้นายกิตตน์สมบัติ เป็นนายกสมาคมกีฬาเทนนิสคนใหม่ทันที เนื่องจากไม่มีคู่แข่งขัน
แม้บรรยากาศการเลือกตั้งจะสะดุดนิดหน่อย เพราะมีผู้แทนสโมสรสมาชิกจำนวนหนึ่ง รวมถึง “บิ๊กบรรณ” พล.ร.อ.บรรณวิทย์ เก่งเรียน อดีตเลขาธิการสมาคมกีฬาเทนนิส ยกมือไม่เห็นด้วย ก่อนเดินออกจากห้องประชุมเมื่อถึงวาระเลือกตั้ง เนื่องจากมองว่าการที่ กกท.ไม่ส่งเจ้าหน้าที่มาสังเกตการณ์ รวมถึงการที่ “บิ๊กเอ๋” ลาออกจากตำแหน่งเพื่อให้เกิดการเลือกตั้งก็ขัดต่อคำสั่งของศาล และมองว่ากระบวนการการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นไปอย่างไม่ถูกต้อง
ในขณะที่ นายไทยทนุ วรรณสุข รักษาการรองเลขาธิการสมาคมกีฬาเทนนิสในตอนนั้น ชี้แจงต่อที่ประชุมว่า มีการประสานและขอคำปรึกษาจากผู้ว่าการ กกท. รวมถึงฝ่ายนิติกรของ กกท. อย่างต่อเนื่อง และยืนยันว่าสามารถจัดการประชุมได้เนื่องจาก พ.ร.บ.การกีฬาแห่งประเทศไทย พ.ศ.2558 มาตรา 76 ระบุว่า นายทะเบียนหรือพนักงานที่ผู้ว่าการมอบหมายอาจเข้าร่วมการประชุมของสมาคมและอาจชี้แสดงข้อคิดเห็นแก่ที่ประชุมใหญ่ได้ แต่ไม่มีสิทธิ์ออกเสียงลงคะแนน
แต่สิ่งที่สะท้อนว่า “ขั้วเก่า” กับ “ขั้วใหม่” ตกลงกันได้แล้วคือ ตำแหน่งกรรมการอำนวยการสมาคมที่ไม่ได้มีแค่คีย์แมนจากฝั่งของ “บิ๊กเอ๋” แต่ยังมีคีย์แมนของอีกฝั่งร่วมด้วย รวมถึงอดีตนักเทนนิสคนดัง “บอล” ภราดร ศรีชาพันธุ์ และ “ปิ๊ก” ร.ต.ท.ดนัย อุดมโชค ซึ่งเป็นผู้ร้องต่อศาลจังหวัดนนทบุรี เกี่ยวกับคดีการเลือกตั้งของสมาคม
ภาพความร่วมมือกันครั้งนี้ทำให้คนวงการกีฬาเทนนิสจำนวนไม่น้อยรู้สึกดีใจในสิ่งที่เกิดขึ้น และคาดหวังถึงผลการทำงานที่จะตามมาในอนาคต โดยเฉพาะการปลุกกระแสกีฬาเทนนิสให้กลับมาคึกคักอีกครั้ง ซึ่งต้องเริ่มจากการสร้างนักกีฬา รวมถึงการจัดการแข่งขันในทุกระดับและการส่งนักกีฬาไปหาประสบการณ์ยังต่างประเทศ
ที่ผ่านมาสมาคมกีฬาเทนนิสได้รับการสนับสนุนเป็นอย่างดีจากภาคเอกชนและภาครัฐ โดยได้รับการสนับสนุนในเรื่องงบประมาณสำหรับการจัดการแข่งขันจากการกีฬาแห่งประเทศไทย หรือ กกท. ให้เป็นเวทีที่เปิดโอกาสให้นักกีฬาเทนนิสจากทั่วประเทศได้แสดงศักยภาพและหลายคนฉายแววสู่เวทีอาชีพได้สำเร็จ ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายของ กกท. ที่ต้องการให้เกิดขึ้นอยู่แล้ว ทำให้ปัจจุบันมีนักกีฬาไทยจำนวนไม่น้อยที่ยึดกีฬาเทนนิสเป็นอาชีพหลัก
ความปรองดองที่เกิดขึ้นน่าจะเรียกความสนใจให้สปอนเซอร์เข้ามาสนับสนุนเพิ่มอีกในไม่ช้า หลังจาก “บิ๊กเอ๋” ประกาศนโยบายหลายประการออกมา โดยเฉพาะการจัดตั้งศูนย์ฝึกเทนนิสในระบบอคาเดมี ซึ่งจะมีอยู่ 4 ศูนย์ใหญ่ ในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลางและภาคใต้ โดยเน้นการสร้างนักหวดเยาวชนเป็นหลัก ซึ่งจะสามารถพัฒนาและต่อยอดไปสู่ความสำเร็จในระดับต่างๆ รวมถึงอาชีพในอนาคตได้ด้วย
ท้ายที่สุดแล้วเชื่อว่าการสลายขั้วครั้งนี้ซึ่งแม้จะสะดุดตอเล็กน้อย จะทำให้วงการกีฬาเทนนิสเดินหน้าต่อไปได้ แม้มีกระแสข่าวว่าคีย์แมนในฐานะกรรมการอำนวยการสมาคมของทั้งสองฝ่ายจะแข่งกันทำงาน ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ดี เพราะผลประโยชน์ไม่หนีไปไหน แต่จะตกอยู่กับคนในวงการกีฬาเทนนิสทั้งนั้น ...ดีกว่าเสียเวลาไปแข่งขันเพื่อเอาชนะกันในศาล



