ข่าว

ประชาชนเข้ากราบสักการะพระบรมศพแต่เช้าตรู่

ประชาชนเข้ากราบสักการะพระบรมศพแต่เช้าตรู่

04 พ.ย. 2559

กลุ่มข้าราชการ พนักงานเอกชน ลูกเสือชาวบ้าน และประชาชนทั่วไป เดินทางมาต่อแถวรอเข้ากราบสักการะพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

    ประชาชนเข้ากราบสักการะพระบรมศพแต่เช้าตรู่

      ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตั้งแต่เช้าตรู่วันที่ 4 พ.ย. กลุ่มข้าราชการ พนักงานเอกชน ลูกเสือชาวบ้าน และประชาชนทั่วไป เดินทางมาต่อแถวรอเข้ากราบสักการะพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง อย่างต่อเนื่อง ซึ่งบรรยากาศเป็นไปด้วยความเรียบร้อย  

      นางกันยากร สุขแก้ว ชาวจ.นครศรีธรรมราช พร้อมด้วย น.ส.ปัทมาวดี สุขใส ชาวจังหวัดภูเก็ต และ น.ส.ศุภรนัน สุขแก้ว ชาวจ.สงขลา เป็นเพื่อนกันเดินทางมากราบสักการะพระบรมศพแต่เช้า โดยนางกันยากร กล่าวว่า อยากมาหลายวันแล้วแต่เพิ่งมีโอกาสในวันนี้ รู้สึกเสียใจที่สุดในชีวิต จะขอเป็นคนดีอุทิศตัวช่วยเหลือครอบครัวและสังคม อย่างที่พระองค์ทำไว้เป็นแบบอย่าง ในหลวง ร.9 เปรียบเสมือนหัวหน้าครอบครัว เป็นครู เป็นแบบอย่างที่ดีในทุกๆ ด้านให้คนไทย เป็นผู้ให้ชีวิต จึงปฏิญาณไว้ว่าจะเปลี่ยนชีวิต จะเป็นคนดี และทำดีให้มากขึ้นเรื่อย ๆ เหมือนที่ทรงสอนไว้ว่าต้องอดทน และเป็นคนดี

ประชาชนเข้ากราบสักการะพระบรมศพแต่เช้าตรู่

      "ปีที่พระองค์ท่านฉลองศิริราชสมบัติ ครบ 60 ปี ช่วงนั้นมาเรียนที่กรุงเทพฯ เคยได้เฝ้ารับเสด็จฯที่ลานพระบรมรูปทรงม้า รู้สึกดีใจและตื้นตันใจมากที่ได้เห็นพระองค์ท่าน แต่ความรู้สึกที่ได้มากราบถวายสักการะในครั้งนี้มีความรู้สึกว่าสูญเสียมากที่สุดในชีวิต พระองค์ท่านเป็นพ่อที่ประเสริฐที่สุดในโลกนี้ ก็จะน้อมนำคำสอนของพระองค์ท่านไปปฏิบัติ และจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับความขัดแย้งทางการเมือง และไม่อยากให้คนไทยแบ่งแยก ให้คิดว่าเราทุกคนเท่าเทียมกันเพราะพวกเราเป็นลูกของท่านด้วยกันทุกคน และขอขอบพระคุณที่ทรงให้ทุกอย่างกับคนไทย ขอขอบพระคุณที่พระองค์สอนให้รู้จักหลักเศรษฐกิจพอเพียง สอนให้รู้จักอดทน รู้จักแบ่งปัน และให้คนไทยรักกัน

     ซึ่งการสูญเสียครั้งนี้สอนให้รู้ว่า หากจะทำอะไรให้กับคนที่เรารักที่สุดก็อย่ารอ ไม่ว่ากับพ่อแม่ เพื่อนร่วมงาน และบ้านเมือง เพราะหากรอวันต่อไปเราอาจจะไม่ได้ทำ เหมือนอย่างที่เราอยากมาเห็นพระองค์ท่านตอนมีชีวิตอยู่ แต่ก็ไม่ได้มีโอกาสได้เห็น เราเห็นแต่ทางทีวี วันนี้จึงตั้งใจว่าจะต้องมาให้ได้ มาเห็นพระองค์ท่านเป็นครั้งสุดท้าย และพระองค์จะอยู่ในใจของพวกเราตลอดไป มีลูกมีหลานก็จะสอนให้ระลึกถึงพระคุณของพระองค์ท่านตลอดไป” นางกันยากร เผย

ประชาชนเข้ากราบสักการะพระบรมศพแต่เช้าตรู่

      ขณะที่นางจุฑารัตน์ สุเมขะโส อายุ 66 ปี ชาว จ.นครปฐม กล่าวว่า เดินทางมาถวายสักการะพระบรมศพเป็นครั้งที่สอง วันนี้มาพร้อมกับลูกชายและลูกสะใภ้ รู้สึกคิดถึงในหลวง ร.9 นานมาแล้วเคยมีโอกาสเฝ้ารับเสด็จฯ ที่ อ.สุคิริน จ.นราธิวาส ช่วงนั้นพระองค์ท่านยังทรงแข็งแรงเห็นแล้วก็ปลื้มปิติมาก ต่างกับวันนี้ซึ่งความรู้สึกเหมืนสูญเสียสิ่งยึดเหนี่ยว ตอนท่านประชวรก็คิดว่ายังไงท่านก็ยังอยู่ก็ได้มาลงนามถวายพระพรสองครั้ง แต่พอรู้ว่าท่านเสด็จสวรคต ก็ร้องไห้เสียใจมากทำอะไรไม่ถูก พระองค์ท่านเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับประชาชน ตัวเองก็ได้น้อมนำหลักคำสอนของพระองค์มาสอนลูกๆ ให้มีความซื่อสัตย์ ไม่คดโกงไม่ยุ่งเกี่ยวกับการช่อฉล ขณะนี้ลูกๆ ทุกคนทำงานรับราชการ และบริษัทเอกชน คิดว่าที่ลูกๆได้ดีเพราะคำสอนของพระองค์ท่าน

      ด้านนางรุ่งทิพย์ เหมหาญ  วัย 41 พร้อมครอบครัว  ด.ญ.ชญานิศ เหมหาญ  วัย 6 ปี นางจำเนียร ชัยลังกา อายุ 64  ปี  และ นางธัญญารัตน์ ปรารมภ์  วัย 37 ปี  เดินทางมาจากพะเยาพร้อมคณะ 750 คน เผยว่า พอรู้ว่าจะมีการพาชาวบ้านมากราบพระบรมศพ ที่บ้านก็ตระเตรียมชุดผ้าไหมพะเยาสุภาพเรียบร้อยมาสวมใส่  ส่วนชุดของลูกสาวใช้ผ้าถุงของคุณยายเอามาตัดใหม่เป็นชุดไทยจิตรลดาสวยๆ  ใส่สบายตัว  โดยออกเดินทางมาตั้งแต่เวลาห้าโมงเย็นของวันที่ 3 พ.ย. มาถึงกรุงเทพฯ เข้าแถวรอสักการะประมานตี 5 ไม่รู้สึกเหนื่อยเลย  คงเพราะใจนึกถึงแต่จะมาหาพระองค์ท่านให้ได้  พอได้เข้าไปด้านในพระที่นั่ง รู้สึกทั้งเศร้า และตื้นตันในพระมหากรุณาธิคุณของพระบรมวงศ์ศานุวงศ์ที่เปิดโอกาสให้พสกนิกรธรรมดาได้เข้าไปกราบสักการะในหลวง ร. 9 ได้ใกล้ชิดขนาดนี้ 

ประชาชนเข้ากราบสักการะพระบรมศพแต่เช้าตรู่
    "ลูกสาวยังเล็กมากเขาอาจยังไม่รู้ว่าในหลวงองค์นี้ทำอะไรให้เราบ้าง  แต่บอกเขาตลอดตั้งแต่จำความได้ว่าคนในรูปนี้คือพระเจ้าอยู่หัวนะ เขาจะคอยถามว่าในหลวงอยู่ที่ไหน  วันนี้พามาเขาก็ถามว่าพระองค์อยู่ที่ไหน  เราชี้บอกว่าตอนนี้ท่านอยู่ในนี้นะ ในพระบรมโกศ   และชี้มาที่หัวใจเราว่าท่านก็อยู่ในนี้ด้วย  อย่างน้อยลูกก็ได้รู้ว่าตัวเองเกิดในรัชกาลที่ 9 ในอนาคตจะพยายามเล่าเรื่องราวของพระองค์ท่านให้ลูกเข้าใจ  ปฏิบัติตนอย่างพอเพียงเป็นตัวอย่าง สอนให้ลูกนำไปใช้  เมื่อก่อนเราทำงานกรุงเทพฯ มา 20 กว่า  พอกลับไปอยู่บ้านเกิดพะเยา 4 ปี  เราเข้าใจคำว่าพอเพียงที่ทรงคอยสอนคนไทยมากๆ   ตอนนี้อยู่บ้าน  ทำไร่ ปลูกผักเล็กน้อยๆ  พอมีพอกิน  มีความสุขมากกว่าตื่นเช้า ฝ่ารถติดไปทำงานหาเงินให้ได้เยอะหลายเท่า   "นางรุ่งทิพย์ กล่าว