
พสกนิกรเข้ากราบสักการะพระบรมศพอย่างต่อเนื่อง
ประชาชนรอเข้าถวายสักการะเบื้องหน้าพระบรมโกศพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชตั้งแต่ 03.00 น.ในขณะที่สำนักพระราชวังเปิดให้เข้าถวายสักการะเวลา 05.00
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำนักพระราชวังได้เปิดให้ประชาชนเข้าสักการะพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ตั้งแต่เวลา 05.00 น. ทางประตูวิเศษไชยศรี โดยมีประชาชนเดินทางมาเข้าแถวรอตั้งแต่ตี 3-4 จนกระทั่งเวลา 08.00 น.จึงตัดแถวเปลี่ยนให้ไปเข้าทางประตูมณีนพรัตน์ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม เพื่อให้นักท่องเที่ยวเข้าชมพระบรมมหาราชวังและวัดพระแก้ว ทางประตูวิเศษไชยศรี จนถึงเวลา 16.00 น. จากนั้นจึงให้ประชาชนกลับมาเข้าทางประตูวิเศษไชยศรีเช่นเดิม
นางกานต์พิชญา สร้อยสุวรรณ นักวิชาการสาธารณสุขชำนาญการ วัย 54 ปีออกเดินทางพร้อมชาวเกาะช้างหลายร้อยชีวิตจากที่ว่าการอำเภอเกาะช้าง จ.ตราด ตอน 4 ทุ่มของวันที่ 2 พ.ย. มาถึงกรุงเทพฯ ตอนตี 5 ก่อนจะเข้าแถวรอและได้เข้ากราบสักการะพระบรมศพเมื่อเวลา 10 โมงเช้า เผยว่า ไม่รีรอเมื่อทางการประกาศให้เข้ากรุงเทพฯ เพื่อมาร่วมแสดงความอาลัย ในหลวง ร.9 เพราะรู้สึกซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณทรงทำงานเพื่อพวกเรามามาก ตัวเองเป็นพยาบาลอยู่โรงพยาบาลสุขภาพชุมชนบ้านเจ็กแบ๊ ตำบลเกาะช้างใต้ ท่านสอนว่าข้าราชการเป็นข้าของประชาชน เป็นข้ารับใช้แผ่นดิน ต้องงานให้สมกับได้อาสามา ส่วนตัวก็พยายามทำหน้าที่ให้สุดความสามารถ แต่ก็เป็นเพียงเศษเสี้ยวหนึ่งเมื่อเทียบกับพระองค์
“ตั้งแต่เกิดก็เห็นท่านทุ่มเททำงานทุกลมหายใจเพื่อประชาชน อย่างที่ท่านเคยบอกว่าจะครองแผ่นดินโดยธรรมเพื่อประโยชน์สุขของคนไทย ท่านห่วงเรื่องตัวเองน้อยมาก ทรงเป็นลูกที่ดีของแม่ เป็นพ่อที่ดีของลูก เป็นคู่ครองที่ดี เป็นกษัตริย์ที่ประเสริฐที่สุดของประชาชน ที่ผ่านมาได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าท่านทำทุกอย่างเกินร้อนจริงๆ ตอนกราบพระบรมศพไม่รู้น้ำตาไหลออกมาโดยไม่รู้ตัว อธิษฐานให้ท่านพักผ่อนอยู่บนสวรรค์ให้สบาย ไม่ต้องห่วงประชาชน พวกเราจะเดินตามรอยที่พระองค์สอน จะรักสามัคคีกัน จะเอาข้าวที่ระลึกที่ได้รับแจกพร้อมรูปพระบรมโกศไปตั้งหิ้งบูชาที่โรงพยาบาลสุขภาพที่ทำงานอยู่ แล้วจะสอนเด็กๆ ที่เข้าร่วมโครงการทูบีนัมเบอร์วันที่อยู่ในศูนย์ให้เป็นคนดี นำคำสอนเรื่องความพอเพียงไปใช้ ปลูกฝังเรื่องความประหยัด รักสิ่งแวดล้อมเพราะในหลวงทรงห่วงเรื่องนี้ไม่น้อย” นางพยาบาลผู้รักในหลวง ร.9 สุดหัวใจกล่าวด้วยน้ำตานองหน้า
ด้านนายอัมพร ชัยวิรัช ชาวบ้านจังหวัดน่านวัย 74 ปี ออกเดินทางมาเป็นหมู่คณะเมื่อเวลา 2 ทุ่มของวันที่ 2 พ.ย.ถึงกรุงเทพฯ ตอนตี 3 บอกว่าต้องเดินทางมากราบพระบรมศพให้ได้ และเป็นโอกาสดีที่ได้มาพร้อมเพื่อนบ้าน หากเดินทางเองคงไม่สะดวกหลายอย่าง ก่อนหน้านี้เคยมาร่วมแสดงความอาลัยสมเด็จพระสังฆราช ซึ่งคนไม่มากเท่างานครั้งนี้ ถึงคนจะแน่นฝนจะตก แดดจะร้อนหรือเข้าแถวรอนานก็ไม่ท้อถอย
“ผมสุขภาพไม่ดี กระดูกสันหลังเคลื่อน นั่งนานๆ ไม่ได้ แต่ถ้ายืนก็พอไหว ตอนกราบสักการะก็อธิษฐานขอให้ท่านช่วยขจัดปัดเป่าโรคภัย และส่งเสด็จท่านขึ้นสวรรค์ เคยทำงานธนาคารตอนนี้เกษียณแล้ว ออกมาเป็นจิตอาสาช่วยเหลือสังคม ทำประจำที่ศาลจังหวัดน่าน เป็นการทำตัวให้ประโยชน์ตามที่พระองค์สอน ช่วยอะไรใครได้ก็ทำ และยึดหลักใช้ชีวิตแบบพอเพียง ผมยกในหลวงเป็นที่สุดของชีวิตเลย ไม่ใช่แค่คนไทยที่รักท่านชาวต่างชาติก็รู้สึกไม่ต่างกัน ” ราษฎรวัยเกษียณกล่าว



