“สมช.”จ่อเซ็นเอ็มโอยู ระหว่างหน่วยความมั่นคง บูรณาการข้อมูล
“คกก.ขับเคลื่อนฯ” เผย ผลประชุม “ปฏิรูปความมั่นคง” “สมช.” จ่อ ลงนาม “เอ็มโอยู” หน่วยงานความมั่นคงบูรณาการข้อมูลเพื่อใช้ประโยชน์ร่วมกัน
เมื่อวันที่2พ.ย. เวลา12.30น. ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล พล.ต.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม แถลงภายหลังการประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนและปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน คณะที่5ที่มีพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีีและรมว.กลาโหม เป็นประธานการประชุมว่า คณะกรรมการมีเป้าหมายมุ่งขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศในระยะเร่งด่วนตามขอบเขตและอำนาจของรัฐบาลปัจจุบันในการลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความเป็นธรรมให้สังคมเพื่อให้ประชาชนเข้าถึงการใช้ทรัพยากรได้อย่างทั่วถึงและเป็นธรรม และเน้นการสนองพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในรัชกาลที่9เรื่องความพอเพียง เข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา ทั้งนี้ในส่วนของการปฏิรูปขับเคลื่อนด้านความมั่นคงมีความคืบหน้าหลายเรื่อง ในส่วนของสภาความมั่นคงแห่งชาติ(สมช.) มีการรวบรวมข้อมูลเรื่องความมั่นคงและภัยคุกคาม และจะทำเอ็มโอยูร่วมกันระหว่างหน่วยงานของความมั่นคงเพื่อบริหารจัดการข้อมูลทั้ง2ส่วนซึ่งคาดว่าจะปฏิบัติการทดลองในเดือนธ.ค. และจะเดินหน้าเต็มระบบในเดือนมี.ค.60ซึ่งผลการบูรณาการเชื่อมโยงข้อมูล จะทำให้ทุกส่วนข้าราชการมีข้อมูลที่เข้าถึงกันและใช้ประโยชน์ร่วมกันเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาต่างๆ ได้ดีขึ้น
พล.ต.คงชีพ กล่าวอีกว่า ขณะที่ส่วนของกระทรวงกลาโหม ได้จัดทำยุทธศาสตร์ชาติป้องกันประเทศ20ปี และจัดทำร่างแผนแม่บทการปฏิรูปการบริหารจัดการและการปรับปรุงโครงสร้างกลาโหมปี60-69ขณะที่ตำรวจก็กำลังเดินหน้าจัดการบริการปฏิรูปกันอยู่ ซึ่งทางตำรวจคงให้ข้อมูลเป็นระยะๆ ทั้งนี้งานด้านความมั่นคงมีความสำคัญและเป็นปัจจัยที่จะทำให้การพัฒนามิติอื่นๆ เดินหน้าได้ต่อไป ส่วนการขับเคลื่อนปฏิรูปด้านการเกษตร ได้มียุทธศาสตร์ปฏิรูปปาล์มน้ำมัน20ปี เน้นเรื่องการแข่งขันเพื่อให้เราสามารถแข่งขันได้ในอาเซียนและพัฒนาไปสู่ผลผลิตเคมีที่ได้จากพืช รวมถึงแผนปฏิรูปการเกษตร5ปี ตั้งแต่ปี60-64เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้เกษตรกรและสถาบันการเกษตรในระยะยาว เพิ่มความสามารถในการแข่งขันโดยนำเทคโนโลยีและงานวิจัยพัฒนาเข้ามาใช้ นอกจากนี้ยังมีการหารือเรื่องการพัฒนาฟื้นฟูแหล่งน้ำ การจัดการที่ดิน การบริหารจัดการภาครัฐเพื่อรองรับแผนปฏิรูปการเกษตรให้สอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่12ซึ่งจะเตรียมเสนอคณะรัฐมนตรี(ครม.)ต่อไป ยืนยันรัฐบาลไม่ได้ทิ้งเกษตรกรและให้ความสำคัญอยู่เสมอ
พล.ต.คงชีพ กล่าวอีกว่า ขณะที่การแก้ปัญหาการค้ามนุษย์ รัฐบาลพยายามทำให้เกิดความถูกต้องและเป็นไปตามหลักกฎหมายสากล ขณะนี้อยู่ระหว่างการผลักดันการแก้พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518ซึ่งปัจจุบันร่างกฎหมายแล้ว127มาตรา จาก148มาตรา รวมทั้งการแก้ไขพ.ร.บ.รัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2543และพิจารณาร่างพ.ร.บ.ควบคู่สมานฉันท์ไปด้วย เมื่อยกร่างเสร็จ จะนำร่างนี้ไปฟังความคิดเห็นจากองค์กรนายจ้างและลูกจ้าง รวมทั้งหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องและองค์กรแรงงานระหว่างประเทศเพื่อให้ครบทุกมิติ กฎหมายไทยจะได้เป็นสากลได้รับการยอมรับมากขึ้นและจะเสนอให้ครม.ให้ความเห็นชอบต่อไป นอกจากนี้รัฐกำลังผลักดันพนักงานตรวจแรงงานของไทยให้ได้ตามเกณฑ์ที่สหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรปให้คำแนะนำ เพื่อไม่ให้พนักงานตรวจแรงงานของไทยมีจำนวนน้อยกว่าที่ควรจะเป็น จึงจะให้กระทรวงแรงงานเพิ่มจำนวนพนักงานตรวจแรงงานไทยอีก255คน จะทำให้ไทยมีพนักงานตรวจแรงงานครบถ้วนตามที่2องค์กรให้การรับรอง ซึ่งจะมีผลต่อเรื่องของการแก้ปัญหาค้ามนุษย์และแรงงานต่างด้าวด้วย
พล.ต.คงชีพ กล่าวว่า ทั้งนี้การแก้ไขปัญหาค้ามนุษย์และประมงผิดกฎหมาย ถือเป็นวาระแห่งชาติ โดยเรื่องการแก้ปัญหาประมงผิดกฎหมาย วันที่4พ.ย.ผู้แทนสหภาพยุโรป (อียู) จะเข้าพบพล.อ.ประวิตร เพื่อติดตามความคืบหน้า และอีกเรื่องคือการปฏิรูปความมั่นคง โดยเฉพาะภาคการเกษตรและการปฏิรูปทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่เรากำลังดำเนินการทวงคืนผืนป่าและบริหารจัดการน้ำ สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องสำคัญ รวมถึงการจัดระเบียบสังคมที่ทำมาอย่างต่อเนื่อง หลายจุดมีระเบียบมากขึ้น ประชาชนเริ่มเข้าไปใช้พื้นที่ที่ได้มีการจัดระเบียบ ถือเป็นพื้นที่สาธารณะมากขึ้น โดยต้องทำควบคู่ไปกับการสร้างการรับรู้ ความเข้าใจกับประชาชน เพราะทุกอย่างจะต้องขับเคลื่อนไปพร้อมๆกัน โดยสื่อมวลชนขอให้ใช้วิจารณญาณในการนำเสนอข่าวไปในทางที่สร้างสรรค์ และเป็นประโยชน์กับประชาชน หลีกเลี่ยงการนำเสนอข่าวที่บิดเบือน และคาดเคลื่อนจากความเป็นจริง เพราะสถานการณ์ประเทศไทยในขณะนี้ไม่ควรที่จะถอยหลังกลับไปเหมือนในอดีต



