
ยุวกษัตริย์ ในความทรงจำชาวไทย-สวิส
เรียนรู้ความเป็นอยู่ที่หล่อหลอมให้ทรงเป็นพระมหากษัตริย์อันเป็นที่รักของคนทั่วโลก ในภาพยนตร์สารคดีชุด “ตามรอยเสด็จฯ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์”
หากพูดถึงแผ่นดินที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงประทับอยู่เป็นเวลานาน นอกเหนือจากประเทศไทย คงต้องยกให้ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ที่เฝ้ามองการเติบโตของพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 9 ของประเทศไทยมาตั้งแต่ครั้นทรงพระเยาว์ ความผูกพันของคนสวิสต่อครอบครัวราชสกุลมหิดลนั้น มีความแน่นเฟ้นมาจนถึงทุกวันนี้ เพื่อถ่ายทอดพระจริยวัตรอันงดงาม และเรียนรู้ความเป็นอยู่ที่หล่อหลอมให้ทรงเป็นพระมหากษัตริย์อันเป็นที่รักของคนทั่วโลก ธนาคารออมสินโดย ชาติชาย พยุหนาวีชัย ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน จึงได้จัดงานเปิดตัวภาพยนตร์สารคดีชุด “ตามรอยเสด็จฯ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์” และเปิดตัวนิทรรศการภาพพระบรมฉายาลักษณ์ที่หาชมได้ยาก บริเวณ ลานกิจกรรมชั้น 4 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเอมบาสซี
ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล
ภายในงานยังได้รับเกียรติจาก ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และ อีโว ซีเบอร์ เอกอัครราชทูตสมาพันธรัฐสวิสประจำประเทศไทย ร่วมบอกเล่าความรู้สึกประทับใจในพระจริยวัตร และ พระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ด้วยความซาบซึ้งใจ พร้อมด้วย ปกรณ์ พงศ์วราภา, ปรีชา ส่งกิตติสุนทร และ บรม พิจารณ์จิตร ร่วมรับฟังความประทับใจ
ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล กล่าวว่า สมัยที่คุณพ่อเป็นเอกอัครราชทูตที่กรุงเบิร์น ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ได้เสด็จฯ ไปเยือนสวิตเซอร์แลนด์ และประทับที่ทำเนียบทูตของเราที่อยู่บนชั้น 5 ของอพาร์ตเมนต์ โดยมีรับสั่งว่า ไม่ต้องทำอะไรมากมาย ไม่ต้องเตรียมห้องใหม่ หรือแม้แต่ทรงเลือกซื้ออาหารในซูเปอร์มาร์เก็ตเองโดยไม่ต้องการให้ผู้อื่นมาช่วยถือของ และยังมีรับสั่งให้นักเรียนไทยที่นั่นไม่ต้องก้มกราบเมื่อนักเรียนเหล่านั้นรุมล้อมจะกราบลงกับพื้น ถือเป็นต้นแบบความงดงาม ความนอบน้อมถ่อมตน ที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชได้ซึมซับมาจากพระราชมารดา อีกสิ่งหนึ่งที่ไม่อยากให้คนไทยลืมคือ ยุคสมัยที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชเสด็จขึ้นครองราชย์คือปี 2489 อันเป็นปีที่สงครามโลกครั้งที่สองเพิ่งจบลง หลายชาติทั่วโลกต่อว่าประเทศไทย มองว่าเป็นชาติเหยียบเรือสองแคม และต่อว่าต่างๆ นานา พระองค์จึงทรงงานหนัก เสด็จประพาสประเทศต่างๆ ผูกสัมพันธไมตรีเพื่อกู้ชื่อเสียงของไทยคืนได้ เป็นที่ยอมรับในปัจจุบัน แม้ไม่รวดเร็วแต่ก็สามารถจารึกให้โลกจดจำไว้ว่าเราเป็นประเทศที่งดงาม
อีโว ซีเบอร์
ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง สภาวะเศรษฐกิจฝืดตัวกระทบทุกประเทศทั่วโลก ทรงเลือกเสด็จฯ ไปยังที่ต่างๆ
ด้วยการใช้จักรยานเพื่อลดการใช้น้ำมันที่มีราคาสูงมากในยุคนั้น
ส่วน อีโว ซีเบอร์ เอกอัครราชทูตสมาพันธรัฐสวิสประจำประเทศไทย กล่าวว่า สมัยที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงพระเยาว์เป็นช่วงหลังสงครามโลก ด้วยภาวะเศรษฐกิจซบเซาทำให้ทุกคนมีการดำรงชีวิตยากลำบาก ทรงตระหนักถึงความสำคัญของการควบคุมค่าใช้จ่าย ด้วยการทรงจักรยานไปเรียนแทนการใช้รถยนต์เพื่อลดการใช้นำ้มันซึ่งเป็นของแพงมาในยุคนั้น ทรงโปรดอยู่กับวิถีชุมชนของคนสวิสที่เรียบง่าย เรียนรู้การเกษตร ทำให้พระองค์ได้ทรงรู้จักวิธีการศึกษาเข้าใจความเป็นอยู่ของผู้คนตั้งแต่ทรงพระเยาว์ บวกกับการใช้ชีวิตแบบคนทั่วไปเป็นสิ่งที่ปลูกฝังให้พระองค์ทรงงานแบบใกล้ชิดกับประชาชน เมื่อเป็นพระมหากษัตริย์ทรงโปรดลงพื้นที่ยากลำบากด้วยพระองค์เอง และเน้นให้ความช่วยเหลือด้วยหลักการพัฒนาคนซึ่งคล้ายกับหลักการศึกษาของประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ที่สำคัญคือการปลูกฝังที่ดีของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีทำให้พระองค์มีพระปรีชาสามารถและนอบน้อม ถ่อมตน จึงเป็นที่รักของประชาชนทั้ง 2 ประเทศ
สมเด็จย่าทรงฝึกให้พระโอรสและพระธิดามีความรับผิดชอบในหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายมาตั้งแต่วัยพระเยาว์ หนึ่งในหน้าที่เหล่านั้นก็คือ การแบ่งงานกันดูแลแปลงดอกไม้ ผลไม้ และพืชผักสวนครัว เมื่อได้ผลผลิตออกมาส่วนหนึ่งจะนำไปขาย อีกส่วนจะแจกจ่ายให้บ้านใกล้เรือนเคียง ถือเป็นการปลูกฝังให้เจ้านายน้อยทั้ง 3 พระองค์รู้จักคุณค่าของเงินและความเอื้อเฟื่อเผื่อแผ่
ทั้งนี้ สารคดีจะแบ่งออกเป็น 30 ตอน นำเสนอเรื่องที่ไม่เคยเห็นมาก่อนอย่าง ออกอากาศทางช่อง 9 อสมท ทุกวันจันทร์-วันศุกร์ เวลา 08.45-09.00 น. เริ่มออกอากาศตั้งแต่ 14 พฤศจิกายน-23 ธันวาคม ส่วนนิทรรศการจะเปิดให้ประชาชนได้เข้าชมจนถึงวันที่ 15 พฤศจิกายน นี้
ทรงเริ่มถ่ายภาพเมื่อมีพระชนมายุเพียง 8 พรรษา ด้วยกล้องกล้องบ๊อกซ์ที่สมเด็จย่าพระราชทานให้ทรงเล่น
ในช่วงเดือนพฤษภาคมของทุกปี พื้นที่บริเวณภูเขาริมทะเลสาบเจนีวาหรือที่เรียกว่าสวิสริเวียร่านั้น จะบานสะพรั่งไปด้วยดอกนาร์ซิสซัสสีขาว สมเด็จย่าพร้อมทั้งพระโอรสและพระธิดา ก็โปรดการประทับรถไฟมาเก็บดอกไม้ที่บริเวณนี้อย่างสนุกสนานเป็นประจำทุกปีเช่นกัน
พระปรีชาสามารถในการทรงสกีน้ำแข็งปรากฎในพระราชหัตถเลขาของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ว่า
“ นันทกับเล็ก เล่นสกีหลายหน ทำเก่งกันทั้งคู่ เล็กยิ่งทำดีกว่า นันททำน่าเอ็นดู ใคร ๆ เห็นเข้าก็งงงวย เพราะตัวเล็กนิดเดียวทำได้ดีมาก"



