
เปิดสักการะเบื้องหน้าพระบรมโกศพระบรมศพตั้งแต่ 05.15 น.
ประชาชนรอเข้าสักการะเบื้องหน้าพระบรมโกศพระบรมศพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชแน่นแต่เช้าตรู่ ต่างรู้สึกเดียวกันคิดถึงพระองค์มาก
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าวันนี้สำนักพระราชวังเปิดให้ประชาชาชนเข้ากราบสักการะพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลเบื้องหน้าพระบรมโกศ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง ตั้งแต่เวลา 05.15 น.โดยเข้าทางประตูวิเศษไชยศรี กระทั่งเวลา 08.30 น.จึงมีการปรับเปลี่ยนเส้นทางให้ประชาชนที่มากราบสักการะพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลเดช ไปเข้าทางประตูมณีนพรัตน์แทน เนื่องจากวันนี้สำนักพระราชวังได้เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมวัดพระศรีรัตนศาสดารามเป็นวันแรก โดยให้เข้าทางประตูวิเศษไชยศรี ทั้งนี้ สำหรับผู้สูงอายุ และผู้พิการที่ต้องนั่งเข็นเจ้าหน้าที่ได้อำนวยความสะดวกให้เข้าตามเส้นทางเก่า ทางประตูวิเศษไชยศรี
เมื่อเวลา 08.30 น พสกนิกรได้ต่อแถวอย่างเป็นระเบียบที่บริเวณประตูมณีนพรัตน์ ประตูพระบรมมหาราชวัง ฝั่งเหนือทางเข้าวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ที่ติดถนนหน้าพระลาน ขนาบข้างด้วยป้อมเผด็จดัสกร และป้อมขันธ์เขื่อนเพชร ทั้งนี้แถวของพสกนิกรผ่านเข้ามาในพระบรมมหาราชวัง ฝั่งทิศเหนืออันเป็นสถานที่ตั้งของวัดพระศรีรัตนศาสนดาราม ทั้งหมดได้เข้าไปตั้งแถว 2 แถวอยู่ในร่มเงาของพระระเบียงคด นอกจากพสกนิกรทุกคนจะได้อาศัยร่มเงาของระเบียงคดเป็นที่หลบแดดหลบฝนแล้วยังได้ชื่นชมความงดงามของจิตกรรมฝาผนังเรื่องรามเกียรติ์ตลอดแนวของระเบียงคดของวัดพระศรีรัตนศาสนดาราม เมื่อถึงประตูศรีรัตนศาสดารามทางเข้าเขตพระราชฐานชั้นใน ก็จะเลี้ยวขวาเข้าสู่ถนนอมรวิถี หน้าพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัยมไหยสูรยพิมาน แล้วเลี้ยวขวาตั้งแถว5 แถว หน้าพระที่นั่งจักรีมหาปราสาท เพื่อเข้าสู่พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท สถานที่ประดิษฐานพระบรมศพ ทางประตูกำแพงแก้วฝั่งตะวันออก ซึ่งตลอดระเบียงคดอันเป็นจุดเข้าแถวรอของประชาชน เจ้าหน้าที่สำนักพระราชวังได้นำพัดลมมาติดตั้งไว้เป็นจุดๆ เพื่อไว้คลายร้อนให้กับประชาชนด้วย
นางดรุณี บุญรอด วัย 66 ปี ชาวบ้านจากจังหวัดปทุมธานี ที่มาพร้อมบุตรชายและหลานอีก2 คน ที่มาถึงตั้งแต่ตี 3 เล่าถึงความรู้สึกหลังจากที่ได้ขึ้นไปสักการะพระบรมศพว่า ดีใจไม่คิดว่าตัวเองจะได้มีโอกาสขึ้นไปสักการะพระบรมศพ ที่ผ่านมาเห็นพระองค์ท่าน ทรงงานหนักตลอดเวลา ภาพที่เห็นจนชินตา คือพระองค์จะทรงบุกน้ำ ลุยโคลน เพื่อเข้าไปช่วยเหลือพสกนิกรของพระองค์ท่านให้พ้นจากความทุกข์ยาก ซึ่งไม่มีกษัตริย์พระองค์ไหนในโลกสามารถทุ่มเทพระวรกายทั้งหมดเพื่อประชาชนได้มากขนาดนี้ จากนี้ไปถึงแม้ไม่มีพระองค์ท่านอยู่กับพวกเราอีกต่อไปแล้ว แต่สิ่งที่เราทำได้คือการน้อมนำพระราชจริยวัตรเรื่องความพอเพียงมาใช้ในการดำเนินชีวิตต่อไป
ส่วนนางจันเป้ง แก้ววิกา วัย 76 ปีชาวบ้านจังหวัดสระบุรี ที่ให้หลานสาวและหลายเขยเดินทางมาจากที่บ้านตั้งแต่หัวค่ำเมื่อวานนี้ เล่าถึงพระบาทสมเด็จพระปรมิทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ด้วยความซาบซึ้งว่า เมื่อครั้งที่ตัวเองยังเป็นเด็กอายุเพียงแค่ 10 ขวบเท่านั้น เคยตามพ่อกับแม่ไปเข้าเฝ้าพระองค์ท่านตอนที่เสด็จฯมาที่ จ.สระบุรี ตอนนั้นรู้สึกสงสัยว่าทำไมต้องเสด็จฯ มาในพื้นที่อันแสนกันดารขนาดนี้ บุกป่าฝ่าดงเข้าไปในไร่ที่อยู่ในป่าลึกมาก แต่พระองค์ก็ยังทรงพระดำเนินเข้าไปอย่างไม่มีย่อท้อ กระทั่งวันที่เราโตมาถึงได้รู้ว่าสิ่งที่พระองค์ท่านทรงตรากตรำพระวรกายทั้งหมดก็เพื่อให้เราลูกหลานชาวไทยทุกคนได้อยู่ดีกินดี
"คิดถึงพระองค์มากตั้งแต่วันที่พระองค์สวรรคตจนถึงวันนี้ยังร้องไห้ไม่หยุดเลย ยายจะนำหลักคำสอนและพระบรมราโชวาทเรื่องความซื่อสัตย์มาสอนลูกหลานทุกคน ให้มีควาซื่อสัตย์ทั้งต่อกางาน และกับทุกคนไม่ว่าจะเป็นคนในครอบครัว หรือเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน" นางจันเป้งกล่าว



