
6เดือนกว่าๆ แล้ว... ขอพื้นที่ให้คนแก่อีกนิดได้ไหมครับ
จั่วหัวแบบนี้ไม่ใช่จะพูดเรื่องของนโยบายของรัฐบาลนะครับ แต่อยากจะขอพูดถึงการครบรอบหกเดือนของการบริหารราชการของกรุงเทพมหานคร ในฐานะที่เป็นองค์กรปกครองท้องถิ่นของคนเมือง และเป็นองค์กรปกครองท้องถิ่นที่ใหญ่ที่สุดและอยู่ในพื้นที่ตรงกลางของประเทศ
น่าแปลกที่สื่อต่างๆ ไม่ค่อยให้ความสนใจในเรื่องการบริหารราชการ "กทม." มากนัก
ทั้งที่ กทม. นั้นมีนโยบายมหาศาล และเป็นหน่วยการปกครองที่ผู้บริหารมาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชนในพื้นที่ขนาดใหญ่ที่สุด
ไม่ต้องใช้วิธีให้ทหารอุ้มหรือบี้ หรือวิธีการเมืองนอกสภาแต่อย่างใด
การติดตามการทำงานและวิพากษ์วิจารณ์การบริหารราชการกรุงเทพมหานครจึงเป็นเรื่องที่ไม่ควรละเลยยิ่ง หากเรามีสำนึกและศรัทธาในระบอบประชาธิปไตย และนอกจากนี้ กทม.ก็น่าจะเป็นต้นแบบของการทำงานขององค์กรปกครองท้องถิ่นอื่นๆ อีกจำนวนมาก
แต่ทั้งนี้การวิพากษ์วิจารณ์ไม่จำเป็นจะต้องหมายถึงการไม่เห็นด้วย แต่หมายถึงการประเมินค่าผ่านหลักการและเหตุผลและเพื่อที่อยู่ด้วยกันให้ได้ต่างหาก
และสำหรับการประเมินผลในรอบหกเดือนนี้ ผมอยากจะขอเรียนเสนอท่านผู้บริหารกรุงเทพมหานครสักเรื่องหนึ่ง นั่นก็คือเรื่องของนโยบายและโครงการว่าด้วยเรื่องคนชรา
เพราะเห็นว่ากระแสการแก้ปัญหาคนชราสำหรับองค์กรปกครองท้องถิ่นต่างๆ นั้นมักจะเน้นกันแต่เรื่องของ "เบี้ยยังชีพ" หรือจะให้พูดกันตรงๆ ก็คือ การแก้ปัญหาด้วยนโยบายประชานิยมแบบแจกเงิน เพื่อให้คนแก่นั้นเป็นฐานเสียงของรัฐบาลท้องถิ่นเหล่านั้น
อย่างไรก็ตาม อาจจะกล่าวได้ว่านโยบายการแจกเงินคนแก่อย่างมีความชอบธรรมเพื่อแลกคะแนนเสียงนี้อาจจะใช้ได้หากพื้นที่นั้นเป็นพื้นที่ชนบท เพราะรายได้ดังกล่าวนั้นเป็นรายได้เสริมไปจากชีวิตประจำวันของคนชราที่อาจมีความมั่นคงอยู่ (บ้าง) ในเรื่องของที่พักและการมีหลังพิงกับเศรษฐกิจแบบยังชีพ อาทิ พืชสวนครัว และปลาในน้ำ เป็นต้น
คำถามก็คือ แล้วคนชราในเมือง ล่ะ? รัฐบาลท้องถิ่นจะมีการแก้ปัญหาได้อย่างไร? ที่เป็นการเสริมอำนาจ (empower) คนชรา ไม่ให้เป็นเพียงผู้ร้องขอตามสิทธิ์เท่านั้น?
เพราะในสภาพที่ประสบกันทุกวันนั้นเราจะพบคนชราค้าขาย ขอทาน และเดินอยู่ในเมือง
และในอนาคตอันใกล้ เราจะมีคนชรามากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งเราไม่ควรมองว่าคนเหล่านี้เป็นภาระของสังคม เพราะว่าคนชราเหล่านี้คือบุคคลที่เคยอยู่ในวัยของการทำงานมาก่อน ดังนั้นความเจริญมั่งคั่งของเมืองที่เกิดขึ้นในปัจจุบันจึงเป็นเรื่องที่เกิดมาจากผลในอดีตด้วย
ผมจึงคิดว่ากรุงเทพมหานคร น่าจะมีหลักคิดและแนวปฏิบัติในเรื่องของคนชราที่เป็นระบบและครอบคลุมให้มากที่สุด เพื่อจะเป็นต้นแบบการพัฒนาของพื้นที่อื่นๆ อาทิ การมองถึงความปลอดภัยและความสะดวกในเรื่องของการเดินทาง การเปิดพื้นที่ให้คนชราได้พักผ่อนหย่อนใจ การดูแลเรื่องสุขภาพและที่พักอาศัย การสร้างลานกิจกรรมต่างๆ รวมทั้งการมีพื้นที่ให้คนชราได้ทำมาค้าขายด้วย
บอกตรงๆ ว่า ทุกครั้งที่เห็นคนชรานั่งกับพื้นถนนขายลูกอม หรือดอกไม้ ผมอยากจะร้องไห้ แต่ไม่ได้คิดว่าทำไมลูกหลานปล่อยให้คนเหล่านี้มาทำงาน เท่ากับคิดว่าสังคมทั้งสังคมโดยเฉพาะรัฐบาลท้องถิ่นที่มาจากตัวเราและต้องดูแลตัวเราควรจะรับผิดชอบเรื่องนี้อย่างจริงจังครับ
และผมเชื่อมั่นว่ากทม.ทำได้แน่นอน และทำได้ดีอย่างแน่นอนด้วยครับ



