ข่าว

ประชาชนกลุ่มแรกของวันปลื้มปิติได้ถวายสักการะพระบรมศพ

ประชาชนกลุ่มแรกของวันปลื้มปิติได้ถวายสักการะพระบรมศพ
เกาะติดข่าวสาร >> คมชัดลึก ออนไลน์
logoline

ประชาชนกลุ่มแรกของวันปลื้มปิติได้ถวายสักการะพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

 


          วันที่ 30 ต.ค.59 นางวรรณา เอียดพระพาย วัย 50 ปี ชาวจังหวัดสงขลา อดีตพนักงานบัญชี ที่ปัจจุบันได้กลายมาเป็นแม่บ้านดูแลลูกๆ และสามี เล่าว่าได้เดินทางมาจากบ้านเกิดตั้งแต่เย็นวันที่ 29 ต.ค. เพื่อให้ได้สักการะพระบรมศพเป็นวันแรก แต่ด้วยระยะทางหลายร้อยกิโลเมตร จึงทำให้มาถึงสนามหลวงจุดรวมพลเมื่อเวลา 10.00 น. จึงไม่ทันได้เข้าสักการะพระบรมศพเป็นวันแรก แต่ความตั้งใจก็ไม่ลดลง ถึงอากาศเมื่อวานจะเจอทั้งแดด และฝน ยืนยันที่จะปักหลักอยู่ท้องสนามหลวงเพื่อให้ได้ถวายสักการะพระบรมศพในวันถัดมาให้จนได้
      

ประชาชนกลุ่มแรกของวันปลื้มปิติได้ถวายสักการะพระบรมศพ
 


          "เมื่อคืนอาศัยนอนที่เต็นท์ในสนามหลวงอย่างเดียว คงไม่ถอยแล้วจะรอจนกว่าได้ขึ้นไปสักการะพระบรมศพ สิ่งที่เราได้พบเจอเมื่อวานนี้เพียงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับสิ่งที่พระเจ้าอยู่หัวทรงทำเพื่อคนไทย พระองค์ทรงตรากตรำพระวรกาย ทนแดด ทนฝน ทุกที่ที่กันดารไกลปืนเที่ยง หรือแม้แต่พื้นที่เสี่ยงภัยพระองค์ก็มิได้ทรงหวั่นเกรง เสด็จฯไปทุกที่เพื่อบำบัดทุกข์บำรุงสุขให้กับพสกนิกรของตัวเองให้อยู่ดีกินดี เพราะฉะนั้นเมื่อนึกถึงพระราชจริยวัตรเหล่านี้ของพระองค์ท่านแล้ว แดดฝนแค่นี้ที่เราเจอล้วนเป็นเรื่องเล็กน้อย" นางวรรณาเล่าทั้งน้ำตา
     

 

ประชาชนกลุ่มแรกของวันปลื้มปิติได้ถวายสักการะพระบรมศพ
 


          เช่นเดียวกับ นางอุไรวรรณ ไผทฉันท์ และ นางสาธิตา กวินนิธิปรีดา คุณครูโรงเรียนเอกชนแห่งหนึ่งในจังหวัดสมุทรปราการ ที่เดินทางมาถึงสนามหลวงตั้งแต่ช่วง 11.00 น. ของเมื่อวานที่ 29 ต.ค. แต่ด้วยมีคิวประชาชนเป็นจำนวนมากจึงไม่ได้ขึ้นไปสักการะพระบรมศพ วันนี้ดีใจที่ได้เป็นกลุ่มแรกของวันที่ได้ขึ้นไปถวายสักการะพระบรมศพสมดังที่ตั้งใจ โดยสาธิตากล่าวว่าเคยมีโอกาสได้ชื่นชมพระบารมีของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชถึง 2 ครั้ง แต่ครั้งที่ประทับใจที่สุดและไมเคยลืมเลือน คือตอนที่ชีวิตของตัวเองกำลังเผชิญเรื่องที่เลวร้ายที่สุดในชีวิตแต่พอได้เห็นพระพักตร์ของเพราะเจ้าอยู่หัวความทุกข์โศกก็พลันมลายหายไป
      
          "พระองค์ท่านทรงเป็นเหมือนแสงทองส่องใจและนำทางให้เราพบแสงสว่าง วันนั้นมีเรื่องทุกข์ใจเป็นอย่างมาก และเราก็ได้มีโอกาสไปเฝ้ารับเสด็จฯพระองค์ท่านตอนนั้นเราก็ชูพระบรมฉายาลักษณ์ของพระองค์ท่านขึ้นมา และบังเอิญพระองค์หันมาทอดพระเนตรเห็นพอดี ท่านแย้มพระสรวลมาทางเรา นาทีนั้นรู้สึกว่าความทุกข์ทั้งหมดในชีวิตมันหายไปทันที" สาธิตา เล่าด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
     
          นอกจากนี้คุณครูทั้งสองในฐานะแม่พิมพ์แห่งชาติยังเผยด้วยว่าจะน้อมนำพระราชจริยวัตรของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ไปสอนลูกศิษย์ทุกคนให้ประพฤติและเดินตามรอยเศรษฐกิจพอเพียงใช้ชีวิตบนความเพียงพ่อตามรอยพ่อหลวงต่อไป


          นายคำพัน กองมา วัย 87 ปี ราษฎรจากเพชรบูรณ์ แม้แข้งขาจะอ่อนแรงเพราะโรคชราต้องนั่งรถเข็น แต่ตั้งใจแน่วแน่เดินทางเพียงลำพังจากบ้านเกิดเพื่อมากราบสักการะพระบรมศพ กล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือว่า จริงๆ ลูกหลานไม่ให้มาเพราะเป็นห่วง แต่ครั้นจะให้ลูกหลานมาส่งก็คงไม่สะดวกเพราะแต่ละคนมีภาระการงาน จึงมาด้วยตัวเอง อยากกราบสักการะพระบรมศพเป็นครั้งสุดท้าย โดยนั่งรถโดยสารมาลงที่กรุงเทพฯ ตั้งแต่วันที่ 29 ต.ค.แล้วให้ญาติแถวเกียกกายมารับก่อนจะตื่นแต่เช้ามืดเดินทางมาที่สนามหลวง

 

ประชาชนกลุ่มแรกของวันปลื้มปิติได้ถวายสักการะพระบรมศพ


      
          "ผมเคยรับเสด็จพระองค์ท่านบ่อยๆ สมัยอายุ 13-14 ปี ท่านตามเสด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 8 พี่ชายท่าน มาเยี่ยมราษฎร เราก็แต่งชุดลูกเสือไปเข้าแถวรอ จำได้ว่าในหลวงเดินมาที่แถวลูกเสือทักทายอย่างไม่ถือพระองค์ ทรงยื่นพระหัตถ์มาแตะไหล่ด้วย รู้สึกปลาบปลื้มมาก ท่านเหนื่อยมามาก ทำงานเพื่อประชาชนมาตลอด ทุกวันนี้ดูโทรทัศน์น้ำตาไหลทุกที คิดถึงท่าน รักท่านมาก ชีวิตนี้ก็ให้ได้" พ่อเฒ่า กล่าวน้ำตาคลอเบ้า

 

 


 

 

logoline
แท็กที่เกี่ยวข้อง