ดร.สุเมธย้ำอยากให้ทุกชุมชนน้อมนำแนวพระราชดำริ
ไทยเผชิญปัญหาพื้นที่ต้นน้ำถูกทำลายไปส่งผลกระทบอย่างมากมายต่อส่วนรวมของประเทศ หากปิง วัง ยม น่าน ตาย เจ้าพระยาก็ตาย เพราะธรรมชาติเชื่อมโยงกัน
เวลา 10.00 น.วันที่28 ตุลาคม 2559 ที่อาคารสำนักงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ มีพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในการดำเนินงาน“การพัฒนาและขยายผลเครือข่ายการจัดการทรัพยากร ดิน น้ำ ป่า ตามแนวพระราชดำริ” ระหว่างมูลนิธิอุทกพัฒน์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ และกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช
ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล ประธานกรรมการมูลนิธิอุทกพัฒน์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวว่า จากภารกิจที่มูลนิธิอุทกพัฒน์ฯ ได้พัฒนาเครือข่ายจัดการน้ำชุมชนตามแนวพระราชดำริ มาตั้งแต่ปี พ.ศ.2554 จนถึงปัจจุบัน พบตัวอย่างความสำเร็จของการจัดการทรัพยากรดิน น้ำ ป่า ในระดับชุมชนจำนวนมาก การลงนามความร่วมมือกับกรมอุทยานฯ ขยายผลการจัดการดิน น้ำ ป่าตามแนวพระราชดำริ จึงสำคัญมาก เพราะไทยเผชิญปัญหาพื้นที่ต้นน้ำถูกทำลายไปส่งผลกระทบอย่างมากมายต่อส่วนรวมของประเทศ หากปิง วัง ยม น่าน ตายเจ้าพระยาก็ตาย เพราะธรรมชาติเชื่อมโยงกัน ถ้าไม่เร่งแก้ไขจะพบกับความวิบัติอย่างแน่นอน พื้นที่ต้นน้ำส่วนใหญ่อยู่ในความดูแลของหน่วยงานราชการ ทั้งกรมอุทยานฯ และกรมป่าไม้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชรับสั่งหากประชาชนไม่ร่วมด้วย ราชการดำเนินการอย่างไรผลสำเร็จเกิดขึ้นยาก
“ เมื่อ 30 ปีก่อนตอนที่ตนถวายงานใหม่ๆ พระองค์ท่านรับสั่งเป็นนัยยะสำคัญ เมื่อไหร่จะเห็นป่าไม้หมู่บ้านเสียที มีป่าไม้จังหวัดแล้ว นั่นหมายถึงให้ประชาชนลุกขึ้นมาทำหน้าที่ปกป้องและฟื้นฟูป่าไม้นั่นเอง ทรงพระราชทานวิธีการไว้ครบถ้วนหมดแล้ว กรมอุทยานฯ และกรมป่าไม้ ประสบปัญหาการบุกรุกของชาวบ้าน เผลอปั๊กไถรุกป่า ปัญหาไม่รู้จบ ฉะนั้น จะทำอย่างไร จะเอาเขาออกมาหมด บางแห่งทำได้ บางแห่งมีปัญหา ถ้าหากให้ชุมชนอยู่กับป่าได้ตามแนวพระราชดำริคงเป็นแนวทางที่ดีที่สุด ยั่งยืนที่สุด แต่อยู่ได้บนพื้นฐานไม่ทำลายป่าอีกและช่วยเพิ่มพื้นที่ป่า รวมถึงใช้ประโยชน์จากป่าหากินอย่างยั่งยืน ป่าอยู่ได้ คนอยู่ได้ ” ดร.สุเมธ กล่าว
ดร.สุเมธ กล่าวต่อว่า มีหลายเครือข่ายที่ประสบผลสำเร็จในการจัดการดิน น้ำ ป่า และพึ่งตนเอง ปัจจุบันมี 60 ชุมชนแกนนำในพื้นที่ 19 ลุ่มน้ำ และเตรียมขยายผลตามแนวพระราชดำริอีก 603 กว่าชุมชนทั่วประเทศ อย่างบ้านห้วยปลาหลด จ.ตาก มีการจัดการป่าอย่างยั่งยืนจากอดีตป่าเกลี้ยง ก็เหมือนจ.น่านในปัจจุบันที่มีหลายฝ่ายพยายามฟื้นฟูเขาหัวโล้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชเสด็จฯ บ้านห้วยปลาหลดเมื่อปี 2517 ทรงมีพระราชกระแสถ้าทำลายป่าอย่างนี้ ต่อไปอยู่ไม่ได้แล้ว โชคดีที่ชาวมูเซอดำน้อมนำคำแนะนำของพระองค์มาฟื้นฟูป่าต้นน้ำลำธารจนอุดมสมบูรณ์ วันนี้มีน้ำใช้ตลอดปี การทำลายป่าหยุดลง และไม่ยอมให้ใครมาทำลาย เพราะป่าคือชีวิต น้ำคือชีวิต ความสัมพันธ์กับเจ้าหน้าที่ก็ดีขึ้น ไม่เป็นโปลิสจับขโมย แล้วยังมีปัญหาช้างที่ทรงพระราชทานคำแนะนำให้แก้ที่ป่า ไม่ใช่ชายป่าสร้างรั้วไฟฟ้า ต้องทำป่าให้อุดมสมบูรณ์มีน้ำมีอาหารเพียงพอ จะได้ไม่ออกมานอกพื้นที่
“อยากให้ชุมชนน้อมนำแนวพระราชดำริมาลงมือ ต้องเข้าใจ เข้าถึง พัฒนา และยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง มูลนิธิอุทกพัฒน์ฯ เป็นหน่วยงานที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก่อตั้งขึ้น มีข้อมูลทางด้านวิชาการพร้อมสนับสนุนการบริหารจัดการดิน น้ำ ป่า ของกรมอุทยานฯ และถ่ายทอดสู่ชุมชนอย่างเป็นระบบ มีการทำแผนที่ สร้างที่เก็บกักน้ำ ที่สิ้นสภาพก็ฟื้นฟู ผลสุดท้ายปัญหาน้ำท่วมและภัยแล้งก็จบ สิ่งสำคัญที่อยากทิ้งท้ายการทำงานต้องมีความต่อเนื่อง สังเกตเห็นหลายงานเปลี่ยนคนงานชะงักขาดตอนไปอย่างน่าเสียดาย เช่นเดียวกับการลงนามความร่วมมือครั้งนี้ต้องทำต่อไปเพื่อประเทศชาติ ประชาชน ” ประธานกรรมการมูลนิธิอุทกพัฒน์ฯ กล่าว



