ข่าว

ภัยพิบัติเมืองไทย

ภัยพิบัติเมืองไทย

22 ต.ค. 2559

โดย - อาจารย์ยักษ์ แห่งมหาลัยคอกหมู


             ข่าวคราวภัยพิบัติทที่เกิดขึ้นกับโลกและเมืองไทยได้กลายเป็นข่าวประจำวัน และเป็นข่าวที่คนไทยเริ่มคุ้นเคย เริ่มชิน และเริ่มยอมรับว่าเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตในยุคโลกาภิวัฒน์ไปเสียแล้ว ข่าวน้ำท่วม ภัยแล้ง โคลนถล่ม แผ่นดินไหว ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตคนไทยสมัยใหม่ คนอยู่ตึกสูงที่เคยต้องซ้อมหนีไฟ เพียงอย่างเดียว เดี๋ยวนี้ก็พ่วงเรื่องต้องซ้อมแผ่นดินไหวเพิ่มขึ้น ผู้คนที่ไม่เคยเชื่อว่าคำทำนายที่ว่า "กรุงเทพฯจะกลายเป็นเมืองบาดาลในอนาคต" ตอนนี้เริ่มเชื่อกันแล้วว่ามีโอกาสเป็นจริง

             ภาพข่าวที่ องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงออกมาเตือนเรื่อง "น้ำท่วมกรุงเทพฯ" และทรงกำชับแนวทางแก้ปัญหาให้กับผู้ว่ากรุงเทพมหานครไม่ว่าจะเป็นการเปิดปิดประตูระบายน้ำตามการขึ้นลงของระดับน้ำทะเล แก้มลิง การสร้าง flood way ทำให้อดนึกไม่ได้ว่าสิ่งที่พระองค์ท่านได้ทรงเตือน และตรัสถึงแนวทางแก้ปัญหานั้น เป็นคำพูดเดียวกันที่ยาวนานกว่า 30 ปี ทุกคนเริ่มจะสดับตรับฟังอย่างตั้งใจ พินิจพิเคราะห์ ก็ยาม “เห็นโลงศพ” อยู่ตรงหน้า

 

ภัยพิบัติเมืองไทย

 

            ภัยพิบัติร้ายแรงอีก 4 อย่างที่ได้ทรงเตือนให้คนไทยระวัง คือ ภัยพิบัติทางธรรมชาติ โรคระบาด ข้าวยากหมากแพง ภัยขัดแย้งจนเป็นสงคราม

            ปัจจุบันคนไทยได้พบเห็นภัยพิบัติทั้ง 4 อย่างพร้อมๆ กัน โดยเฉพาะภัยธรรมชาติที่ได้เห็นวัฏจักรแห่งความชั่วร้ายสลับกันไปสลับกันมาระหว่าง น้ำท่วม ภัยแล้ง ดินถล่ม และยังจะเพิ่ม หมอกควันพิษ ให้กลายเป็นอาหารจานหลักสำหรับเมนูชีวิตประจำวันของคนไทยยุคศตวรรษที่ 21 นี้ไปเรียบร้อยแล้ว

            เมื่อหน่วยงานนักวิทยาศาสตร์ด้านการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ หรือ ที่เราเรียกกันสั้นๆว่า IPCC (Intergovernmental Panel on Climate Change) ได้กล่าวถึงผลกระทบต่างๆ ที่มนุษย์จะได้รับจากภาวะโลกร้อน

ภัยพิบัติเมืองไทย

 

            มีคำ 2 คำ ที่ใช้กันอย่างกว้างขวาง mitigation (การลดความรุนแรง) และ adaptation (การปรับตัว) นักวิทยาศาสตร์แทบไม่ได้เอ่ยถึง การหยุด ภาวะโลกร้อนเลย เพราะดูเหมือนจะยอมรับข้อเท็จจริงว่า กิจกรรมของมนุษย์ที่เป็นอยู่ทุกวันนี้คงไม่สามารถจะหยุดภาวะโลกร้อนได้

            สิ่งที่มนุษย์จะสามารถทำได้วันนี้คือ การลดระดับความรุนแรงของผลกระทบ และ ตัวให้เข้ากับสภาพธรรมชาติที่เปลี่ยนแปลงไป IPCC ได้ออกมาเตือนให้รัฐบาล และผู้ที่มีหน้าที่ในการวางนโยบายต่างๆ ให้เตรียมแผนในการรับมือกับผลกระทบต่างๆ ที่จะเกิดขึ้น โดยเฉพาะประเทศยากจน และประเทศในโลกที่สามจะเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดเพราะระบบเตือนภัย ระบบการป้องกันภัย ระบบการจัดการกับภาวะวิกฤติยังไม่ดีพอ มาถึงตรงนี้ก็เชื่อมั่นว่าประเทศไทยจะต้องเข้าไปอยู่ใน “โผ” ของกลุ่มประเทศที่เสี่ยงภัยสูงแน่นอน

            ถ้าดูวิสัยทัศน์ของผู้นำ และผู้ที่มีหน้าที่แก้ปัญหาบ้านเมืองแล้ว จะเห็นว่า “ล้วนจาริกอยู่ในโมหภูมิ” ทั้งนั้น บรรดาเหล่านักวิชาการที่มีดีกรีเป็นถึงดอกเตอร์จากเมืองนอกทั้งหลายก็ยังยึดติดกับวิธีคิดที่เป็น “ฝรั่ง” ยังไม่เห็นว่าจะเป็น “ที่พึ่ง”ของชาวบ้านได้อย่างไร

 

ภัยพิบัติเมืองไทย

 

            เหล่าปัญญาชนคนช่างคิดทั้งหลาย ถึงเวลาแล้วที่จะลงมาจากหอคอยงาช้างมาสัมผัสชีวิตที่เป็นจริงของชาวบ้าน ช่วยกันเตรียมรับมือกับภัยพิบัติต่างๆ โดยเฉพาะการเตรียมปัจจัยสี่ที่จำเป็นในยามวิกฤติ เช่น อาหาร ยา ที่อยู่อาศัย เครื่องนุ่งห่ม พลังงาน ถึงเวลาที่ต้องกลับมาพึ่งตนเอง พึ่งภูมิปัญญาของตนเอง บนฐานทรัพยากรของตนเอง ดั่งหลักคิด

            ลองนึกภาพง่ายๆ ว่า ในยามที่น้ำท่วม ฝนแล้ง โรคที่เกี่ยวกับระบบทางเดินอาหารจะเป็นปัญหามากที่สุด เราจะแก้ปัญหาอย่างไร หากคนไทยค่อนประเทศเป็นอหิวาตกโรคสายพันธุ์ใหม่ นักวิชาการด้านเภสัชกรรมคิดออกไหมว่าจะทำอย่างไรจะเตรียมยาอะไร ที่แน่ๆ ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติได้เตรียมถ่าน (activated carbon) ปลูกต้นกฤษณาที่จะเอามาทำยาแก้ท้องเสียไว้เป็นแสนๆ ต้นไว้เรียบร้อยแล้ว

           แล้วก็คอยดูกันว่า "กฤษณากลั่น" ถ่านคาร์บอนจากภูมิปัญญาไทย กับ "โลโมติ้ว" อันไหนจะช่วยชีวิตคนไทยได้มากกว่ากัน