ข่าว

รัฐบาลขอร่วมมือ 30 วันงดจัดรื่นเริง

รัฐบาลขอร่วมมือ 30 วันงดจัดรื่นเริง

18 ต.ค. 2559

ขอร่วมมือ 30 วันงดจัดรื่นเริง เว้น งานประเพณี-ศาสนกิจ ระมัดระวังแพร่ภาพ ข้อความเข้าข่ายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ กระทบความมั่นคงชาติ ยุให้แตกแยก กระทบจิตใจปชช.

 


         

          18 ต.ค. 59 -  พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุมครม.ว่าแถลงว่า ในเรื่องการจัดงานรื่นเริง บันเทิงในช่วงนี้ ขอว่าในช่วง 30 วันแรกนับจากวันที่ 14 ต.ค. ขอให้มีการพิจารณาตามความเหมาะสม โดยทางกระทรวงวัฒนธรรมและกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กำลังหารือกันในเรื่องนี้ว่าจะดำเนินการต่อไปอย่างไร เพราะมีผลกระทบหลายๆอย่างด้วยกัน ซึ่งไม่อยากให้ใครเดือดร้อนแต่ต้องดำเนินการด้วยความเหมาะสม อาจจะต้องงดในส่วนที่เป็นมหรสพหรือความบันเทิง ดนตรี ร้องรำทำเพลง แต่การจัดประชุม งานมงคลสมรส ทอดกฐิน ลอยกระทง งานบำเพ็ญกุศล หรือศาสนกิจตามประเพณี สามารถกระทำได้ในรูปแบบที่เหมาะสม เชื่อว่าทุกคนเข้าใจอยู่แล้ว แต่เรื่องการเลี้ยงสังสรรค์ที่ทำในอาคารเฉพาะกลุ่ม ที่จัดปกติเนื่องจากได้เตรียมการไว้แล้ว ก็ต้องลองพิจารณาถ้าจำเป็นก็ดำเนินการได้ รวมถึงการรับนักท่องเที่ยวหรือผู้เข้าร่วมประชุม สามารถจัดได้ตามความเหมาะสม และคำนึงถึงความรู้สึกประชาชน และสถานการณ์บ้านเมืองในขณะนี้เป็นหลัก  
          พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า นอกจากนี้ขอให้ผู้ที่เกี่ยวข้องกวดขันระมัดระวังการแพร่ภาพหรือข้อความที่เข้าข่ายการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ ยุยงให้เกิดความแตกแยก และทำให้เกิดผลสะเทือนจิตใจของประชาชนในช่วงนี้ ดังนั้นขอความร่วมมืออย่าแพร่ภาพ หรือข้อความดังกล่าวต่อไปเป็นอันขาด เพราะจะเป็นการเหยียบย่ำจิตใจคนไทย และผิดกฎหมายด้วย ขอให้ระมัดระวัง เพราะไม่อยากจะใช้กฎหมายในช่วงนี้ จึงต้องขอความร่วมมือทุกคน ซึ่งคงเข้าใจแล้ว ตนเห็นแต่อย่าไปสร้างความขัดแย้งกันอีก ไม่ใช่ว่าจะใช้มาตรการรุนแรงอะไร แต่มีกฎหมายอยู่แล้วทำอย่างไรเขาจะเข้าใจและไม่ทำ ตรงนี้เป็นสิ่งสำคัญ เราต้องรวมพลังกันให้ได้ อาจจะเกิดจากการเข้าใจผิด แต่จะตั้งใจหรือไม่ต้องไปดูกันให้ดี

ยัน โรดแมปไม่เลื่อน ทุกอย่างเดินตามรธน.

          พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ส่วนเรื่องการสืบราชสันตติวงศ์ ขอทุกคนอย่ากังวล ซึ่งตนเคยพูดไปสองครั้งแล้ว เป็นเรื่องที่ต้องเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ ที่กำหนดไว้ชัดเจน มีกฎมณเฑียรบาล และจารีตประเพณี ขอทุกคนทั้งในและต่างประเทศ อย่าได้มีความกังวลหรือสงสัยใดๆ เพราะขณะนี้มีความชัดเจนแล้ว เมื่อพระราชพิธีบำเพ็ญพระราชกุศลผ่านพ้น ช่วงเวลา 7 วัน 15 วัน ไประยะหนึ่ง น่าจะได้เวลาอันสมควร ที่จะต้องดำเนินการตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 23 ต่อไป นั่นคือขั้นตอนที่รัฐบาลจะต้องนำเรื่องแจ้งไปยังสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) เพื่อมีมติตามรัฐธรรมนูญ โดยระหว่างนี้ รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ว่ามีผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ไปพลางก่อน เดี๋ยวจะเข้าใจอะไรกันผิดอีก ส่วนการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั้น สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระองค์ใหม่จะทรงลงพระปรมาภิไธยภายในกรอบเวลาที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ โดยจะไม่กระทบต่อปฏิทินการทำงานเป็นอันขาด  
          พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า เรื่องต่อไปที่ทุกคนอยากทราบว่า เมื่อเกิดสถานการณ์เช่นนี้ แน่นอนประเทศหยุดไม่ได้ ยิ่งต้องช่วยและร่วมมือกันในการสร้างความเข้าใจ รวมพลังกันขับเคลื่อน สนับสนุนการทำงานของรัฐบาล เดินหน้าประเทศ ซึ่งวันนี้ยังอยู่ในขั้นตอนตามโรดแมปทุกประการยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ฉะนั้นขอความร่วมมือว่าอะไรที่จะทำให้เกิดปัญหาล่าช้า ขอร้องอย่าเพิ่งกระทำกันเลย ขอให้เห็นกับประเทศชาติก่อน ดังนั้นการขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาล รวมถึงเรื่องกฎหมายของรัฐธรรมนูญ และการเลือกตั้งยังเป็นไปตามโรดแมปเดิม คงไม่ต้องมาถามว่าเมื่อไรอย่างไร
  
เตรียมสานต่อโครงการหลวง
          นายกฯ กล่าวว่า ส่วนเรื่องการสานต่อโครงการของพระองค์ท่าน รัฐบาลจะสร้างการรับรู้ให้มากยิ่งขึ้น จากผลงานสองปีที่ผ่านมาว่าได้ทำอะไรไปบ้าง เพื่อเป็นการสนองพระเดชพระคุณพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ มาโดยตลอด โดยใช้หลักการนำพระราชดำรัส พระราชดำริ ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ในการขับเคลื่อนประเทศมาเป็นแผนที่เข็มทิศนำทางของประเทศมาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นด้านเกษตรกร การบริหารจัดการน้ำ ปฏิรูปเศรษฐกิจ และกฎหมายต่างๆที่ออกมาในช่วงที่ผ่านมาทั้งหมดมาจากแนวพระราชดำริ ที่พระองค์ทรงรับสั่งว่า เราจะต้องดูแลประชาชนของเราให้ดีที่สุด ดังนั้นแน่นอนจะต้องมีกติกาอะไรต่างๆ ที่จะทำให้ทุกอย่างเดินหน้าไปได้เพื่ออนาคต โดยมุ่งหวังไม่ให้ใครเดือดร้อนและมีปัญหาทั้งสิ้น
  
ขอให้ฟังข่าวรัฐบาล อย่าตีความเกิน

          พล.อ.ประยุทธ์ แถลงว่า ในเรื่องการสร้างความขัดแย้ง มีข่าวลือต่างๆมากมายทั้งในและต่างประเทศ อาจจะด้วยเจตนาบริสุทธิ์บ้าง ไม่บริสุทธิ์บ้าง คิดว่าอันนั้นไม่ใช่ประเด็นสำคัญ ประเด็นสำคัญคือเราต้องเชื่อมั่น ไว้วางใจซึ่งกันและกัน รับฟังข่าวจากรัฐบาลว่าตนพูดอะไร และไม่ต้องไปตีความมาก เพราะตนพูดชัดเจนอยู่แล้ว ฉะนั้นขออย่าตีความมากมายหรือเชื่อในข่าวลือ หลายอย่างออกมานั้นบางคนหวังดี เช่นการนำภาพน้ำท่วมปี 2554 ที่มีพระลอยคอบิณฑบาตร มาเผยแพร่ เรื่องน้ำมากน้อยนั้นเป็นสิ่งที่อยู่ในแผนรัฐบาล ถ้าน้ำมากก็เดือดร้อนกันบ้าง ในบางพื้นที่ซึ่งรัฐบาลก็ต้องเข้าไปดูแล อย่ามาติติงกันทุกเรื่อง ซึ่งมันเป็นปัญหาที่เราต้องแก้และจะทำให้ดีที่สุด  
  
วอน อย่าติง-ไล่ล่าคนไม่แต่งดำ ชี้ทุกวันนี้เป็นสีแห่งความจงรักภักดี  
          นายกฯ กล่าวว่า ส่วนเรื่องการสวมเสื้อดำที่มีปัญหา ตนบอกไปว่าต้องเห็นใจผู้ที่มีรายได้น้อย อาจไม่มีเงินซื้อ เพราะตอนนี้ราคาแพงตัวละหลายร้อย รัฐบาลก็พยายามทำทุกอย่างแนะนำแม้กระทั่งสอนการย้อมผ้า ขณะที่กระทรวงพาณิชย์เตรียมที่จะเปิดขายราคาถูกที่สุดเพื่อให้เข้าถึง ระหว่างนี้อาจมีปัญหาอยู่บ้างก็ใช้ริบบิ้นสีดำไปก่อนได้ แต่ขอให้ลดโทนสีเสื้อผ้าที่สวมใส่ลง ขออย่าไปติติง คนที่ไม่ใส่เสื้อดำว่าไม่รักพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เดี๋ยวก็ตีกันอีก พอได้แล้ววันนี้ไม่มีสักสี วันนี้เป็นสีแห่งความจงรักภักดี เชื่อว่าทุกคนอยากมาด้วยใจ เขาพร้อมแค่ไหนก็ให้เขามา ถ้าเขายังไม่พร้อมตรงไหน เราก็ไปช่วยเขาไม่ดีกว่าหรือ บางครั้งข้าราชการ พนักงานต่างๆ แอร์โฮสเตส เขาก็ต้องทำงาน เครื่องแบบอาจมีสีสันก็ติดริบบิ้นได้ แต่ถ้านอกเวลาเขาก็ใส่ชุดดำอยู่แล้ว ทุกคนรู้หน้าที่ ไม่ใช่ไปคอยไล่ล่าใครใส่ไม่ใส่ เดี๋ยวมีปัญหาอีก
  
ระบุ คำ “มหาราช” เป็นเรื่องของปชช.-รัฐบาล  
          พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ในเรื่องการใช้คำว่ามหาราช เรื่องนี้เป็นกฎหมาย และเป็นการดำเนินการของรัฐบาล ซึ่งทีผ่านมารัฐบาลก่อนๆ เคยเสนอพระองค์ท่านไปแล้ว พระองค์ท่านทรงยังไม่เห็นชอบ ยังไม่ลงมาในเรื่องนี้ พระองค์ท่านรับสั่งว่าเป็นเรื่องของประชาชนและรัฐบาลที่จะทำต่อไป ซึ่งตอนนี้ยังใช้ไม่ได้ ไม่ใช่ว่าไม่อยากใช้แต่ต้องเป็นไปตามขั้นตอน ซึ่งหลายคนเข้าใจว่าพระองค์ทรงรับแล้ว  
          “เรื่องเป็นมหาราชหรือไม่เป็นมหาราชเรื่องของรัฐบาลและประชาชน จะต้องทำถวายพระองค์ท่าน ซึ่งรัฐบาลอยู่ในขั้นตอนตรงนี้อยู่แล้ว” นายกฯ กล่าว
  
บอก ยังไม่ถึงเวลาสร้างพระบรมราชาอนุสาวรีย์ ขอให้คนไทยเชื่อมั่นรบ.และเชื่อมั่นกันและกัน ให้อภัยคนเห็นต่าง ย้ำใช้สติ เดินหน้าประเทศ   
          พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า การจะสร้างพระบรมราชาอนุสาวรีย์ ขณะนี้ยังไม่ถึงเวลา ซึ่งหลายหน่วยงานมีความประสงค์ต้องการสร้างและขออนุมัติ แต่การจะจัดสร้างนั้นมีขั้นตอนอยู่แล้ว โดยต้องรอให้เกิดความชัดเจน เพราะทุกอย่างจะต้องขอพระบรมราชานุญาตอยู่แล้ว ดังนั้นอย่างเพิ่งเดินหน้าเรื่องเหล่านี้เพราะยังไม่ใช่เวลาที่เหมาะสม ทั้งนี้ เป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องทำถวายอยู่แล้ว นอกจากนี้ตนยังได้หารือกับนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีและหน่วยงานด้านศาสนา ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ ได้ทำงานด้านศาสนาไว้มาก เปรียบเสมือนพระโพธิสัตว์ เหมือนในพระราชนิพนธ์เรื่องพระมหาชนก ที่ทำให้บ้านเมืองเกิดความสงบเรียบร้อย และต้องขอขอบคุณชาวต่างชาติทั้งทูตานุทูตและเจ้าหน้าที่ด้านการต่างประเทศ ที่แสดงความอาลัยเข้ามาเป็นจำนวนมาก ขณะที่ชาวไทยอาศัยอยู่ในเมืองใหญ่ๆต่างประเทศก็ออกมาแสดงความอาลัย  แสดงให้โลกเห็นว่าคนไทยนับถือเคารพสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างไรบ้าง 
          “สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ได้รับสั่งว่าขอให้คนไทยได้รำลึกถึงสิ่งต่างๆของสถาบัน และพวกเราต้องช่วยกันทำงาน เมื่อ 2 วันที่ผ่านมา พระมหากษัตริย์แห่งภูฏาน ได้เดินทางมา แล้วเขียนคำไว้อาลัย แปลได้ความหมายว่า การสวรรคตนั้นเปรียบเสมือนการเข้าสู่นิพพาน มุ่งไปสู่การเป็นธรรมราชา” นายกฯ กล่าว  
          พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า รู้ว่าประเทศต้องการอะไรในเวลานี้ แม้จะมีคนเห็นต่างแต่ก็ควรให้อภัย เพราะถือว่าเป็นเวลาที่ทำด้วยใจ และต้องให้ซึ่งกันและกัน ข้อสำคัญคืออย่าลังเล อย่าคิดไปไกล เพราะรัฐบาลจะดำเนินการให้ทุกอย่างเป็นไปตามขั้นตอน ขอให้ทุกคนสงบนิ่ง แสดงความอาลัยต่อพระองค์ท่าน สิ่งที่พระองค์ท่านได้รับสั่งรัฐบาลจะทำให้ดีที่สุด จึงขอให้ทุกคนมีความเชื่อมั่น อย่าให้มีผลต่อต่างประเทศ เพราะสื่อต่างๆจะนำไปเขียนซึ่งไม่เป็นผลดีต่อประเทศไทย เราต้องช่วยกันทำความเข้าใจว่าสถาบันพระมหากษัตริย์กับคนไทยมีความแตกต่างกับต่างประเทศอย่างไร เรามีโบราณราชพิธีมาตั้งแต่โบราณกาล ซึ่งถือเป็นความงดงาม และที่ผ่านมาไม่เคยมีปัญหา เราต้องทำให้สถาบันพระมหากษัตริย์เข้มแข็งในยุคเรา  
          “ขอบคุณทุกคน ผมรู้ว่าทุกคนเสียใจเหมือนกับทุกคนเสียใจ แต่ก็พยายามทำให้ดีที่สุดและผมก็ต้องมีสติ เพื่อใช้สติปัญญาของผมเดินหน้าไปให้ได้ และประเทศเราก็หยุดไม่ได้ แต่ความเสียใจก็ห้ามไม่ได้ สิ่งที่เราจะช่วยได้คือรวมพลังรักสามัคคี ขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่อนาคตอย่างที่คาดหวัง ให้มีความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน เป็นไปตามแนวทางของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นเอสซี) อย่ากังวล โรดแมปคือโรดแมป” นายกฯ กล่าวยืนยัน.