ข่าว

อานิสงส์ศูนย์ศึกษาภูพานฯแก้น้ำท่วม-น้ำแล้งอีสานตอนบน

อานิสงส์ศูนย์ศึกษาภูพานฯแก้น้ำท่วม-น้ำแล้งอีสานตอนบน

18 ต.ค. 2559

โดย - โต๊ะข่าวเกษตร

                  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 พระราชทานพระราชดำริให้จัดตั้งศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพานอันเนื่องมาจากพระราชดำริขึ้นเมื่อพุทธศักราช 2525 ท้องที่บ้านนานกเค้า ต.ห้วยยาง อ.เมือง จ.สกลนคร เพื่อประโยชน์ในการพัฒนาอาชีพความเป็นอยู่ และคุณภาพชีวิตของปวงชนชาวไทยในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เนื่องจากพื้นที่ภาคอีสานมีความแห้งแล้งกันดาร การขาดแคลนน้ำในช่วงหน้าแล้งและการเกิดอุทกภัย จึงเป็นปัญหาใหญ่ในภูมิภาคนี้ แนวพระราชดำริในการสร้างอ่างเก็บน้ำในพื้นที่และสร้างประตูระบายน้ำเพื่อกักเก็บน้ำไว้ใช้ในช่วงหน้าแล้ง ก่อนไหลลงสู่แม่น้ำโขง จึงเป็นหนึ่งในทางออกในการแก้ปัญหาดังกล่าว

อานิสงส์ศูนย์ศึกษาภูพานฯแก้น้ำท่วม-น้ำแล้งอีสานตอนบน

               ในปัจจุบันเป็นที่ทราบดีว่าภาคอีสานเป็นภูมิภาคที่มีพื้นที่การเกษตรมากที่สุดของประเทศคือ ประมาณ 63.6 ล้านไร่ แต่กลับมีพื้นที่ชลประทานที่มีความมั่นคงในเรื่องน้ำเพียง 14 ล้านไร่ ดังนั้นหากจะให้ราษฎรในภาคอีสานซึ่งส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน จำเป็นจะต้องสร้างความมั่นคงเรื่องน้ำ

              ลุ่มน้ำห้วยหลวงตอนล่าง เป็นลุ่มน้ำสาขาของลุ่มน้ำโขงอีกลุ่มน้ำหนึ่งที่ประสบปัญหาเรื่องน้ำทั้งปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากและปัญหาขาดแคลนน้ำเป็นประจำเกือบทุกปี มีพื้นที่ประมาณ 2,160 ตารางกิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่บางส่วนของ จ.อุดรธานี และหนองคาย ลักษณะภูมิประเทศเป็นที่ราบลุุ่ม แอ่งกระทะใกล้แม่น้ำโขง ไม่เหมาะที่จะสร้างแหล่งเก็บกักน้ำขนาดใหญ่เก็บน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้ง ทั้งที่ปริมาณฝนที่ตกในแต่ละปีไม่ได้น้อยไปกว่าภาคอื่นๆ

อานิสงส์ศูนย์ศึกษาภูพานฯแก้น้ำท่วม-น้ำแล้งอีสานตอนบน

           จะเห็นว่าแต่ละปีที่ผ่านมาบริเวณดังกล่าวมีพื้นที่ภาคการเกษตรได้รับความเสียหายจากน้ำท่วมเฉลี่ยประมาณ 90,000 ไร่ต่อปี โดยเฉพาะในปี 2554 เป็นปีที่มีน้ำท่วมมากที่สุดกว่า 215,000ไร่ ทว่าการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น  กรมชลประทาน กระทรวงเกษตรฯ ได้ว่าจ้างสถาบันแหล่งน้ำและสิ่งแวดล้อม คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ดำเนินการศึกษาและจัดทำแผนบริหารจัดการและพัฒนาทรัพยากรน้ำของลุ่มน้ำห้วยหลวงตอนล่างอย่างเต็มศักยภาพ โดยให้ความสำคัญแก่ประชาชนในพื้นที่ต้องมีส่วนร่วมในการศึกษาทุกขั้นตอน ซึ่งศึกษาแล้วเสร็จเมื่อปี 2558 โดยผลการศึกษาดังกล่าวพบว่าจากสภาพปัญหาที่เกิดขึ้นจำเป็นต้องควบคุมบริหารจัดการน้ำในลำห้วยหลวงที่ไหลลงสู่แม่น้ำโขง โดยการก่อสร้างประตูระบายน้ำและระบบสูบน้ำเพื่อให้สามารถสูบน้ำออกจากพื้นที่ที่เกิดน้ำท่วมได้ในช่วงฤดูฝน แก้ปัญหาน้ำท่วมในเขตจ.หนองคาย และอุดรธานี และในฤดูแล้งยังสามารถปิดประตูระบายน้ำเพื่อเก็บกักน้ำก่อนสิ้นฤดูฝน เพื่อสนับสนุนการอุปโภคบริโภค การเกษตร การท่องเที่ยว การคมนาคม การอุตสาหกรรม รวมทั้งการรักษาระบบนิเวศ 

              ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ รองอธิบดีกรมชลประทาน ยอมรับว่า ผลการศึกษาโดยมหาวิทยาลัยขอนแก่น ที่ประชาชนในพื้นที่มีส่วนร่วมในการศึกษาได้ผลสรุปเบื้องต้นว่า หากจะให้สามารถแก้ไขปัญหาเรื่องน้ำที่เกิดในลุ่มน้ำห้วยหลวงตอนล่างได้อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์มากที่สุด รวมทั้งไม่เป็นการลงทุนแบบสูญเปล่า เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องนั้น จะต้องดำเนินโครงการ 6 กลุ่มโครงการด้วยกัน คือ โครงการสถานีสูบน้ำบ้านแดนเมือง โครงการปรับปรุงแหล่งน้ำ-พัฒนาแก้มลิงพร้อมระบบชลประทานประตูระบายน้ำดงสระพัง โครงการประตูระบายน้ำหนองสองห้อง โครงการสถานีสูบน้ำถ่อนนาเพลินพร้อมระบบชลประทานของโครงการสูบน้ำพื้นที่ชลประทานห้วยหลวง-คลองดัก โครงการสถานีสูบน้ำบ้านนาคำพร้อมระบบชลประทานและโครงการประตูระบายน้ำดอนกลอย-สถานีหนองบัว

อานิสงส์ศูนย์ศึกษาภูพานฯแก้น้ำท่วม-น้ำแล้งอีสานตอนบน

                   อย่างไรก็ตาม เมื่อนำองค์ประกอบสำคัญของ 6 กลุ่มโครงการดังกล่าวมาพิจารณาดำเนินโครงการพัฒนาลุ่มน้ำห้วยหลวงตอนล่าง พบว่าจะต้องดำเนินงานสำคัญๆ 4 งานด้วยกัน ประกอบด้วย งานสถานีสูบน้ำบ้านแดนเมือง เพื่อสูบน้ำจากลำห้วยหลวงเพื่อการระบายน้ำลงสู่แม่น้ำโขงช่วงฤดูน้ำหลาก สามารถลดพื้นที่และระยะเวลาของการท่วมขัง  งานพนังกั้นน้ำช่วงที่ตลิ่งต่ำตามแนวลำห้วยหลวง ความยาวรวม 47.02 กิโลเมตร เพื่อช่วยป้องกันผลกระทบจากระดับน้ำที่สูงขึ้นในพื้นที่ลุ่มตามแนวเขตน้ำท่วม และช่วยควบคุมปริมาณน้ำและรับน้ำในช่วงน้ำหลากเพื่อเร่งระบายน้ำลงสู่แม่น้ำโขง งานอาคารบังคับน้ำตามลำน้ำห้วยหลวงและลำน้ำสาขา จำนวน 15 แห่งเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำและ งานระบบส่งน้ำชลประทานขนาดกลาง ครอบคลุมพื้นที่ชลประทาน 315,195 ไร่เพื่อกระจายน้ำให้พื้นที่การเกษตรในเขต จ.หนองคาย และอุดรธานี

                สำหรับงบประมาณในการลงทุนทั้งโครงการคาดว่าจะใช้งบทั้งหมดประมาณ 21,000 ล้านบาท ซึ่งประกอบด้วย ค่าก่อสร้างทุกโครงการ อาคารประกอบอื่นๆ ค่าชดเชยที่ดิน อาคารที่ทำการสำนักงาน บ้านพัก และการปรับภูมิทัศน์ โดยมีระยะเวลาดำเนินการ 9 ปี ตั้งแต่ปี 2560-2568 เมื่อการดำเนินโครงการพัฒนาแหล่งน้ำห้วยหลวงตอนล่างแล้วเสร็จจะสามารถใช้น้ำการเกษตรในเขตชลประทานได้ 315,195 ไร่ ประกอบด้วย พื้นที่ชลประทานเดิม 15,000 ไร่ และพื้นที่ชลประทานใหม่อีก 300,195 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่ 37 ตำบล 7 อำเภอใน จ.อุดรธานี และหนองคาย มีประชาชนได้รับประโยชน์จำนวน 29,835 ครัวเรือน ในพื้นที่ 284 หมู่บ้าน ส่วนในฤดูแล้งสามารถส่งน้ำให้พื้นที่ชลประทาน 250,000 ไร่​​​​ 

                  โครงการพัฒนาลุ่มน้ำห้วยหลวงตอนล่าง เป็นโครงการที่ประชาชนในพื้นที่เข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาทุกขั้นตอน ทำให้ได้รูปแบบการแก้ไขปัญหาเป็นไปตามความต้องการของประชาชน ซึ่งกรมชลประทานจะนำไปขยายผลดำเนินงานกับโครงการอื่นๆ ต่อไป 

อานิสงส์ศูนย์ศึกษาภูพานฯแก้น้ำท่วม-น้ำแล้งอีสานตอนบน

 กรมชลฯ ต่อยอดพัฒนาห้วยหลวงตอนล่าง

                   ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมชลประทานมีแผนทีี่จะศึกษาโครงการพัฒนาการใช้น้ำโขง เพื่อแก้ไขปัญหาน้ำในพืื้นที่ภาคตะวันออกเฉียง โดยจะพัฒนาต่อยอดจากโครงการพัฒนาลุ่มน้ำห้วยหลวงตอนล่าง ซึ่งจะสามารถนำน้ำจากแม่น้ำโขงที่มีจำนวนมหาศาลโดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนไปเก็บกักไว้ในแหล่งน้ำที่มีอยู่ เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ช่วงที่ขาดแคลนน้ำในฤดูแล้ง สร้างความมั่นคงในเริื่องน้ำให้ภาคอีสาน

                  สำหรัับการดำเนินการศึกษาโครงการพัฒนาการใช้น้ำโขงที่จะดำเนินต่อยอดจากโครงการพัฒนาลุ่มน้ำห้วยหลวงตอนล่างนั้นประกอบด้วย 2 โครงการคือ 1.โครงการพัฒนาใช้น้ำโขง-ห้วยหลวง-ลุ่มน้ำสงคราม โดยการสูบน้ำจากลำน้ำห้วยหลวงเอามาลงในลุ่มน้ำสงคราม ซึ่งเป็นลุ่มน้ำสาขาของลุ่มน้ำโขงเช่นเดียวกัน มีพื้นที่ครอบคลุม 8.13 ล้านไร่ ในเขต จ.อุดรธานี หนองคาย บึงกาฬ สกลนคร และนครพนม และเป็นลุ่มน้ำที่ไม่มีลักษณะภูมิประเทศเอื้ออำนวยในการก่อสร้างโครงการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดใหญ่ ทำให้ประสบปัญหาทั้งน้ำท่วมและน้ำแล้งเป็นประจำทุกปี

                  และ 2.โครงการผันน้ำหนองหานกุมภวาปี-เขื่อนลำปาว-น้ำพอง-เขื่อนอุบลรัตน์ โครงการนี้เป็นโครงการที่นำน้ำจากโครงการพัฒนาลุ่มน้ำห้วยหลวงตอนล่าง ที่กรมชลประทานจะสูบทอยน้ำจากแม่น้ำโขงเข้ามาเก็บกักไว้ในลำน้ำห้วยหลวง โดยการสร้างประตูระบายน้ำ(ปตร.) เพิ่มขึ้นในลำน้ำห้วยหลวง จากนั้นจะเป็นการสูบทอย 2 ครั้ง โดยครั้งแรกสูบจากปากแม่น้ำโขงเข้ามาไว้ในลำน้ำห้วยหลวง และครั้งที่ 2 สูบทอยจากลำน้ำห้วยหลวงไปยังคลองส่งน้ำที่จะสร้างขึ้นมาใหม่ บริเวณสันปันน้ำระหว่างลุ่มน้ำห้วยหลวงกับลุ่มน้ำชี จากนั้นก็จะปล่อยน้ำตามแรงโน้มถ่วงโลกไปเก็บไว้ที่หนองหานกุมภวาปี จ.อุดรธานี และอ่างเก็บน้ำลำปาว จ.กาฬสินธุ์ อีกส่วนก็จะไปลงลำน้ำพอง ซึ่งเป็นลำน้ำสาขาของแม่น้ำชีเพื่อไปกักเก็บไว้ที่อ่างเก็บน้ำเขื่อนอุบลรัตน์ จ.ขอนแก่น

                “หากสามารถเดินโครงการนี้ได้จะสามารถนำน้ำจากแม่น้ำโขงเติมน้ำให้แหล่งกักเก็บน้ำทั้ง 3 แห่งดังกล่าวได้ประมาณ 2,178 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี เพียงพอที่จะสามารถเพิ่มพื้นที่ชลประทาน และพื้นที่ต้นน้ำที่ประสบภัยแล้งได้ประมาณ 1.3 ล้านไร่ในฤดูฝน และ 500,000 ไร่ในฤดูแล้ง” รองอธิบดีกรมชลประทานกล่าว

ทิ้งท้าย