ข่าว

"ศูนย์ศึกษาห้วยทรายฯ"จากป่าเสื่อมโทรมสู่พื้นที่สีเขียว

"ศูนย์ศึกษาห้วยทรายฯ"จากป่าเสื่อมโทรมสู่พื้นที่สีเขียว

18 ต.ค. 2559

โดย - โต๊ะข่าวเกษตร

                "ศูนย์ศึกษาห้วยทรายฯ"จากป่าเสื่อมโทรมสู่พื้นที่สีเขียว

        “หากปล่อยทิ้งไว้จะกลายเป็นทะเลทรายในที่สุด”พระราชดำรัสตอนหนึ่ง หลังจากที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชได้เสด็จพระราชดำเนินทรงเยี่ยมราษฎรในพื้นที่จ.เพชรบุรี เมื่อวันที่ 5 เมษายน 2526  ทรงพบเห็นสภาพปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นมากมาย จึงมีพระราชดำริให้จัดตั้งศูนย์ศึกษาศึกษาการพัฒนาห้วยทรายอันเนื่องมาจากพระราชดำริขึ้นในเขตพระราชนิเวศน์มฤคทายวัน ต.สามพระยา อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี อันเป็นพื้นที่ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้มีประกาศพระบรมราชโองการให้เป็นที่หลวงเมื่อปี 2466 และ ปี 2467 เดิมพื้นที่แห่งนี้มีสภาพป่าไม้เป็นที่อุดมสมบูรณ์ มีสัตว์ป่าประเภทเนื้อทรายอยู่เป็นจำนวนมาก จึงได้ชื่อว่า “ ห้วยทราย ” ปัจจุบันพื้นที่รับผิดชอบทั้งหมดของโครงการจำนวน 22,627 ไร่

                       ต่อมาราษฎรได้เข้ามาอาศัยทำกินบุกรุกแผ้วถางป่า และได้ประกอบอาชีพตามยถากรรม ภายในเวลาไม่ถึง 40 ปี ป่าไม้ได้ถูกทำลายโดยสิ้นเชิง ทำให้ฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาล และมีปริมาณลดน้อยลงจนมีลักษณะเป็นพื้นที่อับฝน ดินขาดการบำรุงรักษาจนเกิดความไม่สมดุลย์ทางธรรมชาติ การพังทลายของผิวดินค่อนข้างสูง ประกอบกับราษฎรส่วนใหญ่ปลูกสับปะรด ซึ่งต้องใช้สารเคมีมาก ทำให้คุณภาพของดินตกต่ำลงไปอีก พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงมีพระราชดำรัสว่า “ หากปล่อยทิ้งไว้จะกลายเป็นทะเลทรายในที่สุด ” เมื่อวันที่ 5 เมษายน 2526 ได้พระราชทานพระราชดำริกับหม่อมเจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริ จักรพันธุ์ องคมนตรีและนายสุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ(สำนักงานกปร.)ให้พัฒนาเป็นศูนย์ศึกษาการพัฒนาด้านป่าไม้เอนกประสงค์ จัดให้ราษฎรที่ทำกินอยู่เดิมมีส่วนร่วมในการดูแลรักษาป่าไม้ ได้ประโยชน์และไม่ทำลายป่าไม้อีกต่อไป มุ่งที่จะศึกษารูปแบบการพัฒนาเกษตรควบคู่ไปกับการปลูกป่า จัดหาแหล่งน้ำ ศึกษาวิธีการและระบบป้องกันไฟไหม้ป่าใน “ ระบบป่าเปียก ” ให้ราษฎรสร้างรายได้จากผลิตผลป่าไม้และปลูกพืชชนิดต่างๆ ควบคู่ไปด้วย และให้ราษฎรที่เข้ามาทำกินโดยมิชอบได้เข้าร่วมกิจกรรม เพื่อที่จะได้รับพระราชทานที่ดินทำกินต่อไป

"ศูนย์ศึกษาห้วยทรายฯ"จากป่าเสื่อมโทรมสู่พื้นที่สีเขียว

                        แนวพระราชดำริเริ่มโครงการในระยะเริ่มต้นในปี 2526 มีสาระสำคัญให้พัฒนาพื้นที่แห่งนี้เป็นศูนย์ศึกษาการพัฒนาด้านเกษตรกรรมเน้นการฟื้นฟูป่าไม้ควบคู่กับการเพาะปลูก โดยจัดระเบียบการใช้ที่ดินภายในโครงการใช้ที่ดินภายในโครงการให้เหมาะสม และให้ราษฎรได้เข้าอยู่อาศัยทำกินและมีส่วนร่วมในกิจกรรมต่างๆ ของศูนย์ฯ เพื่อจะได้ไม่บุกรุกทำลายป่าต่อไป ทั้งนี้เพื่อให้บรรลุจุดมุ่งหมายในการเป็น “พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติที่มีชีวิต”เหมือนกับศูนย์ศึกษาฯแห่งแรกเขาหินซ้อน ให้ประชาชนทั่วไปได้มาศึกษาดูงาน และนำตัวอย่างไปประยุกต์ใช้ในท้องถิ่นของตนเองต่อไป ในระยะต่อมาทรงมีแนวพระราชดำริเพิ่มเติมในการพัฒนาด้านต่างๆ มีสาระสำคัญประกอบด้วย ด้านการอนุรักษ์ดินและน้ำ ตลอดจนการฟื้นฟุระบบนิเวศ   ให้มีการสร้างฝายเก็บน้ำ (ฝายชุมฉ่ำ) ตามร่องน้ำในช่องเขาต่าง ๆ และ ทำระบบกระจายน้ำกระจายความชุ่มชื้นไปในดินซึ่งจะเป็นการสนับ  สนุนการปลูกฟื้นฟุป่าในรูปแบบ “ป่าเปียก” หรือ “ภูเขา”   ให้มีการทดลองการปลูกหญ้าแฝก เพื่อป้องกันการชะล้างพังทลาย ของดินในลักษณะของ “เขื่อนที่มีชีวิต” ในพื้นที่ต่างๆ

                       ด้านการศึกษา ทดลอง วิจัย เพื่อการพัฒนาการเกษตรในด้านต่าง ๆ เช่น การเกษตรผสมผสาน วนเกษตรการปลูกพืชสมุนไพร การผสมพันธุ์พืชสองชั้น เพื่อคัดเลือกพันธุ์แท้ให้กับราษฎร เป็นต้น เน้นการใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมเพื่อนำผลที่ได้ไปเป็นตัวอย่างในการเผยแพร่และขยายผลดังกล่าว ควรเป็นไปในลักษณะค่อยเป็นค่อยไปตามความสมัครใจของราษฎร และทางราชการควรให้การส่งเสริมและสนับสนุนระบบผลิตและการตลาด

"ศูนย์ศึกษาห้วยทรายฯ"จากป่าเสื่อมโทรมสู่พื้นที่สีเขียว

                       จากผลการดำเนินการที่ผ่านมาจนปัจจุบันได้มีการดำเนินการอนุรักษ์ฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยได้ทำการปลูกฟื้นฟูและบำรุงรักษาป่าไม้ พื้นที่ 8,700 ไร่ การใช้หญ้าแฝกเพื่อการอนุรักษ์ดินและน้ำ พัฒนาแหล่งน้ำและระบบชลประทาน สร้างฝายชะลอความชุ่มชื้นและระบบกระจายความชุ่มชื้น การเพาะเลี้ยงและขยายพันธุ์สัตว์ป่า มีการศึกษาและพัฒนาตามแนวพระราชดำริ เช่น ทฤษฏีใหม่ เกษตรผสมผสาน เกษตรอินทรีย์ วนเกษตร การทดลองด้านพืช การเลี้ยงสัตว์ การประมง มีการขยายผลและถ่ายทอดเทคโนโลยี โดยนำผลการศึกษาทดลองและแนวพระราชดำริไปถ่ายทอดให้ราษฎรรอบศูนย์ฯ 4 ตำบล 29 หมู่บ้าน และประชาชนทั่วไป เพื่อให้ประชาชนสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการดำเนินชีวิตของตนเอง ทั้งในรูปแบบการจัดการสาธิตในพื้นที่จริงและการให้การฝึกอบรมและสุดท้ายการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิต โดยการพัฒนาอาชีพของราษฎรควบคู่ไปกับการส่งเสริมด้านสังคมและโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อให้ราษฎรมีรายได้และพึ่งตนเองได้ ทั้งนี้ โดยยึดถือแนวทางตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

                      ความสำเร็จของโครงการในแต่ละด้าน ประการแรกการฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยทรายอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ได้ดำเนินการปลูกหญ้าแฝกขวางตามแนวระดับให้กอชิดติดกันตามความเหมาะสมของพื้นที่ลาดชัน เพื่อช่วยลดความเร็วของกระแสน้ำ ที่เกิดจากการชะล้างของหน้าดินในบริเวณร่องน้ำแนวของหญ้าแฝกช่วยเก็บกักตะกอนเป็นกำแพงป้องกันดินตามธรรมชาติล้อมดินไว้เพื่อสร้างหน้าดินขึ้นมาใหม่โดยทำการปลูกป่าเสริมลงไปในพื้นที่ ส่วนบริเวณแหล่งน้ำ รากของหญ้าแฝกยังช่วยดูดซับสารเคมี ซึ่งเป็นวิธีการใช้หญ้าแฝกเพื่อการอนุรักษ์ดินและน้ำ ประการต่อมาการฟื้นฟูสภาพป่าไม้ การปลูกป่าสามอย่างประโยชน์สี่อย่างประโยชน์อย่างที่ 1 การปลูกไม้โตเร็ว เพื่อพัฒนาและสร้างหน้าดินขึ้นใหม่ และยังสามารถนำไม้มาใช้เป็นเชื้อเพลิงได้ประโยชน์ อย่างที่ 2 การปลูกไม้ดั้งเดิมที่มีอยู่ในพื้นที่ เนื่องจากไม้ดั้งเดิมมีความแข็งแรงและทนต่อสภาพของดินฟ้าอากาศได้เป็นอย่างดีประโยชน์อย่างที่ 3 การปลูกไม้เศรษฐกิจหรือไม้ผล เพื่อนำไม้มาใช้ประโยชน์ในอนาคตประโยชน์อย่างที่ 4 เป็นการอนุรักษ์ดินและน้ำ ช่วยสร้างความชุ่มชื้นให้กับพื้นที่

"ศูนย์ศึกษาห้วยทรายฯ"จากป่าเสื่อมโทรมสู่พื้นที่สีเขียว

                      ประการที่3 การฟื้นฟูป่าชายเลน เนื่องจากปริมาณน้ำที่ไหลจากพื้นที่ตอนบนของศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยทรายฯ จะไหลเข้าสู่ระบบฝายชะลอความชุ่มชื้น หรือฝายแม้ว หรือCheck dam คันดินกั้นน้ำและคันดินเบนน้ำ ส่วนที่เหลือจะไหลลงสู่แหล่งน้ำตอนล่างแล้วออกสู่ทะเล เป็นคลองที่เชื่อมต่อกับคลองบางกราใหญ่และบางกราน้อย ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวมีสภาพเป็นป่าชายเลนและป่าชายหาด ในเขตพื้นที่ของกองกำกับการ 1 กองบังคับการฝึกพิเศษค่ายพระรามหก ทำให้เกิดความสมดุลในระบบนิเวศน์มากขึ้น ซึ่งมีความเหมาะสมที่จะเป็นแหล่งเพาะและขยายพันธุ์น้ำ แหล่งอนุบาลสัตว์น้ำวัยอ่อน เมื่อเจริญเติบโตก็จะออกสู่ทะเลเป็นแหล่งอาหารของประชาชนต่อไป ประการที่4 ด้านการส่งเสริมอาชีพ การส่งเสริมให้เกษตรกรประกอบอาชีพ โดยยึดหลักการตามแนวพระราชดำริ เช่น การทำเกษตรโดยใช้ ทฤษฎีใหม่ เกษตรแบบผสมผสาน และระบบวนเกษตร ตลอดจนการเลี้ยงสัตว์ ประมง เป็นต้น โดยมี เกษตรกรเป็นแกนนำกลุ่มตัวอย่าง ทั้งนี้เป็นไปตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพล อดุลยเดช เรื่อง เศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งทำให้เกษตรกรมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ดำเนินชีวิตแบบ เรียบง่าย ประหยัด พอมีพอกิน พอใช้จ่ายในครัวเรือนสามารถพึ่งพาตนเองได้ ซึ่งการประกอบอาชีพทางการเกษตรกรรมนี้ ทางศูนย์ฯ ได้เน้นให้เกษตรกรใช้หญ้าแฝกปลูกสลับเป็นแถบกับแปลงของพืช ซึ่งระบบรากของหญ้าแฝกจะลงลึกในแนวดิ่งไม่แผ่กระจาย จึงสามารถปลูกร่วมกับพืชชนิดต่างๆ ได้ ไม่ว่าจะเป็นพืชผัก ไม้ผลตลอดจนพืชไร่ และไม่เกิดผลกระทบต่อการเจริญเติบโตของพืชแต่อย่างใด ใบของหญ้าแฝกใช้เป็นวัสดุ คลุมหน้าดิน ป้องกันการระเหยของน้ำ รักษาความชุ่มชื้น ย่อยสลายตัวง่าย ให้ธาตุอาหารและอินทรียวัตถุ แก่พืชได้เป็นอย่างดี สนับสนุนการใช้ปุ๋ยพืชสด ปุ๋ยหมักและปุ๋ยคอก ตลอดจนปุ๋ยน้ำชีวภาพ เพื่อปรับปรุง โครงสร้างของดินให้มีความเหมาะสมต่อการปลูกพืชชนิดต่างๆ

"ศูนย์ศึกษาห้วยทรายฯ"จากป่าเสื่อมโทรมสู่พื้นที่สีเขียว

                   ประการที่5 ด้านสุขภาพอนามัย ส่งเสริมให้ชุมชนได้รับความรู้ด้านสุขภาพอนามัยแก่ราษฎรในพื้นที่โครงการ ให้ความรู้ในกลุ่มบุคคลทั่วไป แม่และเด็ก ตลอดจนทั้งคนชรา จัดให้มีการตรวจสุขภาพอนามัย เบื้องต้นการวางแผนครอบครัว ตลอดจนการส่งเสริมสุขภาพ คือการป้องกันสุขภาพให้ดีขึ้นโดยไม่ต้องเข้ารับการรักษา โดยมีสถานีกาชาด อำเภอหัวหินและสาธารณสุขอำเภอชะอำเป็นผู้ดำเนินการ เป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานของกระทรวงสาธารณสุข และประการสุดท้าย ด้านการศึกษา สนับสนุนวิทยากรให้กับโรงเรียนในพื้นที่เพื่อให้ความรู้ทั้งในและนอกโรงเรียน ตลอดจนในพื้นที่ของศูนย์ศึกษาการพัฒนาฯ ทั้งด้านวิชาการและการประกอบอาชีพ ปัจจุบันมีโรงเรียนอยู่ในความรับผิดชอบ จำนวน 10 โรงเรียน กับ 1 ศูนย์เด็กก่อนวัยเรียน เพื่อเตรียมความพร้อมให้กับเด็กนักเรียน ตลอดจนการดูแลด้านสุขภาพอนามัย ด้านโภชนาการ

                   ศูนย์ศึกษาศึกษาการพัฒนาห้วยทราย อันเนื่องมาจากพระราชดำริพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช  นับเป็นพิพิธภัณฑ์ที่มีชีวิตแห่งที่สอง ต่อจากศูนย์ศึกษาฯเขาหินซ้อนที่มุ่งดำเนินการศึกษาแนวทางและวิธีการที่จะพัฒนาฟื้นฟูสภาพป่าเสื่อมโทรม โดยหาวิธีการที่จะให้เกษตรกรมีส่วนในการปลูก ปรับปรุงและรักษาสภาพป่าพร้อม ๆ กับมีรายได้และผลประโยชน์จากป่านั่นเอง

                                                                                               ....................................................