
หวนรำลึกภาพจำในชีวิต
ไม่ว่ากาลเวลาจะผ่านมาเนิ่นนานสักแค่ไหน ความทรงจำและความรู้สึกปลาบปลื้มปีติยังคงไม่จางหาย...
ภาพจดจำในชีวิตคนคนหนึ่งคงมีมากมาย แต่ที่ประทับใจจนไม่อาจลืม เชื่อว่ามีไม่มากที่สามารถเล่าเรื่องราวได้อย่างไม่จบสิ้น และนำมาซึ่งความทรงจำดีๆ จนถึงชั่วโมงนี้ เช่นบุคคลที่มีโอกาสเข้าเฝ้าฯ รับเสด็จ และถวายงานพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ไม่ว่ากาลเวลาจะผ่านมาเนิ่นนานสักแค่ไหน ความรู้สึกปลาบปลื้มปีติยังคงไม่จางหาย เมื่อย้อนกลับไปทบทวนคราใดก็ช่วยให้ยิ้มได้ พร้อมเกิดแรงบันดาลใจให้น้อมนำพระราชดำรัสครั้งนั้นมาเป็นหลักในการใช้ชีวิต...
พล.ท.ม.ร.ว.สมชนก กฤดากร (ขวาสุด)
พล.ท.ม.ร.ว.สมชนก กฤดากร ผู้ซึ่งเคยร่วมทีมเรือใบในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในการแข่งขันกีฬาแหลมทอง ที่หาดพัทยา จ.ชลบุรี เมื่อเดือนธันวาคม 2510 ย้อนเล่าว่า สมัยนั้นพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี ทรงเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งในทีมชาติไทยด้วย ทั้ง 2 พระองค์พระปรีชาสามารถในการเล่นเรือใบ ซึ่งนับเป็นประวัติศาสตร์ของประเทศไทย ที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 เสด็จฯ มาทรงร่วมการแข่งขันเรือใบเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์
“ส่วนเรื่องราวที่ประทับใจมาจนถึงทุกวันนี้คือเรื่องของน้ำพระราชหฤทัยนักกีฬาที่ผมจำได้อย่างแม่นยำไม่มีวันลืม เรื่องมีอยู่ว่าการแข่งขันตามกติกาสากลของการแข่งเรือใบต้องแข่งทั้งหมด 6 ครั้ง ซึ่งพระเจ้าอยู่หัวกับทูลกระหม่อมฯ ผลัดกันแพ้ผลัดกันชนะ เมื่อรวมคะแนนท้ายที่สุดทรงเสมอกัน คณะกรรมการมีมติเป็นเอกฉันท์ให้ทูลเกล้าฯ ถวายเหรียญทองทั้ง 2 พระองค์ หลังจากนั้นในการเลี้ยงฉลองมีการฉายพระรูปร่วมกับนักกีฬาทุกประเทศแล้ว มีรับสิ่งให้ถ่ายรูปเฉพาะทีมชาติไทยเริ่มตั้งแต่เหรียญทอง แต่พระองค์ท่านไม่เสด็จฯ เข้าร่วม เพราะการแข่งเที่ยวที่ตัดทิ้งไปตามกติกานั้น พระเจ้าอยู่หัวทรงเสียคะแนนมากกว่าเนื่องจากเรือพระที่นั่งล่ม จึงทรงพิจารณาเป็นการส่วนพระองค์ว่าทรงแพ้ทูลกระหม่อม จนเมื่อถ่ายรูปเหรียญเงิน ท่านเข้าไปทรงยืนเป็นคนแรกแล้วกวักพระหัตถ์ให้ผมเข้าไปให้ถ่ายรูปด้วย ตอนนั้นผมลงไปนั่งคุกเข่าเบื้องซ้ายพระองค์ท่าน พระองค์ทรงจับไหล่ขวาแล้วดึงผมขึ้นยืนเสมอ แล้วรับสั่งว่า เวลานี้เป็นนักกีฬาทีมชาติไทยเหมือนกันยศถาบรรดาศักดิ์ไม่เกี่ยว นี่คือน้ำพระราชหฤทัยนักกีฬาอันแท้จริงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของเรา” อดีตนักกีฬาทีมชาติไทยเผยด้วยความภาคภูมิใจ
พล.อ.(จอมพล)ไพโรจน์ พานิชสมัย
ในขณะที่อดีตรองผู้บัญชาการทหารสูงสุดและสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ พล.อ.(จอมพล)ไพโรจน์ พานิชสมัย เล่าด้วยน้ำเสียงเข้มแข็งในแบบฉบับทหารว่า ส่วนตัวมีโอกาสได้เข้าเฝ้าฯ หลายครั้งโดยเฉพาะตั้งแต่ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงยศนายพลทั้งพลตรี พลโท และ พลเอก ก็จะได้เข้าเฝ้าฯ เพื่อแตะบ่า เป็นความรู้สึกภูมิใจและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ด้วยความเป็นทหารทุกครั้งจะมีพระราชดำรัสให้สามัคคีและรักกัน เราเป็นทหารของพระองค์กันอยู่แล้ว ทุกคำที่ตรัสเป็นสิ่งที่รับมาปฏิบัติกันอย่างตั้งใจมั่น ไม่มีเสื่อมคลาย
"มีช่วงหนึ่งของชีวิตที่ได้ทำงานรับใช้พระองค์ท่านอย่างใกล้ชิด คือเป็นเวรราชองครักษ์ที่สวนจิตรลดาแล้วต้องถวายรายงานพระองค์ท่านถึงความเรียบร้อยต่างๆ ใหม่ๆ ก็ไม่กล้าสบตาพระองค์ท่านแต่เมื่อทำบ่อยๆ เขาก็มีความกล้ามากขึ้น และที่ภูมิใจที่สุดในชีวิตคือได้นั่งรถไปกับพระองค์ท่านเพื่อตรวจตราภายในพระตำหนัก พระองค์ท่านจะทรงขับให้พวกเรานั่งแล้วพวกเราก็รับรถพระที่นั่งกลับมา เป็นความภาคภูมิใจสุดและประทับใจมากที่สุด” พล.อ.(จอมพล)ไพโรจน์ กล่าวด้วยน้ำเสียงอิ่มเอมใจปนสั่นเครือ
ธีรวัลคุ์ เตชะอุบล
ด้านคุณแม่ยังสาว "แวว” ธีรวัลคุ์ เตชะอุบล เล่าปริ่มสุขว่า มีโอกาสเข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชหลายครั้ง แต่ครั้งที่รู้สึกประทับใจที่สุดเป็นครั้งที่ได้ถวายงานเนื่องในโอกาสเปิดพิพิธภัณฑ์สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า ภายในที่วังสระปทุม ช่วงนั้นพิพิธภัณฑ์เปิดให้เข้าชมมาระยะหนึ่งแล้ว ในหลวงรัชกาลที่ 9 ได้เสด็จพระราชดำเนินมาทอดพระเนตร ยังความปลาบปลื้มอย่างหาที่สุดไม่ได้
“วันนั้นได้ถวายคำบรรยายอยู่ในส่วนจัดแสดงห้องบรรทม ทรงรับฟังอย่างตั้งพระราชหฤทัย พร้อมรับสั่งถามด้วยทั้งที่เรื่องบรรยายเป็นเรื่องราวที่ทรงทราบดีอยู่แล้ว แต่เราสิรู้สึกตื่นเต้นมากๆ เหมือนจะเป็นลม รู้สึกมือไม้ชาไปหมดแต่ก็พยายามบรรยายอย่างที่ซุ่มซ้อมจนจบ ครั้งนี้ที่ว่าได้เฝ้ารับเสด็จอย่างใกล้ชิดแล้วยังไม่เท่าน้องชายตอนเด็กๆ ที่ได้เฝ้าตอนงานพระราชทานเพลิงศพเผาคุณชวด จำได้ว่าสมเด็จพระเทพฯ ทรงพาน้องไปกราบแทบพระบาทพระองค์ท่าน ทรงลูบหัวแล้วรับสั่งว่าโตขึ้นมาทำงานให้ฉัน...หรืออย่างวันคล้ายวันพระราชสมภพก็มีโอกาสได้ไปเดินแฟชั่นโชว์ แต่ทุกครั้งก็ตื่นเต้นตลอด ได้เห็นกษัตริย์หรือผู้นำระดับโลกมาร่วมงานมากมาย แต่ก็ไม่เท่าได้เห็นในหลวงของเรา ท่านทำให้เรารู้สึกตื่นเต้นมากกว่าใคร แค่ได้ไปยืนโบกธงขณะรถขบวนเสด็จเคลื่อนผ่านก็ปลื้มปีติแล้ว ส่วนตัวชื่นชอบพระราชดำรัสที่ว่า เรื่องที่ยังไม่เกิดก็อย่าเพิ่งพูด เรื่องการใหญ่ก็ให้พูดช้าๆ ชัดๆ แล้วก็เรื่องความพอเพียง” แวว เล่าด้วยน้ำเสียงสั่นเครือพร้อมกับตัวสารภาพว่า ณ เวลานี้ไม่มีใครไม่โศกเคร้า เหมือนความอบอุ่นใจได้หายไป กว่าจะทำใจได้คงอีกนาน...
อาภาศิริ เทพหัสดิน ณ อยุธยา
ไม่ต่างจาก “กบ” อาภาศิริ เทพหัสดิน ณ อยุธยา เล่าว่า ครอบครัวของตัวเองตั้งแต่สมัยคุณทวด คุณปู่ ไล่มาจนถึงคุณพ่อ เป็นทหารมหาดเล็กของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เรื่องของความจงรักภักดีจึงซึมซับและส่งต่อมาถึงรุ่นลูกหลาน สำหรับตัวเองรักพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมาตั้งแต่เด็ก แต่วันที่ตื่นเต้นที่สุดเป็นวันที่จะเข้ารับพระราชทานปริญญาบัตร เมื่อครัั้งเรียนจบจากคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อปี พ.ศ.2535
"ที่ผ่านมาพระองค์ท่านเป็นฮีโร่ของเรามาตลอด พระองค์ท่านทำงานหนักเพื่อคนอื่นแบบไม่หวังอะไรตอบแทน ทรงไม่นึกถึงความเหนื่อยยาก พระองค์ท่านทรงนึกถึงแต่ประชาชนตลอดเวลา วันที่รู้ว่าจะได้เห็นพระองค์จึงเป็นวันที่ตื่นเต้นมากๆ จำได้ว่าตอนยื่นมือออกไปรับปริญญาบัตรจากพระหัตถ์เราเงยหน้าขึ้นมองพระองค์ท่านด้วย ตั้งใจจะมองให้ชัดๆ แบบเต็มตา เพราะไม่รู้ว่าต่อไปจะมีโอกาสดีๆ อย่างนี้อีกหรือไม่ และจากที่เห็นการทรงงานหนัก ก็เริ่มเป็นห่วงกลัวว่า วันหนึ่งพระองค์ท่านจะล้มป่วย กลัวการพลัดพราก กลัวว่าวันหนึ่งท่านจะไม่อยู่กับเรา เรียกว่าทำใจมาบ้างแล้ว แต่เมื่อวันนั้นมาถึงจริงๆ ตอนนั้นทำอะไรไม่ถูกเลยเศร้ามากๆ สติไม่อยู่กับเนื้อกับตัว แต่ก็มาคิดว่าท่านคงไม่อยากเห็นประชาชนของท่านเป็นแบบนั้น ท่านคงอยากเห็นคนไทยรักและสามัคคีกัน ช่วยกันดูแลประเทศต่อไปเหมือนอย่างที่พระองค์ทำมาตลอด" กบเล่าเรื่องราวความประทับใจเคล้าเสียงสะอื้น
ม.ล.เทพฉัตร สวัสดิวัตน์
ด้านคนทำสื่อประชาสัมพันธ์ “คุณดู” ม.ล.เทพฉัตร สวัสดิวัตน์ เล่าด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่า ถ้าไม่มีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ก็คงไม่มีวันนี้ เพราะได้รับพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงเลี้ยงดูมาตั้งแต่คุณพ่อเสีย จำได้ว่าตอนอายุ 7 ขวบ ได้รับพระราชทานทุนการศึกษา เป็นทุนส่วนพระองค์ พอโตขึ้นด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณจึงพยายามยึดหลักที่ท่านสอนคือ เป็นคนดี ไม่ทำให้ใครเดือดร้อน ถ้ามีโอกาสก็ไม่ลืมช่วยเหลือสังคม
“ย้อนไปตอนเรียนเตรียมอุดมศึกษาก็ได้เฝ้ารับเสด็จ พอเข้าจุฬาฯ ก็เป็นหน้าที่ของเด็กปี 1 ที่ต้องเข้าเฝ้าฯ เมื่อพระองค์ท่านเสด็จฯ มา ทุกครั้งรู้สึกดีใจ วันนี้พอไม่มีท่านแล้วรู้สึกใจหาย ไม่อยากเชื่อว่าจะเป็นความจริงขณะเดียวกันเราต้องดูแลคนรอบข้าง คอยให้กำลังใจกัน ผมรู้สึกไม่สบายใจที่มีการต่อว่าคนไม่ใส่เสื้อดำไว้ทุกข์ ไม่ใช่เวลามาตำหนิหรือต่อว่ากัน ทุกคนมีเหตุผลมีความจำเป็น เราต้องต้องสามัคคี พูดจากันดีๆ อย่าเพิ่งไปโมโหหรืออคติ เป็นช่วงเวลาที่ต้องสามัคคีกันไว้ ส่วนคนที่มีจิตอาสานำสิ่งของไปแจกจ่ายก็ต้องสนับสนุน เราต้องก้าวผ่านห้วงเวลาเสียใจนี้ไปให้ได้” ม.ล.เทพฉัตร กล่าว
จินดาภา เทวกุล ณ อยุธยา (เด็กหญิงชุดสีเทา)
ในขณะที่ “จินนี่” จินดาภา เทวกุล ณ อยุธยา หลานสาวคุณตาแก้วขวัญ วัชโรทัย อดีตเลขาธิการพระราชวัง เล่าให้ฟังว่า ด้วยเป็นหลานสาวของคุณตา จึงได้มีโอกาสเข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บ่อยครั้ง เพราะวันคล้ายวันเกิดคุณตาทุกปี พระองค์ท่านจะพระราชทานเลี้ยงให้เสมอ จำได้ว่าครั้งแรกก่อน 10 ขวบ ทุกครั้งที่ได้มีโอกาสเข้าเฝ้าฯ จะภูมิใจและนั่งฟังพระราชดำรัสอย่างตั้งใจ จำได้ว่าทรงเล่าเรื่องราวรอบๆ พระองค์ อย่างเรื่องทรงเลี้ยงคุณทองแดงก็ทรงเล่าให้พวกเราฟังอย่างทรงพระเกษมสำราญ
“ทุกเรื่องที่พระองค์รับสั่งตอนเด็กๆ ก็ยังไม่ค่อยเข้าใจ แต่พอโตขึ้นแล้วได้เข้าเฝ้าฯ รู้เลยว่าทุกเรื่องที่พระองค์ท่านตรัสเป็นเรื่องที่นำมาใช้ต่อในชีวิตประจำวันได้อย่างดี เหมือนเป็นคำสอนที่ใช้ได้ตลอด ตอนนี้พระองค์เสด็จสวรรคต ทุกคำที่ได้ยินจากพระโอษฐ์ยังตราตรึงอยู่เสมอ พร้อมสำนึกพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ ซึ่งถือเป็นบุญของตัวเองและครอบครัวที่ได้รับใช้เบื้องพระยุคลบาท” หลานสาวคุณตาแก้วขวัญ กล่าวในประโยคสุดท้ายที่ได้คุยกัน



