ข่าว

พ่อสอนให้รู้ อยู่อย่างพอเพียง

พ่อสอนให้รู้ อยู่อย่างพอเพียง

17 ต.ค. 2559

พระบรมราโชวาทเกี่ยวกับเศรษฐกิจพอเพียง ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช พระราชทานให้แก่ปวงชนชาวไทยเพื่อนำไปใช้เป็นปรัชญาชี้แนวทางการดำรงชีวิต


               “เศรษฐกิจพอเพียงเป็นเสมือนรากฐานของชีวิต รากฐานความมั่นคงของแผ่นดิน เปรียบเสมือนเสาเข็มที่ถูกตอกรองรับบ้านเรือนตัวอาคารไว้นั่นเอง สิ่งก่อสร้างจะมั่นคงได้ก็อยู่ที่เสาเข็ม แต่คนส่วนมากมองไม่เห็นเสาเข็ม และลืมเสาเข็มเสียด้วยซ้ำ” เป็นหนึ่งในอีกหลายพระบรมราโชวาทเกี่ยวกับเศรษฐกิจพอเพียง ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช พระราชทานให้แก่ปวงชนชาวไทยเพื่อนำไปใช้เป็นปรัชญาชี้แนวทางการดำรงชีวิต
 
ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง (Sufficiency Economy)

               ปรัชญาดังกล่าวถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงอย่างชัดเจนในวันที่ 4 ธันวาคม 2540 เพื่อเป็นแนวทางแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ หลังจากฟองสบู่ที่ก่อหวอดมาจากการไหลบ่าของกระแสทุนนิยมและโลกาภิวัตน์ ทั้งที่จริงๆ แล้วพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระราชดำรัสแก่ปวงชนชาวไทยมาตั้งแต่ปี 2517 โดยเป็นพระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ณ หอประชุมมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม

               แต่ท่ามกลางฟองสบู่ที่กำลังตีฟองและการมุ่งเน้นที่จะสร้างความร่ำรวย มุ่งเน้นสร้างตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ (จีดีพี) ให้ได้ตัวเลขสูงๆ มุ่งที่จะพัฒนาให้ประเทศก้าวทันประเทศอุตสาหกรรมก้าวหน้า จึงทำให้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงไม่ได้รับการตอบรับจากทั้งภาคธุรกิจและภาคประชาชนมากนัก มีเพียงปัญญาชนบางกลุ่มที่ทำแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงไปเชื่อมโยงกับวัฒนธรรมชุมชน จนมีบทบาทต่อการกำหนดอุดมการณ์ในการพัฒนา

               พิษจากวิกฤติเศรษฐกิจในปี 2540 ที่ถูกเรียกขานกันว่า “ต้มยำกุ้ง” จึงทำให้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงกันอย่างกว้างขวาง จากพระราชดำรัสที่ในวันที่ 4 ธันวาคม 2540 เพื่อเป็นแนวทางการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของประเทศไทยให้สามารถดำรงอยู่ได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนในกระแสโลกาภิวัตน์และความเปลี่ยนแปลงในด้านต่างๆ โดยสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้เชิญผู้ทรงคุณวุฒิในทางเศรษฐกิจและสาขาอื่นๆ มาร่วมกันประมวลและกลั่นกรองพระราชดำรัสเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อบรรจุในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 9 เพื่อนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนและความอยู่ดีมีสุขของคนไทย

               พร้อมทั้งได้จัดทำเป็นบทความเรื่อง “ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” และได้นำความกราบบังคมทูลพระกรุณาขอพระราชทานพระบรมราชวินิจฉัย เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2542 โดยทรงพระกรุณาปรับปรุงแก้ไขพระราชทานและทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้นำบทความที่ทรงแก้ไขแล้วไปเผยแพร่ เพื่อเป็นแนวทางปฏิบัติของสภาพัฒน์และทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนประชาชนทั่วไป เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2542

               นอกเหนือจากประเทศไทยที่มีการหยิบยกนำเอาปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็น “ธง” ในการปฏิบัติแล้ว ปรัชญาดังกล่าวยังได้รับการเชิดชูเป็นอย่างสูงจากองค์การสหประชาชาติ ว่าเป็นปรัชญาที่มีประโยชน์ต่อประเทศไทยและนานาประเทศและสนับสนุนให้ประเทศสมาชิกยึดเป็นแนวทางสู่การพัฒนาแบบยั่งยืน

               หลักคิดของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นการเดินทางสายกลางของชีวิตและเพื่อคงไว้ซึ่งทฤษฎีของการพัฒนาที่ยั่งยืน มีจุดเด่นคือ แนวทางที่สมดุลไม่ได้ต่อต้านกระแสโลกาภิวัตน์ สามารถนำประเทศชาติไปสู่ความทันสมัย และก้าวสู่ความเป็นสากลได้ แต่จะช่วยป้องกันการเปลี่ยนแปลงความไม่มั่นคงของประเทศไทย ดังพระบรมราโชวาทที่พระราชทานไว้เมื่อปี 2517 ความตอนหนึ่งว่า

               “...การพัฒนาประเทศจำเป็นต้องทำตามลำดับขั้น ต้องสร้างพื้นฐาน คือ ความพอมีพอกิน พอใช้ของประชาชนส่วนใหญ่เป็นเบื้องต้นก่อน โดยใช้วิธีการและใช้อุปกรณ์ที่ประหยัด แต่ถูกต้องตามหลักวิชา เมื่อได้พื้นฐานมั่นคงพร้อมพอควรและปฏิบัติได้แล้ว จึงค่อยสร้างค่อยเสริมความเจริญและฐานะเศรษฐกิจขั้นที่สูงขึ้นโดยลำดับต่อไป หากมุ่งแต่จะทุ่มเทสร้างความเจริญ ยกเศรษฐกิจขึ้นให้รวดเร็วแต่ประการเดียว โดยไม่ให้แผนปฏิบัติการสัมพันธ์กับสภาวะของประเทศและของประชาชนโดยสอดคล้องด้วย ก็จะเกิดความไม่สมดุลในเรื่องต่างๆ ขึ้น ซึ่งอาจกลายเป็นความยุ่งยากล้มเหลวได้ในที่สุด...”

 

พ่อสอนให้รู้ อยู่อย่างพอเพียง

 

หลักการปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

               เงื่อนไขปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงที่ทรงปรับปรุงพระราชทาน และภาครัฐนำมาใช้ในการรณรงค์เผยแพร่ผ่านสื่อต่างๆ ในนิยาม “3 ห่วง 2 เงื่อนไข อันประกอบด้วยความ “พอประมาณ มีเหตุผล มีภูมิคุ้มกัน” บนเงื่อนไข “ความรู้” และ “คุณธรรม”

               ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา อธิบายไว้ว่า ความพอเพียงหมายถึง ความพอประมาณ ความมีเหตุผล รวมถึงความจำเป็นที่จะต้องมีระบบภูมิคุ้มกันในตัวที่ดีพอสมควร ต่อการมีผลกระทบใดๆ อันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงทั้งภายนอกและภายใน ทั้งนี้ จะต้องอาศัยความรอบรู้ ความรอบคอบ และความระมัดระวังอย่างยิ่งในการนำวิชาการต่างๆ มาใช้ในการวางแผนและการดำเนินการทุกขั้นตอน

               ขณะเดียวกัน จะต้องเสริมสร้างพื้นฐานจิตใจของคนในชาติ โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ของรัฐ นักทฤษฎี และนักธุรกิจในทุกระดับ ให้มีสำนึกในคุณธรรม ความซื่อสัตย์สุจริต และให้มีความรอบรู้ที่เหมาะสม ดำเนินชีวิตด้วยความอดทน ความเพียร มีสติปัญญา และความรอบคอบ เพื่อให้สมดุลและพร้อมรองรับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและกว้างขวางทั้งด้านวัตถุ สังคมสิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรมจากโลกภายนอกได้เป็นอย่างดี

               ในชั้นแรกของประชาชนส่วนใหญ่ยังมีความเข้าใจคลาดเคลื่อนว่า ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นแนวทางที่เหมาะสมกับกลุ่มเกษตรกรเท่านั้น เนื่องจากมักมีการพูดถึงเรื่องของเกษตรทฤษฎีใหม่ควบคู่กันไปด้วย ซึ่งทฤษฎีดังกล่าวก็ถือเป็นส่วนหนึ่งจะการนำเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้ในระดับเกษตรกร โดยมีแนวทาง 3 ขั้นตอน คือ

               ขั้นที่ 1 เป็นแนวทางการจัดการพื้นที่เกษตรกรรมในระดับครอบครัวเพื่อให้พออยู่พอกินสมควรแก่อัตภาพในระดับที่ประหยัดไม่อดอยากและเลี้ยงตัวเองได้

               ขั้นที่ 2 การรวมกลุ่มในรูปสหกรณ์ร่วมแรงในการผลิตจัดการตลาด และพัฒนาสวัสดิการของชุมชนในรูปแบบต่างๆ เป็นการสร้างความสามัคคีภายในท้องถิ่นและเตรียมความพร้อมก่อนก้าวสู่โลกภายนอก

               ขั้นที่ 3 ติดต่อประสานงานกับภายนอก เพื่อจัดหาทุนแหรือแหล่งเงิน เช่น ธนาคาร หรือบริษัท ห้างร้าน เอกชนมาช่วยในการลงทุนและพัฒนาคุณภาพชีวิต

               แต่แท้ที่จริงแล้วแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงสามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้กับคนในสังคมทุกระดับชั้น ตั้งแต่ระดับบุคคล หรือครอบครัว เพียงให้รู้จักความพอและพยายามพัฒนาตนเองให้เข้มแข็งสามารถพึ่งพาตนเองได้ หรือในระดับชุมชนก็สามารถรวมกลุ่มกันทำประโยชน์ มีความเอื้ออาทรต่อกันทำให้เกิดพลังทางสังคม ส่วนในระดับนักธุรกิจควรยอมรับการทำกำไรในระดับพอประมาณ ไม่แสวงหากำไรโดยการเอาเปรียบผู้บริโภค และลงทุนกู้เงินตามความสามารถที่ใช้หนี้ได้ เป็นต้น เช่นเดียวกับในระดับประเทศ เช่น ควรกำหนดนโยบายการเงินการคลังให้อยู่บนความพอดี ระมัดระวังในการเปลี่ยนแปลงแนวนโยบายอย่างรอบคอบ เป็นต้น