ข่าว

ต้นแบบ...วิถีพอเพียง

ต้นแบบ...วิถีพอเพียง

17 ต.ค. 2559

ชาวประมงนักอนุรักษ์และพอเพียง - “บ้านจำรุง” พลังชุมชนพอเพียง - บ้านดู่ฯ ต้นแบบโรงเรียนพอเพียง


ชาวประมงนักอนุรักษ์และพอเพียง

 

               “สุนทร รสดี” หรือ ลุงมุ้ย ยึดอาชีพชาวประมงและทำสวน อยู่ที่บ้านหนองเสม็ด ต.บางสะพาน อ.บางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์ จบการศึกษาเพียงชั้นประถมปีที่ 4 เท่านั้น แต่ใช่ว่าจะเป็นข้อจำกัดในการยืนอยู่ในแถวหน้าของชุมชน เพราะนอกจากการนั่งเป็นประธานกลุ่มอาสาสมัครอนุรักษ์สัตว์น้ำอ่าวบางสะพาน ที่ชาวบ้านในพื้นที่ให้ความเคารพนับถือแล้ว ชายคนนี้ยังผ่านงานอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน, เป็นอาสาพัฒนาชุมชน, อาสาพัฒนาปศุสัตว์ และอาสมัครอนุรักษ์สัตว์น้ำ, ประธานกลุ่มอาสาสมัครพิทักษ์ชายหาด 100 ไมล์ทะเล, ประธานกลุ่มประมงบ้านหนองเสม็ด, ประธานบริหารเงินกองทุนขององค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ พื้นที่อ่าวบางสะพาน (เป็นงบประมาณที่เอฟเอโอให้การสนับสนุน เป็นโครงการแรกในพื้นที่ปกติ)

               นอกจากนี้ ยังได้เป็นตัวแทนของชาวประมงอ่าวบางสะพาน ได้รับทุนจากโครงการจัดการทรัพยากรชายฝั่งไทย-ยุโรป (CHARM) ให้เดินทางไปศึกษาดูงานด้านการประมง ที่ประเทศมาเลเซีย เมื่อปี 2549 เป็นระยะเวลา 10 วัน รวมทั้งเคยได้รับรางวัลสิงห์ทองคำของกรมการปกครองกระทรวงมหาดไทย เมื่อปี 2545 และเข้ารับรางวัลโล่พระราชทาน สถาบันเกษตรกรดีเด่น แห่งชาติสาขาประมง เมื่อปี 2550 จากสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ในพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง

               “ลุงมุ้ย” ถือเป็นแบบอย่างและตัวแทนของความซื่อสัตย์สุจริต และดำเนินชีวิตตามวิถีเศรษฐกิจพอเพียง ยึดการอนุรักษ์ทรัพยากรสัตว์น้ำ โดยรับผิดชอบโครงการธนาคารปูม้า (การเพาะฟักปูม้าที่มีไข่นอกกระดอง) ซึ่งปัจจุบันชาวประมงจับปูม้าที่มีไข่นอกกระดองมาบริโภคและจำหน่าย เป็นต้นตอของทำลายพันธุ์ปูอย่างร้ายแรง ดังนั้น ชายคนนี้จึงตัดสินใจมาเป็นผู้นำให้ชาวประมงร่วมกันบริจาคปูม้าที่มีไข่นอกกระดอง นำมาเพาะฟักที่สำนักงานโครงการจัดการประมงโดยชุมชนอ่าวบางสะพาน อีกทั้งบางครั้งเมื่อเขาออกทะเล หากได้ปูม้าที่มีไข่นอกกระดองมา ก็จะนำมาเพาะฟักและเมื่อมีการฟักออกเป็นตัวแล้วจะปล่อยคืนสู่ธรรมชาติ

 

ต้นแบบ...วิถีพอเพียง

 

               นอกจากนี้ ลุงมุ้ยยังเป็นผู้นำในการรวมกลุ่มชาวประมง ร่วมกันปลูกป่าชายเลน และกันพื้นที่ป่าชายเลนให้เป็นพื้นที่สาธารณะ โดยประสานกับกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ในการจัดทำแนวเขตป่าชายเลขของหมู่บ้านหนองเสม็ด รวมไปถึงเพาะกล้าไม้ชายเลขด้วยตนเอง เพื่อนำมาปลูกในพื้นที่ป่าชายเลนต่างๆ ไม่เพียงเท่านั้น เขายังนำชาวบ้านในหมู่บ้านหนองเสม็ด ออกทำความสะอาดชายหาดบริเวณหน้าหมู่บ้าน ทุกวันที่ 12 ของเดือนเพื่อเป็นการรักษาความสะอาด

               “ลุงมุ้ย” ได้ยึดถือเรื่องของ ”การอนุรักษ์ทรัพยากรสัตว์น้ำ” และยึดถือความพอเพียง มาตลอดระยะเวลาของการทำการประมง ไม่ได้มุ่งที่จะจับสัตว์น้ำขึ้นมาเพื่อหวังผลกำไรมหาศาล อย่างเรือพาณิชย์ ใช้เพียงเรือเล็กที่ออกจับสัตว์น้ำเพื่อหาเลี้ยงครอบครัวเท่านั้น โดยใช้เครื่องมือทำการประมงแบบชาวบ้าน และยังรู้จักเพิ่มปริมาณสัตว์น้ำแทนสัตว์น้ำที่ถูกจับขึ้นมาอีกด้วย

 

“บ้านจำรุง” พลังชุมชนพอเพียง

 

               บ้านจำรุง ต.เนินฆ้อ อ.แกลง จ.ระยอง เป็นอีกหนึ่งชุมชนยึดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในการทำให้สังคมเล็กๆ ที่ผู้คนต่างคนต่างอยู่ ตัวใครตัวมัน หันมาพึ่งพาและช่วยเหลือกัน “ชาติชาย เหลืองเจริญ” หรือผู้ใหญ่ตี๋ แห่งบ้านจำรุง หัวเรี่ยวหัวแรงใหญ่ เล่าว่า ผู้คนในหมู่บ้านแห่งส่วนใหญ่เป็นเกษตรกร ทำสวนยางพารา สวนผลไม้ มีทำนาบ้างนิดหน่อย แต่ระยะหลังหมู่บ้านมีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมหลายอย่าง ผู้คนต่างคนต่างอยู่ ตัวใครตัวมัน กลายเป็นสังคมที่เห็นแก่ตัวกันมากขึ้น จึงมีชาวบ้านกลุ่มหนึ่งปรึกษาหารือกันถึงแนวทางที่จะทำให้สังคมเล็กๆ แห่งนี้พึ่งพาตนเองได้บ้าง

 

ต้นแบบ...วิถีพอเพียง

 

               ในปี 2529 จึงได้แนวทางในการหาทุนเพื่อมาไว้ใช้จ่ายในการพัฒนาหมู่บ้าน กิจกรรมร้านค้าชุมชนเป็นกิจกรรมแรกของหมู่บ้านที่ฝึกฝนและเรียนรู้เรื่องของการรวมตัวกันเป็นกลุ่ม หลังจากที่ดำเนินการไปแล้ว 1 ปี จึงนำกำไรมาตั้งเป็นกองทุนพัฒนาหมู่บ้าน เป็นการเริ่มต้นของการพึ่งพาตนเอง และต่อมาจึงเกิดกลุ่มกิจกรรมตามมาอีกหลายสิบกลุ่ม เพราะทุกคนเห็นประโยชน์ของการที่ได้ร่วมกันคิด ร่วมกันทำ และสุดท้ายร่วมกันรับผลประโยชน์ ทำให้ทุกวันนี้ที่หมู่บ้านจำรุงมีทั้งกลุ่มเกษตรพื้นบ้าน ทำเกษตรอินทรีย์ มีผักผลไม้ปลอดสารเคมีกินทั้งปี มีกลุ่มรวมซื้อรวมขายยางพารา เป็นวิสาหกิจชุมชนที่มีพลังในการต่อรองเรื่องราคาผลผลิต และมีกลุ่มธนาคารต้นไม้ที่ทำให้มีความมั่นคงเรื่องทรัพยากร แถมในฤดูผลไม้ใครที่เยือนหมู่บ้านแห่งนี้จะมีแปลงผลไม้ปลอดสารเคมีไว้ต้อนรับให้เก็บกินกันฟรี

               ผู้ใหญ่ชาติชายบอกว่า แนวทางการพัฒนาบ้านจำรุงได้นำหลักการเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาเป็นแนวทางในการพัฒนาอย่างจริงจัง และยังถ่ายทอดประสบการณ์งานพัฒนาผ่านมหาวิทยาลัยบ้านนอก เพื่อการเรียนรู้ของสังคมให้กับผู้ที่มาศึกษาดูงานและคนในชุมชน หรือแม้แต่อาจารย์มหาวิทยาลัยหลายแห่งก็ให้การยอมรับ จึงได้นำนักศึกษาระดับปริญญาตรีมาอยู่ในหมู่บ้านรุ่นละ 3-4 เดือน หรือระดับปริญญาโทมาใช้เวลาศึกษา 5-6 เดือน จนเกิดการถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์ กลายเป็นองค์ความรู้สำคัญที่มีการเผยแพร่ต่อๆ กันไป

               นอกจากนี้ ผู้ใหญ่ตี๋ยังจัดตั้งธนาคารชุมชน โดยเขาอธิบายถึงแรงผลักดันในเรื่องว่า เมื่อข้อมูลสมุดบัญชีเงินฝากของชุมชน คนที่มีรายได้น้อยส่วนใหญ่จะไม่นำเงินไปฝากธนาคาร เพราะไม่สะดวกในการเดินทาง ดังนั้น ทางเดียวที่คนมีรายได้น้อยจะสร้างระบบออมเงินของตัวเองให้แข็งแรงได้คือ ชุมชนต้องทำหน้าที่นั้น จึงมีการจัดตั้งชุมชนเพื่อให้คนที่มีรายได้น้อยมาฝากเงินเป็นประจำสม่ำเสมอ เมื่อฝากเงินเป็นเวลานานหลายปี จำนวนเงินฝากก็จะมียอดเงินสูงขึ้น และกลายเป็นทุนทางสังคมของชุมชนที่มีเม็ดเงินจำนวนมหาศาล

 

ต้นแบบ...วิถีพอเพียง

 

               “คนจนไม่มีเงินฝากครั้งละหมื่น แต่หากเขารู้จักวินัย รู้จักออม เขาจะมีเงินฝากเป็นแสนได้ นี่เป็นหลักสูตรที่ในหลวงของเราอยากเห็นว่าถ้าคนจนเกิดการรวมตัวกันได้เมื่อไหร่ก็จะมีพลัง พระองค์ท่านจึงได้เน้นเรื่องการรวมตัว ถ้าชุมชนทั่วประเทศทำได้อย่างนี้จะเป็นชุมชนที่เข้มแข็งทั่วประเทศ ถ้าที่ไหนทำไม่ได้มาเรียนรู้ที่บ้านจำรุง โดยไม่ต้องใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ ใช้สมุดเพียง 4-5 เล่ม มีสมุดเงินฝากธนาคารแต่ละคน เพียงเท่านี้ก็สามารถทำได้” ผู้ใหญ่บ้านจำรุงกล่าวพร้อมย้ำว่า ในอนาคตข้างหน้าคนบ้านจำรุงจะเป็นคนที่มีวินัยทางการเงิน มีความรอบคอบระมัดระวังในการใช้จ่ายเงิน

               ทั้งนี้ ปัจจุบันวิถีชีวิตของชาวบ้านจำรุงเป็นชีวิตเกษตรกรรม ทำไร่ ทำนา ประมงพื้นบ้าน ปลูกผัก ทำสวนผลไม้ ยางพารา เป็นหลักในการดำรงชีวิตประจำวัน ใช้หลักพึ่งพาตนเอง ค้าขายที่ไม่เอารัดเอาเปรียบ เน้นหลักการรวมตัวเป็นสำคัญ ทำให้วิถีชีวิตคนจำรุงอยู่กันอย่างมีความสุข

               “เราแปลความเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงว่า พึ่งพาตนเองให้ได้ในวิถีเรา เพราะฉะนั้นทุกเรื่องที่เราทำจึงเน้นการพึ่งพาตนเอง โดยเริ่มที่ตนเองก่อน ผ่านกลุ่มกิจกรรมโยงเป็นเครือข่าย สุดท้ายจึงกลายเป็นความรู้จริงในเรื่องนั้นๆ ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวใช้คำว่ามีภูมิในการคุ้มกันนั่นเอง” ผู้ใหญ่ชาติชาติทิ้งท้าย

 

บ้านดู่ฯ ต้นแบบโรงเรียนพอเพียง

 

ต้นแบบ...วิถีพอเพียง

 

               โรงเรียนบ้านดู่ (สหราษฎร์พัฒนาคาร) เป็นอีกองค์กรหนึ่งที่น้อมนำเอาปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้บริหารจัดการอย่างจริงจัง จนได้รับการยกย่องให้เป็นแบบอย่างแบบอย่างโรงเรียนเศรษฐกิจพอเพียงในปี 2552 จากสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) โดยผู้บริหารโรงเรียน บอกว่า ได้เริ่มใช้หลักเศรษฐกิจพอเพียงในการบริหารโรงเรียนมาได้ 2 ปีแล้ว เพราะต้องการให้การบริหารจัดการโรงเรียนมีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งได้แบ่งการบริหารออกเป็น 2 ส่วน ในส่วนแรกเป็นเรื่องการเรียนการสอน โดยให้ครูทุกคนและทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้สอนเรื่องหลักเศรษฐกิจพอเพียงคือ 3 ห่วง 2 เงื่อนไข ให้แก่นักเรียน เพื่อให้ดำเนินชีวิตอย่างมีเหตุผล รู้จักพอประมาณ มีภูมิคุ้มกันที่ดีในตัวเอง มีความรู้และคุณธรรม

               “โรงเรียนสอนให้นักเรียนดำรงชีวิตอย่างวิถีไทย อยู่อย่างเรียบง่ายและรู้จักพอประมาณผ่านกิจกรรมต่างๆ ได้แก่ ทำการเกษตร ปลูกข้าวในโรงเรียนเนื้อที่ 6-7 ไร่ ปลูกผัก เลี้ยงปลา หมู ไก่และเพาะเห็ดไว้เป็นอาหารกลางวัน มีสหกรณ์โรงเรียน ซึ่งให้นักเรียนทุกคนสมัครเป็นสมาชิกหุ้นละ 10 บาท รวมทั้งมีธนาคารโรงเรียนให้นักเรียนทุกคนมีสมุดเงินฝากประจำตัว และสอนให้มีการเก็บออมในแต่ละวันไว้ในบัญชีเงินฝาก จนปัจจุบันธนาคารโรงเรียนมีเงินฝากทั้งสิ้นประมาณ 4 แสนบาท และในภาคเรียนปี 2553 นี้ก็มีการฝึกอาชีพให้นักเรียน ให้นำผลผลิตมาขายที่สหกรณ์เพื่อสร้างรายได้”

               สำหรับส่วนที่สองเป็นการบริหารจัดการโรงเรียน แบ่งออกเป็น 4 ด้าน ได้แก่ 1.งานวิชาการ 2.การเงิน 3.บุคลากร และ 4.งานทั่วไป โดยด้านวิชาการนั้น ให้ครูสอนนักเรียนเน้นการให้ความรู้คู่คุณธรรม ด้านการเงินยึดหลักการมีส่วนร่วม ความโปร่งใส พอดีและพอประมาณให้ครูทุกคนมีส่วนร่วมพิจารณาจัดสรรเงินลงในโครงการต่างๆ เพื่อไม่ให้งบประมาณมากหรือน้อยเกินไป ขณะที่ด้านบุคลากรให้ครูทุกคนปฏิบัติงานโดยดูถึงความถนัดและความชอบของแต่ละคน และยึดระเบียบและกฎหมายของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) รวมทั้งจรรยาบรรณาวิชาชีพครู อีกทั้งได้ให้ครูปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างแก่นักเรียนในการใช้หลักเศรษฐกิจพอเพียงดำเนินชีวิต รู้จักพอดี พอประมาณ ใช้จ่ายเงินอย่างประหยัดและสะสมเงินไว้เพื่ออนาคต และด้านงานทั่วไปให้นักเรียนมีส่วนร่วมดำเนินกิจกรรมต่างๆ เช่น การจัดตั้งสภานักเรียน กิจกรรมวันสำคัญต่างๆ

               “ผลจากการใช้หลักเศรษฐกิจพอเพียงบริหารโรงเรียน ทำให้นักเรียนมีความสุขและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก็ใช้ได้ ครูได้ทำงานในสิ่งที่ถนัดและชอบ อย่างไรก็ตาม ผลที่ออกมายังไม่ได้เต็มร้อยเปอร์เซ็นต์เป็นแค่บันไดขั้นที่ 1 และ 2 ยังต้องพัฒนาโรงเรียนต่อไปอีก”