ข่าว

ผบ.สส.นำเหล่าทัพยืนถวายอาลัยในหลวง

ผบ.สส.นำเหล่าทัพยืนถวายอาลัยในหลวง

17 ต.ค. 2559

ผบ.ทหารสูงสุด นำเหล่าทัพ ยืนถวายอาลัยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ก่อนประชุม ย้ำ หนุน รบ.-คสช.จัดพระราชพิธีสมพระเกียรติ ให้กำลังพลเป็นแบบอย่าง


 
          17 ต.ค.59-ผบ.ทหารสูงสุด นำเหล่าทัพ ยืนถวายอาลัยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ก่อนประชุม ย้ำ หนุน รบ.-คสช.จัดพระราชพิธีสมพระเกียรติ ให้กำลังพลเป็นแบบอย่าง นำพระราโชวาท-พระราชดำรัส สู่การปฏิบัติ พร้อมรวบรวมสารคดี-หนังสือ เผยแพร่ทั้งในและต่างประเทศ ฐานะทรงเป็นจอมทัพไทย
           พล.อ.สุรพงษ์ สุวรรณอัต ผู้บัญชาการทหารสูงสุด เป็นประธานการประชุมผู้บัญชาการเหล่าทัพ คร้งที่ 1 ประจำปี 2560 โดยมี พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผู้บัญชาการทหารบก พล.ร.อ.ณะ อารีนิจ ผู้บัญชาการทหารเรือ พล.อ.อ.จอม รุ่งสว่าง ผู้บัญชาการทหารอากาศ และ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการทหารเรือ เข้าร่วม ทั้งก่อนเข้าสู่วาระการประชุม พล.อ.สุรพงษ์ ได้นำ ผบ.เหล่าทัพและผู้ร่วมประชุม ยืนถวายความไว้อาลัยและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เป็นเวลา 1 นาที
           หลังจากนั้น พล.อ.สุรพงษ์ แถลงผลการประชุมว่า ก่อนการประชุมในวันนี้ได้ร่วมกันยืนถวายอาลัยและน้อมเกล้าระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงเป็นจอมทัพไทย ทั้งนี้ในที่ประชุมให้ความเร่งด่วนสำคัญสูงสุดในการสนับสนุนคณะรัฐบาลในทุกพระราชพิธีที่ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลพระบรมศพอย่างสมพระเกียรติและเต็มความสามารถ เพื่อถวายความจงรักภักดีแด่องค์จอมทัพไทย
           พล.อ.สุรพงษ์ กล่าวว่า กองทัพไทยและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จะสืบสานพระราชปณิธานในการมุ่งมั่นทำงานเพื่อประโยชน์สุขของพระชาชน อย่างเต็มกำลังความสามารถ โดยจะน้อมนำพระบรมราโชวาทและพระราชดำรัสต่างๆที่ทรงพระราชทานไว้มายึดถือปฏิบัติ รวมทั้งจะเผยแพร่พระมหากรุณาธิคุณอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งจะดำรงความพร้อมในการสนับสนุนรัฐบาลและคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ(คสช.)ในการรักษาความมั่นคงและความสงบเรียบร้อยของประเทศ
 
          พล.อ.สุรพงษ์ กล่าวอีกว่า ในระหว่างนี้จะให้ความสำคัญในการช่วยอำนวยความสะดวกให้กับประชาชนเดินทางไปถวายความอาลัยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช อย่างต่อเนื่ คงใช้เวลาสักระยะหนึ่ง นอกจากนี้จะส่งเสริมให้กำลังพลและครอบครัวพร้อมเชิญชวนคนไทย ร่วมกันตั้งสติในห้วงเวลาโศกเศร้าและน้อมนำพระบรมราโชวาท พระราชดำรัสที่ได้พระราชทานไว้มาปฏิบัติ ทำความดี มีความรักความสามัคคี ร่วมกันพัฒนาประเทศมีความเจริญก้าวหน้า รวมทั้งร่วมกันปกป้องสถาบันหลักของชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ให้คงอยู่คู่พระเทศไทยตลอดไป
           “ได้พูดในที่ประชุมว่าจะส่งเสริมให้กำลังพลและครอบครัวให้เป็นแบบอย่างในการศึกษาในเรื่องที่พระองค์ท่านได้พระราชทานไว้มากมาย เป็นเรื่องที่ดี ทันสมัยกับสถานการณ์ปัจจุบัน คิดว่าเราจะส่งเสริมในเรื่องดังกล่าวให้จริงจังต่อไป และโครงการของพระองค์ท่านทุกโครงการจะดำเนินการอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการเผยแพร่ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ทำมาอย่างเนื่องและขยายต่อไปอีก ทั้งนี้ในการปฏิบัติการรักษาสันติภาพในติมอตะวันออก ซูดาน มีการเผยแพร่และเป็นที่ยอมรับของประชาชนในพื้นที่ และเป็นที่กล่าวถึงในเวลาระหว่างประเทศ” พล.อ.สุรพงษ์ กล่าว
           พล.อ.สุรพงษ์ กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม กองทัพไทยและเหล่าทัพจะสนับสนุนรัฐบาลเรื่องพระราชพิธีอย่างเต็มที่ โดยรัฐบาลมีการตั้งศูนย์บัญชาการติดตามสถานการณ์ที่ทำเนียบรัฐบาล ซึ่งทุกเหล่าทัพจะส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปร่วม ในส่วนการดูแลรักษาความปลอดภัยพระบรมราชวัง ส่งกำลังไปดูแลเต็มที่แล้ว และในส่วนของกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย (กกล.รส.)ส่งกำลังไปเพิ่มเติม ถือเป็นเรื่องที่มีความสำคัญและทุกหน่วยให้ความสำคัญพร้อมให้การสนับสนุนทุกเรื่อง เพื่อบริหารการจัดการให้ดีขึ้นเรื่อยๆ เพื่อให้ประชาชนสะดวกและมีความปลอดภัย
           เมื่อถามว่า กองทัพจะเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในฐานะที่เป็นจอมทัพไทยอย่างไรบ้าง พล.อ.สุรพงษ์ กล่าวว่า ทางเหล่าทัพและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จะรวบรวมพระราชกรณียกิจที่สำคัญๆมาจัดทำเป็นสารคดีและหนังสือเพื่อเผยแพร่พระมหากรุณาธิคุณแพร่หลายทั้งในและต่างประเทศ ต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่งขณะนี้อยู่ในระหว่างรวบรวม คิดว่าเป็นเองที่เป็นประโยชน์และอยากลูกหลาน คนรุ่นต่อไปได้ศึกษา
           เมื่อถามว่า ขณะนี้มีความเคลื่อนไหวที่น่าห่วงหรือไม่ พล.อ.สุรพงษ์ กล่าวว่า ในภาพรวมมีความเรียบร้อยดี มีจิตใจเป็นหนึ่งเดียวเข้ามาถวายความจงรักภักดีอยู่แล้ว ไม่มีอะไรน่าห่วง ส่วนกลุ่มที่พยายามบิดเบือนมีเพียงกลุ่มเล็กๆและได้ทำมาระยะหนึ่ง ก็ติดตามอยู่แต่ไม่มีผลกระทบอะไร ประชาชนส่วนใหญ่มีความจงรักภักดีและทราบซึ้งในพระมหากรุณาธิณ.