พลิกฟื้นชีวิตบนดอยสูง ผ่านแนวคิดเศรษฐกิจชุมชน
“โครงการพระบรมราชานุเคราะห์ชาวเขา” จุดเริ่มต้นของโครงการหลวง สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน
จากการเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมเยียนราษฎรทั่วทุกท้องถิ่นทุรกันดาร ทำให้ทรงทราบถึงปัญหาต่างๆ ของพสกนิกรด้วยพระเนตรพระกรรณของพระองค์เอง อย่างเมื่อครั้งเสด็จพระราชดำเนินไปภาคเหนือ “โครงการพระบรมราชานุเคราะห์ชาวเขา” ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของโครงการหลวงก็เกิดขึ้น จากนั้นจึงมีโครงการต่อเนื่องอีกมากมายเพื่อนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน
โครงการเศรษฐกิจชุมชนบนพื้นที่สูงเป็นหนึ่งโครงการพระราชดำริที่ต้องการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนบนพื้นที่สูง เป็นการดำเนินการเกี่ยวกับการบริการทั้งในด้านการผลิต การบริโภคและการกระจายผลผลิต โดยให้คนในชุมชนมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาพื้นฐานทางเศรษฐกิจชุมชน มุ่งเน้นให้ร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมรับผลประโยชน์บนรากฐานความสามรถจากการใช้ “ทุนของชุมชน” ทั้งที่เป็นสินค้าทุน ทุนทางเศรษฐกิจ และทุนทางสังคม
นั่นคือสมาชิกในชุมชนจะเป็นผู้ตัดสินเองว่าชุมชนสามารถผลิตอะไรได้ตามศักยภาพ ตามทุนที่มีอยู่ในชุมชนและการแบ่งผลประโยชน์กันอย่างไร
นั่นคือชุมชนคิดเอง ทำเอง รับผลประโยชน์เอง ทำให้เกิดกระบวนการพัฒนาขีดความสามารถของคน ครอบครัว และชุมชน จากการสร้างกระบวนการเรียนรู้ เพื่อให้พึ่งตนเองได้ก่อให้เกิดการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม การฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมถึงการอนุรักษ์วัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น
ทั้งนี้ จะเห็นได้ว่าแนวพระราชดำริต่างๆ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่นำมาสู่โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะการพัฒนาชนบทตามแนวพระราชดำริที่เป็นต้นแบบของการนำแนวคิด และวิธีการพัฒนาชนบทอย่างครบวงจร หรือที่เรียกว่า “บริการรวมที่จุดเดียว” เพื่อยกระดับชีวิต ความเป็นอยู่ของประชาชนผู้ยากไร้ ให้สามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืนในพื้นที่ทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ
การส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชนบนพื้นที่สูง เป็นการส่งเสริมด้านสวัสดิการสังคมแก่กลุ่มชนชาวเขาเผ่าต่างๆ ที่อาศัยอยู่บนที่สูงทางภาคเหนือและภาคตะวันตกของประเทศไทย เพื่อยกระดับความเป็นอยู่ให้ดีขึ้น ส่งเสริมให้มีการเรียนรู้ร่วมกันในการพัฒนาศักยภาพและรวมกลุ่มประกอบอาชีพทางเลือกอื่นๆ มีการรวมกลุ่มอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรม ประเพณีท้องถิ่นที่เป็นเอกลักษณ์ของชนเผ่าและมีการถ่ายทอดให้แก่คนรุ่นหลังสืบต่อกันไป อีกทั้งยังส่งเสริมบทบาทของชุมชนให้เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชนของตนเอง มีการบริหารจัดการสินทรัพย์ที่มีอยู่อย่างสอดคล้องกับวิถีชีวิตของคนในชุมชนโดยยึดหลักตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง
จากนโยบายของภาครัฐที่ต้องการสนับสนุนงานโครงการหลวงและขยายผลโครงการหลวงในการพัฒนาเศรษฐกิจสังคมและสิ่งแวดล้อมบนที่สูงของประเทศไทยให้เกิดผลสัมฤทธิ์อย่างยั่งยืน จึงมีพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 15 ตุลาคม 2548 เพื่อเป็นกระบวนการและกลไกในการเสริมสร้างงานวิจัยและพัฒนาเพื่อให้ได้มาซึ่งนวัตกรรมใหม่ การเสริมสร้างและการรักษาภูมิปัญญาท้องถิ่น การเก็บรักษาคุณค่าของความหลากหลายทางชีวภาพ การถ่ายทอดองค์ความรู้จากโครงการหลวงและการผสมผสานกับภูมิปัญญาท้องถิ่น การเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนบนพื้นที่สูง ตลอดจนส่งเสริมการมีส่วนร่วมในการฟื้นฟู ป่าต้นน้ำลำธาร รวมทั้งการแลกเปลี่ยนทางวิชาการในระดับนานาชาติเพื่อให้เกิดการพัฒนาองค์ความรู้และนวัตกรรมใหม่ๆ ในอันที่จะก่อให้เกิดประโยชน์ให้แก่ประเทศชาติได้กว้างขวางมากยิ่งขึ้น
เจ้าหน้าที่สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) เล่าว่า จุดประสงค์หลักของโครงการพัฒนาพื้นที่สูงต้องการพัฒนาให้เกิดความสมดุลและการเติบโตอย่างยั่งยืนใน 3 ด้าน คือ 1.เศรษฐกิจของครัวเรือนและชุมชน 2.ความเข้มแข็งของสังคมและชุมชน รวมไปถึงคุณภาพชีวิตและอื่นๆ และ 3.สิ่งแวดล้อมและวัตถุประสงค์หลักของชาวบ้าน โดยภารกิจของโครงการจะเน้น 2 เรื่องหลักคือ 1. สนับสนุนงานของโครงการหลวงในการวิจัยและพัฒนาให้เกิดความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง และ 2.ขยายผลงานโครงการหลวงที่เห็นว่าเหมาะสมไปสู่ชุมชนพื้นที่สูงอื่นๆ
สิ่งที่สถาบันทำในโครงการหลวงด้านงานวิจัย คือการมุ่งงานวิจัยเชิงบูรณาการของโครงการหลวง เช่น งานวิจัยและพัฒนาโรงเรือน การฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์ของดินในโครงการหลวง เป็นต้น ส่วนเรื่องการพัฒนาก็มีการสนับสนุนเรื่องการเป็นศูนย์เรียนรู้ เพราะโครงการหลวงตั้งมานาน มีองค์ความรู้และประสบการณ์มากมาย ขณะเดียวกันก็มีคนมาศึกษาจากโครงการหลวงเพื่อนำไปปรับใช้ให้ตรงจุดกับตัวเอง ซึ่งตรงนี้ก็พัฒนาเป็นศูนย์เรียนรู้ ไม่ว่าจะในด้าน ความพร้อมทางด้านกิจกรรม การเรียนรู้ มีวิทยากรถ่ายทอดความรู้ มีเกษตรกรที่ประสบความสำเร็จมาให้ความรู้ เมื่อก่อนศูนย์ก็เอาชาวเขาจากที่อื่นมาเรียนรู้
นอกจากนี้ศูนย์ยังทำหน้าที่สนับสนุนการพัฒนาเชิงบูรณาการ คือ ให้มีการวางแผนการทำงานร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ที่ชัดเจนในพื้นที่ระดับชุมชนแต่ละแห่ง ตั้งแต่ระดับจังหวัด ระดับอำเภอ ระดับชุมชน โดยมีแผนแม่บทที่ศูนย์ทำไว้ ซึ่งเปิดโอกาสให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการกำหนดแผนพัฒนาตนเองในแต่ละชุมชน ให้ชุมชนในโครงการหลวงรู้จักการทำแผนพัฒนาของเขาเอง และหากต้องการสิ่งใดที่จำเป็นก็สามารถขอรับการสนับสนุนจากหน่วยงานภายนอก
สำหรับผลที่ได้คือ ชาวบ้านมีการทำงานบนฐานความรู้ที่ได้รับจากโครงการหลวง ได้รับความรู้จากโครงการหลวงไปใช้ และนำความรู้จากท้องถิ่นไปใช้ด้วย โดยศูนย์เข้าไปช่วยฟื้นฟูนำเอาความรู้ในท้องถิ่นมาปรับใช้ด้วย ทำให้ปัจจุบันชุมชนสามารถเกิดกระบวนการเรียนรู้ นำความรู้ที่ได้ไปปฏิบัติเป็นอาชีพสร้างรายได้
สำหรับอุปสรรคในการทำงานนั้น เนื่องจากพื้นที่เป้าหมายเป็นพื้นที่สูงบนภูเขา ทำให้การเดินทางยากลำบากต้องใช้เวลานาน และในเรื่องการสื่อสารกว่าจะทำให้ชุมชนเข้าใจก็ต้องใช้เวลาเช่นกัน แต่เมื่อใช้ชื่อโครงการหลวงเข้าไป ชาวบ้านก็ให้ความร่วมมืออย่างดี รวมทั้งหน่วยงานต่างๆ ก็ให้ความร่วมมืออย่างมาก อย่างไรก็ตาม อุปสรรคที่สำคัญที่สุดคือเรื่องระยะทาง เพราะมีความเกี่ยวข้องในเรื่องการขนส่งสินค้าอย่างพวกพืชอาหารจะเน่าเสียง่าย ทำให้ต้นทุนค่าขนส่งสูงมาก แต่ปัจจุบันก็มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาช่วยดูแลปรับปรุงให้ดีขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นกรมทางหลวงชนบท ฝ่ายทหารก็เข้ามาช่วยในเรื่องความมั่นคงในหลายๆ พื้นที่
“เรากำลังมองว่าทำอย่างไรงานบนพื้นที่สูงจึงจะพัฒนาและเกิดความสมดุลทำให้คนอยู่กับสิ่งแวดล้อมได้อย่างยั่งยืน ดูทั้งระบบ ตอนนี้เรามองถึงในระบบชุมชนเลย จะทำยังไงให้เขาหันมาดูทั้งชุมชน ทำยังไงจะรักษาไว้อย่างยั่งยืน ให้เป็นระบบ โดยเริ่มจากระบบก่อน จากเครือข่ายเรียนรู้ในชุมชนต่างๆ” เจ้าหน้าที่สถาบันกล่าว
สำหรับการขยายผลของโครงการเศรษฐกิจชุมชนบนพื้นที่สูงนั้น โครงการหลวงหนองหอยนับเป็นหนึ่งในผลพวงดังกล่าว โดยโครงการดังกล่าวเป็นศูนย์ส่งเสริมที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 1 ของโครงการหลวง โดยมีการส่งเสริมสินค้าผักและผลไม้ ทั้ง องุ่น พลับ อาโวคาโด บ๊วย แต่สินค้าหลักๆ ของโครงการหนองหอยคือ ผัก เพราะเป็นพื้นที่ส่งเสริมที่เยอะที่สุด ในวันนี้เท่าที่เข้าไปสัมผัสชาวบ้านเริ่มแข็งแรงพึ่งพาตนเองได้แล้ว
ทั้งนี้ ในช่วงแรกของโครงการไม่มีเรื่องการท่องเที่ยว มีบ้างที่ทำอยู่ก่อนหน้าก็เล็กๆ น้อยๆ เช่น ลานกางเต็นท์ หลังจากที่เข้ามาก็นำนโยบายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มาใช้ดำเนินการดึงนักท่องเที่ยวขึ้นมา แล้วนำรายได้มาสู่ชุมชน ตอนนี้ขยายผลจากการกางเต็นท์ มาสู่การดึงนักท่องเที่ยวเข้าพักกับชาวบ้าน บ้างก็มีรถบริการนำเที่ยว อันคือเป้าหมายของโครงการหลวง
“เป้าหมายหลักอยู่ที่ชาวบ้าน ตรงนี้คือเป้าหมายหลักของโครงการหลวง เป็นการนำการท่องเที่ยวเข้ามาเมื่อชาวบ้านพร้อม เริ่มช่วยตัวเองได้ เริ่มปลูก ส่งออก คือทำงานให้โครงการหลวงเลย ผมทำหน้าที่ของโครงการหลวงมากว่า 20 ปี อาศัยอยู่ที่นี่มากว่า 8 ปี โดยจากเดิมเกษตรกรมีการทำงานเป็นระบบที่ดีอยู่แล้ว บวกกับโครงการเข้ามาช่วยเหลือ จึงทำให้มีวิถีชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้น แรกๆ ที่โครงการหลวงเข้ามาจะส่งเสริมผักเป็นหลัก หลังจากนั้นก็เริ่มมีผลไม้ตามมา แต่ผลไม้ราคาไม่ดีเท่าผัก จึงส่งเสริมผักเป็นหลัก”
ด้านอนันต์ อมรศักดิ์ หนึ่งในผู้ร่วมงานในโครงการหลวงดังกล่าว เล่าว่า เริ่มแรกทำงานช่วยโครงการหลวงในด้านผักเมืองหนาวเกือบทุกชนิด ที่นี่เป็นหมู่บ้านที่ผักเยอะที่สุดในหมู่โครงการหลวง ต่อมาก็เป็นผลไม้ที่เข้ามาเมื่อ 10 ปีที่แล้ว เป็นพวก อาโวคาโด บ๊วย แต่ก็ไม่ค่อยประสบความสำเร็จเพราะขายไม่ได้มากไม่เหมือนผัก ส่วนใหญ่แล้วที่นี่เน้นผักเป็นส่วนใหญ่
แต่หลังจากอาจารย์ธุรพล สิทธิโครงตั้ง จากโครงการหลวงเข้ามาช่วยพัฒนา และเปลี่ยนแปลงพื้นที่บริเวณนี้ให้เป็นการท่องเที่ยวเชิงเกษตรดึงนักท่องเที่ยวมาชมผักผลไม้ โดยโครงการหลวงเข้ามาช่วยเหลือด้านการสร้างถนน เพราะเมื่อก่อนนั้นถนนยังเป็นดินลูกรังพอโครงการหลวงเข้ามาก็ได้สร้างถนนลาดยางด้วย และเมื่อก่อนชาวบ้านที่นี่ปลูกฝิ่น แต่หลังจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานผักมาให้ปลูกแทนฝิ่นชีวิตความเป็นอยู่ก็ดีขึ้น



