
ทำด้วยรัก ถึงดวงใจของลูก
พสกนิกรจากทั่วทุกสารทิศยังคงเดินทางมาหา “ดวงใจของประชาชน” ไม่ขาดสาย เพื่อถวายสักการะและถวายความลัยแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
ในวันที่ฟ้ายังร่ำไห้ เหล่าพสกนิกรจากทั่วทุกสารทิศยังคงเดินทางมาหา “ดวงใจของประชาชน” ไม่ขาดสาย ตลอดสองข้างทางบริเวณท้องสนามหลวงผู้คนยืนนิ่งสงบอย่างเป็นระเบียบ เฝ้ารอคอยเวลาที่จะได้เข้าไปลงนามถวายความอาลัย และสักการะพระบรมศพของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช อย่างใกล้ชิดที่สุดเท่าที่จะไปถึง หลายคนเลือกที่จะสวดมนต์ภาวนาและนั่งมองไปที่พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ในจุดหมายเดียวกันความรู้สึกของทุกคนระทมทุกข์ สลับอุ่นใจเป็นครั้งคราวเมื่อคิดว่าตอนนี้ได้อยู่ใกล้ๆ พระมหากษัตริย์ที่ทุกคนรักและเทิดทูนเหนือเกล้าเหนือกระหม่อมแล้ว
ริชาร์ด มอร์ทีเมอร์
ริชาร์ด มอร์ทีเมอร์ วัย 45 ปี ชาวอังกฤษ ซึ่งอาศัยอยู่ในเมืองไทย 22 ปี สวมชุดสูทสุภาพเดินทางมารอลงนามถวายความอาลัยตั้งแต่เช้าตรู่ เผยด้วยสีหน้าซึมเศร้าที่ได้รับรู้เรื่องราวการเสด็จสวรรคต เขายอมรับว่าแม้เป็นชาวต่างชาติแต่ก็รู้สึกใจสสายเหมือนพี่น้องคนไทย ในวัฒนธรรมชาวตะวันตกการสูญเสียครั้งนี้จะคิดว่าเป็นโอกาสที่พระองค์จะได้ไปอยู่กับแม่บนสวรรค์ แต่เมื่อเกิดขึ้นจริงๆ แล้วเป็นเรื่องที่ทำใจยาก ไม่มีใครอยากให้พระองค์ไปไหน
“ตั้งใจมาร่วมถวายความอาลัย เพราะพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชของคนไทย ทรงเป็นในหลวงในใจผมด้วย อังกฤษก็มีสถาบันพระมหากษัตริย์เช่นกันผมจึงเข้าใจและเสียใจแทนคนไทยสิ่งที่ท่านสร้างให้ประชาชนมีมากมาย ทุกครั้งที่ประชาชนของพระองค์มีปัญหาท่านสามารถแก้ให้ได้ทุกเรื่อง ส่วนตัวชื่นชอบหลักเศรษฐกิจพอเพียงที่ทรงคิดให้ประชาชนใช้ชีวิตอย่างพอเพียง อย่างผมเวลาไปซื้อของตามห้างขนาดช่วงเซลล์ก็คิดแล้วคิดอีก จับๆ วางๆ สุดท้ายก็ตัดสินใจไม่ซื้อเพราะคิดถึงคำว่าพอเพียงของพระองค์ท่าน ถ้าเราไม่จำเป็นต้องใช้สิ่งนั้นก็ไม่จำเป็นต้องซื้อ นี่คือเรื่องง่ายๆ ที่ประทับใจและใช้ประโยชน์ได้จริงในชีวิตประจำวัน” หนุ่มใหญ่ชาวเมืองผู้ดีแต่หัวใจไทยกล่าว
เอื้อมพร ประวัติศิลป์
เช่นเดียวกับความเศร้าของ เอื้อมพร ประวัติศิลป์ อายุ 35 ปี ที่เดินทางมาจากบ้านย่านพระราม 2 กล่าวด้วยน้ำตานองหน้าว่า ตั้งใจจะเดินทางมาสักการะพระบรมศพ มาถึงที่นี่ตั้งแต่ 6 โมงเช้า เพื่อต่อแถวรอเข้ามาด้านใน เชื่อว่าทุกคนที่มารู้สึกเสียใจกับความสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่นี้ แต่เชื่อแน่ว่าทุกคนมีพระองค์ท่านอยู่ในใจเสมอ
“ตอนที่เข้าไปกราบพระองค์ท่านด้านใน ตอนนั้นกล่าวขอบคุณพระองค์ท่านที่ดูแลเราและประชาชนคนไทยมากว่า 70 ปี และจากนั้นไปจะน้อมนำคำสอนของพระองค์ท่านไปใช้ทั้งในเรื่องของเศรษฐกิจพอเพียง ความซื่อสัตย์ รวมไปถึงการทรงงานของพระองค์ท่านด้วย” สาววัย 35 ปี กล่าวด้วยความปลาบปลื้ม
ชนกนันท์ โชติกิจสมบูรณ์ และเพื่อน
ไม่ต่างจาก ชนกนันท์ โชติกิจสมบูรณ์ ที่เดินทางมาจาก จ.ภูเก็ต พร้อมกับเพื่อนๆ อีก 2 คน กล่าวว่า เดินทางมาจากภูเก็ตตั้งแต่ช่วงเที่ยงคืน มาถึงสนามหลวงประมาณ 04.00 น. ก่อนจะเข้ามาที่นี่ยังมีโอกาสได้รับเสด็จสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีด้วย จากนั้นมาต่อแถวตั้งแต่ 07.00 น. กว่าจะได้เข้ามาก็ประมาณ 09.30 น. คนมากันเยอะมากๆ ทุกคนตั้งใจมา ทุกคนร้อน แต่ก็มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อกัน อย่างด้านนอกก็มีวินมอเตอร์ไซค์บริการรับส่งฟรีด้วย
“ดีใจที่มีโอกาสมากราบพระองค์ท่าน ระหว่างก้มลงกราบได้อธิษฐานบอกพระองค์ท่านว่า เราเกิดในรัชกาลของท่าน เราจะระลึกถึงพระองค์ท่าน พระองค์ท่านจะอยู่ในใจเราเสมอ และเราจะน้อมนำคำสอนของพระองค์ท่านไปสั่งสอนลูกหลานให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้” ชนกนันท์กล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ พร้อมโชว์พระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ภูมิพลอดุลยเดช กับคุณทองแดงสุนัขทรงเลี้ยง ซึ่งเป็นภาพที่วางไว้ในห้องทำงานเป็นประจำเพื่อความเป็นสิริมงคล
ขณะที่ “น้องอินดี้” อินทราดล บุญขันธ์ วัย 8 ขวบ เดินทางมาพร้อมคุณพ่อคุณแม่ คุณตาและคุณยาย จากบ้านย่านหนองจอกตั้งแต่เช้าตรู่ บอกว่า รักในหลวงมาก ตอนรู้ข่าวว่าเสด็จสวรรคตรู้สึกเสียใจมาก วันนี้มากราบขอให้พระองค์ท่านไปสวรรค์ และต่อจากนี้ไปจะทำตัวเป็นคนดี เชื่อฟังพ่อแม่เพื่อในหลวงในดวงใจ
บุญชู ดีดวงพันธ์
แม้เนื้อตัวจะเปียกปอนผู้ไม่ย่อท้อต่อสายฝนอย่าง บุญชู ดีดวงพันธ์ อายุ 34 ปี สาวโรงงานจาก จ.สมุทรปราการ ก็ยังต่อแถวรอตั้งแต่เช้าหลังจากเลิกงานเพราะตั้งใจมาถวายสักการะพระบรมศพเป็นครั้งสุดท้าย
“ตอนนี้ที่บ้านเกิด จ.มุกดาหาร ก็น้อมนำแนวเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ด้วย ทั้งทำไร่มัน ไร่อ้อย สวนยาง เลี้ยงหมู ขุดบ่อปลา ซึ่งทุกครั้งที่กลับไปจะมีความสุขมาก และตั้งใจว่าเร็วๆ นี้จะกลับไปใช้ชีวิตที่บ้านเกิดโดยยึดหลักความพอเพียงอย่างที่พระองค์ท่านสอน” บุญชูบอกอย่างชัดถ้อยชัดคำ
ความรู้สึกดังกล่าวไม่ต่างจาก เอกชัย ทังนิธิรัตน์ ที่มาพร้อมกับ เอื้ออารีย์ อวนศรี ทั้งคู่บอกว่า ตั้งใจมาตั้งแต่เมื่อวานแต่ทราบข่าวช่วงบ่ายแล้วจึงคิดว่ามาไม่ทัน จึงตั้งใจจะมาวันนี้ให้ได้ โดยมาต่อแถวรอตั้งแต่ 8 โมงเช้า แม้ขณะฝนตกหนักก็กางร่มยืนรอไม่คิดจะถอดใจแม้แต่น้อย
“แม่เล่าเรื่องราวของพระองค์ท่านให้ฟังตั้งแต่เด็ก บวกกับเห็นพระราชกรณียกิจของพระองค์ท่านจากทีวีทำให้รู้ว่าพระองค์ท่านทรงงานเยอะมาก วันนี้พระองค์ท่านไม่อยู่แล้ว จึงตั้งใจมากราบพร้อมอธิษฐานขอให้ไปสู่สรวงสวรรค์ และชีวิตที่เหลืออยู่จะน้อมนำแนวพระราชดำริของพระองค์ท่านมาใช้ อย่างเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง สามารถนำมาปรับใช้กับเรื่องการใช้เงิน คือก่อนจะซื้ออะไรต้องคิดก่อนว่าจำเป็นหรือไม่” คู่หนุ่มสาวบอกอย่างนั้น
กุสุมา โลมประโคน
เหนือจากความโศกเศร้า คือน้ำใจคนไทยที่มีอยู่ทั่วทุกบริเวณ ทั้งน้ำดื่ม ผ้าเย็น รถรับส่งฟรี เกิดขึ้นจากความตั้งใจ “ทำดีเพื่อพ่อ” ตามที่พนักงานธนาคารวัย 30 ปี “บีม” กุสุมา โลมประโคน กล่าวด้วยความรู้สึกเศร้าใจว่า แม้ทุกวันนี้ยังร้องให้อยู่ จิตใจห่อเหี่ยวอย่างบอกไม่ถูก รักในหลวงเกินกว่าจะบรรยายเป็นคำพูดได้หมด แต่ก็ไม่อยากเสียใจอยู่เฉยๆ เลยชวนกลุ่มเพื่อนๆ ที่รู้จักกันผ่านโลกโซเชียล ส่วนใหญ่ไม่รู้จักกันแต่มาด้วยความตั้งใจเดียวกันถวายความอาลัย
“เหมือนใจสลาย ไม่รู้น้ำตามาจากไหนมากมาย พวกเราคุยกันว่าจะลงขันหาข้าวและน้ำดื่มมาแจกคนที่มาเพื่อถวายเป็นพระราชกุศล ไม่ได้หวังอะไรแต่ทำด้วยความรักที่มีต่อพระองค์จริงๆ ทั้งตัวเองและที่บ้านก็น้อมนำคำสอนท่านมาใช้อยู่แล้ว ที่บ้านทำไร่นาสวนผสมบนพื้นที่ 2 ไร่ แม้จะดูเล็กๆ แต่ถ้าทำดีๆ ก็สามารถเลี้ยงพวกเราได้อย่างไม่เดือดร้อน นอกจากนี้ยังทำพลังงานสะอาดโซลาร์เซลล์ปั่นไฟใช้เองด้วย” บีม เผยแนวทางการใช้ชีวิตนับจากนี้
หลังจากปิดตัวเองอยู่ในความโศกเศร้าระยะหนึ่ง “โจ” ไกรรพี ไชยจิตต์ วัย 38 ปี ผู้กำกับสารคดีและสร้างสรรค์สื่อโฆษณา ตัดสินใจออกมาภายนอกพร้อมกับนำน้ำดื่ม ยาแก้ปวด และผ้าเย็นมาแจกจ่ายให้ผู้คนที่มาร่วมถวายความอาลัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศด้วยใจตั้งมั่นอยากทำความดีถวาย สานต่อภารกิจตอนน้ำท่วมใหญ่ปี 2554 ที่ได้รวมกลุ่มเพื่อนๆ และอาสาสมัครระดมทุนซื้อหาสิ่งของจำเป็นไปมอบให้ชาวบ้านที่เดือดร้อน และครั้งนี้ด้วยความจงรักภักดีจึงอยากนำสิ่งจำเป็นเบื้องต้นมาร่วมถวายความอาลัยได้ใช้บรรเทาความเมื่อยล้าและดับกระหาย
“ผมมาตั้งโต๊ะแจกของตั้งแต่ 5 โมงเย็นแจกจ่ายไปเรื่อยๆ จนกว่าจะหมด ตั้งใจจะทำแบบนี้ 1 สัปดาห์ ปกติกลุ่มเราจัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติทุกปี ทำหนังสั้นบ้าง เชิญชวนปลูกป่าถวายบ้าง หรือกิจกรรมเพื่อสังคมอื่นๆ พระองค์ท่านทรงเป็นต้นแบบที่ดีงามที่สุดเท่าที่ในโลกนี้จะมี ไม่ว่าจะเป็นคำสอน การตั้งเป้าหมายชีวิต การทำความดี คำสอนท่านไม่เคยล้าสมัยและเป็นแรงบันดาลใจให้คนทุกรุ่น สิ่งหนึ่งที่ผมประทับใจที่สุดคือคำสอนที่ว่าเราไม่สามารถทำให้ทุกคนเป็นคนดีได้ แต่เราสามารถส่งเสริมคนดีให้ได้ปกครองบ้านเมือง...ทำให้รู้สึกว่าคำคำนี้สร้างแรงบันดาลใจให้ใครหลายคนอยากส่งเสริมคนดีให้ได้มีอำนาจปกครอง กีดกันคนไม่ดีไม่ให้มีอำนาจ” โจ กล่าว พร้อมบอกด้วยว่าวันที่แรกที่ทราบข่าวเสด็จสรรคตแทบไม่ออกจากบ้านไปไหนเลย รู้สึกช็อก แต่ใจหนึ่งคิดว่าเมื่อถึงเวลาใครก็ห้ามไม่ได้ แต่การจากไปของพระองค์จะไม่สูญเปล่า เพราะคุณงามความดีที่ทรงทำไว้เพื่อพสกนิกรจะยังคงอยู่ชั่วนิรันดร์
ปิดท้ายที่ขบวนปั่นจักรยานจากย่านประชาชื่นมุ่งหน้าสู่พระบรมมหาราชวังเพื่อร่วมถวายความอาลัยด้วยความรักที่มีต่อพระเจ้าแผ่นดิน และแม้ตลอดเส้นทางจะหลบเลี่ยงผู้คนที่มาชุมนุมเรือนหมื่นก็ไม่เป็นอุปสรรค เบญจพร เบญจาธิกูล วัย 59 ปี หัวหน้าชมรมประชาชื่น ยอมรับว่าเสียใจที่สุดในชีวิตอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน สิ่งที่จะทำนับจากนี้ไม่ว่าตัวเองหรือใครก็ตาม อยากให้ยึดหลักของประเทศเป็นที่ตั้ง เพราะตอนนี้อาจจะมีข่าวสารแปลกๆ ไม่สู้ดีออกมาเป็นระยะ ทุกคนต้องมีสติ จะครองชีวิตอย่างไรให้ผ่านพ้นห้วงเวลาแสนเศร้าครั้งนี้ไปได้
“พวกเราอยู่ระหว่างทุกข์ใจ อย่าให้อะไรมาซ้ำเติมอีกเลย เราต้องเข้มแข็ง วันนี้เราปั่นจักยานมา ไม่รู้สึกหนื่อยเลย แม้จะได้มาอยู่แค่รอบนอกกำแพงพระบรมมหาราชวังก็สามารถแสดงพลังความรักได้ อยากจะบอกว่า พระองค์ทรงเป็นต้นแบบ เป็นบุคคลที่หาไม่ได้อีกแล้วบนโลกใบนี้ คือผู้เสียสละอย่างยิ่งใหญ่อย่างที่ไม่มีใครเทียบได้ เราต้องทำความดีด้วยการเดินตามรอยเท้าของพ่อ นั่นเป็นสิ่งที่ทำได้ง่ายที่สุด” ประธานกลุ่มประชาชนกล่าวพร้อมฝืนยิ้มทั้งน้ำตาคลอเบ้า



