
“เขาชะงุ้ม”ต้นแบบฟื้นฟูดินเสื่อมโทรม
โดย - โต๊ะข่าวเกษตร
“…ให้ดำเนินการศึกษาหาวิธีการปรับปรุงบำรุงดินเสื่อมโทรม ให้สามารถใช้ประโยชน์ในการเพาะปลูกได้ ทดสอบ วางแผนและจัดระบบปลูกพืชที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ โดยดำเนินการในลักษณะศูนย์สาขาของศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยทรายฯ…”
พระราชดำรัสความตอนหนึ่ง ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ วันที่ 26 พฤศจิกายน 2529 ภายหลังเกษตรกรในพื้นที่ ต.เขาชะงุ้ม อ.โพธาราม จ.ราชบุรี รวมทั้ง พลตำรวจตรีทักษ์ ปัทมสิงห์ ณ อยุธยา ได้น้อมเกล้าฯ ถวายที่ดินบริเวณดังกล่าว รวมเนื้อที่จำนวน 849 ไร่ 3 งาน 22 ตารางวา ซึ่งเดิมพื้นที่เกือบทั้งหมดเป็นฟาร์มปศุสัตว์เสื่อมโทรม สภาพดินเป็นดินร่วนปนทราย ปนกรวด มีชั้นดินดานแข็ง หน้าดินตื้น ขาดความอุดมสมบูรณ์ แห้งแล้งไม่สามารถเพาะปลูกได้ (งานส่งเสริมการ เกษตร ปี 2551 สำนักงานเกษตร อ.โพธาราม จ.ราชบุรี)
เมื่อพระองค์ท่านได้รับรู้ปัญหาต่างๆโดยเฉพาะสภาพดินที่เสื่อมโทรม อันส่งผลกระทบต่อการประกอบอาชีพของประชาชน จึงทรงมีพระราชดำริให้ดำเนินการศึกษาหาวิธีการปรับปรุงดินเสื่อมโทรม ให้กลับมาใช้ประโยชน์ในการเพาะปลูกได้อีกครั้ง รวมทั้งได้มีพระราชดำริเพิ่มเติมในการใช้หญ้าแฝกป้องกันการพังทลายของดิน และการปลูกแฝกเพื่อรักษาความชุ่มชื้น ป้องกันดินถูกกัดเซาะเป็นร่องลึก
โครงการศึกษาวิธีการฟื้นฟูที่ดินเสื่อมโทรมเขาชะงุ้ม อันเนื่องมา จากพระราชดำริ หรือ ศูนย์การศึกษาฯฟื้นฟูที่ดินเสื่อมโทรมเขาชะงุ้มฯ จึงเกิดขึ้นในปีถัดมา โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งมีกรมพัฒนาที่ดินเป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินตามแนวพระราชดำรัสของพระองค์ อีกทั้ง เป็นการเฉลิม พระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ในวโรกาสพระชนมายุครบ 60 พรรษา และพระราชพิธีมังคลาภิเษก
โดยโครงการฯ ดำเนินนโยบายตามพระราชดำรัสของพระองค์ ที่ให้พัฒนาที่ดินแปลงดังกล่าวเป็น 3 ส่วน คือ ให้ฟื้นฟูสภาพป่า ดำเนินการพัฒนา และปล่อยไว้ในสภาพเดิม ภายใต้หลักเกณฑ์ที่ว่า
1.ใช้ชื่อโครงการศึกษาวิธีการฟื้นฟูที่ดินเสื่อมโทรมเขาชะงุ้ม อันเนื่องมาจากพระราชดำริ
2.แนวทางการฟื้นฟูให้พัฒนาแหล่งน้ำเป็นที่ปลูกไม้ยืนต้นให้มีความชุ่มชื่น สวยงามตามธรรมชาติ
3.การศึกษาปรับปรุงบริเวณที่ดินเสื่อมโทรมอย่างหนัก โดยวิธีการเสริมสร้างแหล่งน้ำปรับปรุงบ่อดิน แก้ไขปัญหาดินลูกรังและจัดระดับให้เหมาะสมเพื่อให้มีน้ำใช้
กรมพัฒนาที่ดิน ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักจึงร่วมกับหน่วยงานอื่นๆที่เกี่ยวข้องในการทดสอบ วางแผนและจัดระบบการปลูกพืช และเป็นหน่วยงานแกนกลางในการบริหารงาน ประสานงานกับหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งติดตามและประชาสัมพันธ์โครงการอีกด้วย
อีกทั้ง ได้เข้ามาดำเนินโครงการปรับปรุงบำรุงดินในรูปแบบต่างๆ ด้วยอินทรียวัตถุ การใช้ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยพืชสด น้ำหมักชีวภาพ รวมถึงการจัดทำระบบอนุรักษ์ดินและน้ำให้เหมาะสมกับพื้นที่ โดยเฉพาะการปลูกหญ้าแฝกด้วยวิธีต่างๆ ซึ่งเป็นการอนุรักษ์ดินน้ำ การฟื้นฟูทรัพยากรดิน การรักษาสภาพแวดล้อม จนกระทั่งสามารถฟื้นฟูสภาพดินที่แห้งแล้งจนเกือบเป็นทะเลทรายให้กลับมามีความชุ่มชื้นได้อีกครั้ง
รวมทั้งได้สนองพระราชดำรัสของพระองค์ท่านเกี่ยวกับ “หญ้าแฝก” ซึ่งเป็นพืชมหัศจรรย์ อนุรักษ์ดินและอนุรักษ์น้ำ นั่นเพราะคุณสมบัติของรากหญ้าแฝก ที่ช่วยลดการพังทลายของดินในพื้นที่ลาดชัน รากของหญ้าแฝกที่มีลักษณะเป็นร่างแหเล็กๆสานกันแน่นหนาใต้พื้นดิน สามารถเจริญเติบโตในแนวดิ่งลงไปในดินได้กว่า 2 เมตร จะเป็นตัวเบิกนำ และระเบิดหินใต้ดินให้ผุกร่อน รวมถึงช่วยเก็บรักษาน้ำไว้ในดิน
นอกจากศูนย์การเรียนรู้คุณประโยชน์มหาศาลของหญ้าแฝก ที่ช่วยพลิกฟื้นผืนดินที่นี่แล้ว ในโครงการฯ ยังมีพื้นที่ดินทดลองของบ้านตัวอย่าง ซึ่งเป็นแนวทางเกษตรทฤษฎีใหม่ตามแนวพระราชดำริ โดยการจัดแบ่งพื้นที่ขนาดเล็กประมาณ 5-10 ไร่ ออกเป็นส่วนๆที่สามารถใช้ประโยชน์ได้สูงสุด ซึ่งการแบ่งก็จะมีส่วนของที่อยู่อาศัย 10%, นาข้าว 30%, บ่อเก็บน้ำ 30% ที่เหลือเป็นแปลงไม้ผลอีกประมาณ 30% ในส่วนของที่อยู่อาศัย ก็จะแบ่งเป็นแปลงปลูกผักและเลี้ยงสัตว์
อีกทั้ง ในโครงการฯ ยังมีงานส่งเสริมการเกษตร การสร้างฝายชะลอความชุ่มชื้น โครงการป้องกันรักษาป่าและควบคุมไฟป่า แปลงทดสอบพันธุ์แฝก 10 สายพันธุ์ คือ หญ้าแฝกดอน 6 สายพันธุ์ และหญ้าแฝกกลุ่ม 4 สายพันธุ์
การส่งเจ้าหน้าที่ “หมอดิน” ลงทุกพื้นที่ที่มีปัญหาเรื่องดินเสื่อมโทรม เพื่อช่วยแก้ปัญหาดังกล่าว ซึ่งถือเป็นเครือข่ายของกรมพัฒนาที่ดินในพื้นที่ นับเป็นบทพิสูจน์อย่างหนึ่งหลังการฟื้นฟูที่ดินเสื่อมโทรมในแถบนี้ นั่นคือชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของเกษตรกร ตลอดรวมทั้งความเชื่อมโยง ในฐานะผู้นำความรู้ที่เกิดขึ้นจากการลองทำ แล้วนำผลที่ได้จริงไปเผยแพร่ขยายผลต่อแก่เกษตรกรต่อไป
ปัจจุบันศูนย์ดังกล่าว กลายเป็นศูนย์ต้นแบบ เป็นแหล่งเรียนรู้สำคัญให้แก่เกษตรกรและประชาชนในพื้นที่ ในการนำความรู้ที่ต้องถูกต้องไปแก้ไขปัญหาที่ดิน ปัญหาที่ทำกินของตนเองให้กลับมาใช้ประโยชน์ได้ในที่สุด



