
ความห่วงใยพสกนิกรนครนายกก่อเกิด"ขุนด่านประการชล"
โดย - โต๊ะข่าวเกษตร
เขื่อนคลองท่าด่านหรือ "เขื่อนท่าด่าน"สร้างขึ้น ตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งทรงพระราชทานชื่อเขื่อนว่า "เขื่อนขุนด่านปราการชล" เพื่อเชิดชูวีรกรรมของขุนหาญพิทักษ์ไพรวัน หรือ "ขุนด่าน" วีรชนของนครนายกในสมัยกรุงศรีอยุธยา
ตั้งอยู่ที่บ้านท่าด่าน ต.หินตั้ง อ.เมืองนครนายก สร้างขึ้นตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อบรรเทาความทุกข์ยากที่เกิดกับประชาชนชาวนครนายกและจังหวัดใกล้เคียง นับเป็นสิ่งก่อสร้างหนึ่งที่แสดงถึงพระมหากรุณาธิคุณที่มีต่อพสกนิกรชาวนครนายกและชาวไทย
เป็นโครงการชลประทานขนาดใหญ่ จุดประสงค์เพื่อเก็บกักน้ำในช่วงหน้าฝนไว้ใช้ในหน้าแล้ง และควบคุมไม่ให้เกิดน้ำท่วมบ้านเรือนราษฎร ไร่นา และพื้นที่การเกษตรในหน้าฝน โดยสร้างครอบฝายท่าด่าน
ทั้งนี้ คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2539 อนุมัติให้กรมชลประทานดำเนินงานโครงการก่อสร้างตั้งแต่ปีงบประมาณ 2540-2547 รวมระยะเวลา 8 ปี ใช้งบประมาณทั้งสิ้น 10,193,000,000 บาท โดยที่ตั้งของโครงการอยู่ที่บ้านท่าด่าน ต.หินตั้ง อ.เมือง จ.นครนายก ที่ดินที่ใช้ในการก่อสร้างส่วนใหญ่เป็นที่ดินของกรมชลประทานประมาณ 500 ไร่ จึงมีการเวนคืนที่ดินจากราษฎรเพียงเล็กน้อย
เนื่องในวโรกาสเฉลิมพระชนมพรรษา วันที่ 4 ธันวาคม 2536 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานพระราชดำริให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมชลประทาน พิจารณาวางโครงการและก่อสร้างเขื่อนคลองที่ด่านฯ และเริ่มดำเนินการก่อสร้างเมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2542
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ เสด็จพระราชดำเนินทรงประกอบพิธีวาง ศิลาฤกษ์ เขื่อนคลองท่าด่านฯ ในวันที่ 2 มิถุนายน 2544
มีแนวทางการส่งเสริมและช่วยเหลือเกษตรกรในพื้นที่ จากต้นกำเนิด ณ อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ส่วนหนึ่งเป็นพื้นที่ลุ่มน้ำนครนายก 24,333 ตารางกิโลเมตร กลายเป็นสายน้ำที่เป็นเส้นเลือดหล่อเลี้ยงพื้นที่ในเขต อำเภอเมืองนครนายก, อำเภอบ้านนา, อำเภอปากพลี และอำเภอองครักษ์ จังหวัดนครนายก ติดต่อพื้นที่อำเภอบางน้ำเปรี้ยว จังหวัดฉะเชิงเทรา ซึ่งแม่น้ำนครนายกไหลบรรจบกับแม่น้ำปราจีนบุรี กลายเป็นแม่น้ำบางปะกง ก่อนไหลลงสู่อ่าวไทย.
จากลักษณะภูมิประเทศบริเวณลุ่มน้ำที่เป็นหุบเขาแคบๆ และพื้นที่สูงชันประกอบกับมีผิวดินตื้นและลาดเทมาก ระดับน้ำใต้ดินมีน้อย เป็นเหตุให้เกิดน้ำไหลบ่าอย่างรุนแรงในช่วงฤดูฝน และน้ำท่วมขังในบริเวณพื้นที่ราบเป็นเวลานาน ซ้ำยังมีปัญหาขาดแคลนน้ำในฤดูแล้ง
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงห่วงใยอาณาประชาราษฎร์ จึงเสด็จพระราชดำเนินไปยังพื้นที่ที่ประสบปัญหาด้วยพระองค์เอง ทรงรับทราบปัญหา และดำริว่าการพัฒนาลุ่มน้ำนครนายกตอนบนจะช่วยผ่อนทุกข์หนักให้เป็นเบา ระบบชลประทานจะช่วยควบคุมปริมาณน้ำไม่ให้ไหลท่วมผืนดินและเก็บกักน้ำไว้ใช้ในยามแล้ง รวมทั้งลดปัญหาดินเปรี้ยวเมื่อผืนดินกลับคืนสู่ความอุดมสมบูรณ์ จะเพาะปลูกอะไรก็ย่อมได้ ชาวบ้านจะมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น
โดยเขื่อนนี้ จะรองรับน้ำที่ไหลจากอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ผ่านน้ำตกเหวนรกลงสู่อ่างเก็บน้ำที่มีความจุ 224 ล้านลูกบาศก์เมตร ทำให้เกิดประโยชน์หลายประการ
1) ส่งน้ำในพื้นที่จังหวัดนครนายก ครอบคลุมพื้นที่ทั้งหมด 185,000 ไร่ แยกเป็น โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษานครนายก จำนวน 165,000 ไร่,โครงการท่าด่านส่วนขยาย 14,000 ไร่,โครงการท่าด่านเดิม 6,000 ไร่ มีเกษตรกรได้รับผลประโยชน์ประมาณ 5,400 ราย
2) ใช้อุปโภค-บริโภค จำนวน 16 ล้านลูกบาศก์เมตร/ปี ให้พื้นที่ถึง 4 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมือง , อำเภอปากพลี , อำเภอบ้านนา , จ.นครนายก
3) ส่งน้ำเพื่อการอุตสาหกรรม 7 ล้านลูกบาศก์เมตร/ปี ให้อำเภอต่างๆ ในจังหวัดนครนายก นอกจากนี้ ยังจัดสรรเพื่อประโยชน์ด้านการรักษาภาวะลำน้ำ และช่วยผลักดันน้ำเค็มอีก 7 ล้านลูกบาศก์เมตร/ปี
4) รักษาระดับน้ำใต้ดินจากการมีน้ำชลประทาน สามารถบรรเทาปัญหาดินเปรี้ยวในเขตพื้นที่ชลประทานให้มีความเป็นกรดลดลง ช่วยเพิ่มผลผลิตในเขตพื้นที่ชลประทาน ลดความเสียหายจากอุทกภัยได้ร้อยละ 35 และมีผลพลอยได้จากผลผลิตปลาจากอ่างเก็บน้ำปีละ 58 ตัน
5) ช่วยบรรเทาอุทกภัยในเขตจังหวัดนครนายก ที่เคยสร้างความเสียหายเป็นมูลค่ามหาศาลให้ลดลงร้อยละ 35 6) ปริมาณน้ำที่เพิ่มขึ้นยังส่งผลให้กิจกรรมการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำเพิ่มขึ้นตามไปด้วยจากสถานการณ์เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ อ่างเก็บน้ำเขื่อนคลองท่าด่านจะช่วยกระตุ้นให้ ประชาชนหันมาทำการประมงกันมากขึ้น ผลผลิตปลาสูงถึงปีละ 58 ตัน เพิ่มมากกว่าก่อนมีเขื่อนหลายเท่า
นอกจากนี้ยังก่อให้เกิดผลประโยชน์ทางอ้อม กล่าวคือทัศนียภาพและสิ่งแวดล้อมบริเวณตัวเขื่อนและรอบอ่างเก็บน้ำ ถูกพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ของนครนายก ทัศนียภาพและสิ่งแวดล้อมบริเวณตัวเขื่อนและรอบอ่างเก็บน้ำจะได้รับการพัฒนากลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีคุณค่าในเชิงสันทนาการและการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์
อีกทั้ง พื้นที่อ่างเก็บน้ำยังกลายเป็นแหล่งเพาะพันธุ์สัตว์น้ำ รวมถึงเป็นแหล่งชุมชนของนกนานาพันธุ์ ซึ่งนอกจากจะสร้างความสมบูรณ์ทางระบบ นิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพแล้ว ยังช่วยสร้างงานสร้างรายได้ให้ท้องถิ่นอย่างมหาศาล



