
ด.ช.ผู้เคยถวายฎีกามุ่งมั่นบวช-สมัครทหารทดแทนพระคุณ"ในหลวง"
เด็กชายชาวพิจิตรผู้เคยถวายฎีกาได้รับพระราชทานความช่วยเหลือ เผยเศร้าเสียใจที่สุดในชีวิตหลังทราบข่าวเสด็จสวรรคต ตั้งใจอุปสมบท-สมัครทหาร ตอบแทนพระคุณ "ในหลวง"
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ ทรงเต็มเปี่ยมไปด้วยพระราชหฤทัยที่ทรงห่วงใยราษฎรของพระองค์ดุจดั่งลูกหลาน และทรงทอดพระเนตรไปทั่วราชอาณาจักรดินแดนของพระองค์ดุจพ่อผู้คุ้มครองช่วยเหลือลูกหลาน ไม่ว่าที่ใดเกิดภัยพิบัติทุกข์ร้อน พระองค์ทรงเข้าไปบัดเป่าช่วยเหลือตลอดในรัชสมัยที่ทรงครองราษฎร์เป็นที่ประจักษ์แก่ทวยราษฎร์จนประชาชนทุกคนรักและเทิดทูนพระองค์และพร้อมใจเทิดทูน "พ่อของแผ่นดิน" ซึ่งมีประชาราษฎร์จำนวนมากมายเหลือคณานับ ที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ ที่ทรงพระราชทานความช่วยเหลือ
ประชาชนของพระองค์โศกเศร้าเสียใจอย่างมากกับการเสด็จสวรรคตของพระบามสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ พร้อมตั้งจิตน้อมพระราชดำรัสคำสอนและขอนำแบบอย่างของพระองค์ท่านไปปฏิบัติเพื่อทดแทนพระคุณ
ดังเช่น นายชาตรี นัดดา วัย 21 ปี บรรจงทำความสะอาดพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ และพระบรมฉายาลักษณ์สมเด็จพระบรมราชินีนาถ ที่ด้านหน้าบ้านเลขที่ 9809/1 หมู่ที่ 5 ต.ท่าหลวง อ.เมือง จ.พิจิตร ซึ่งเป็นบ้านที่ได้รับพระราชทานความช่วยเหลือเมื่อปี 2550 โดยขณะนั้นชาตรี อยู่ในวัย 12 ปี ได้ถวายฎีกาเพื่อขอพระราชทานความช่วยเหลือเนื่องด้วยความลำบากของครอบครัว แม้ในวันนี้ผ่านไป 9 ปี พระบรมฉายาลักษณ์สองพระองค์อาจเก่าไปตามกาลเวลา แต่พระเมตตายังคงแจ่มชัดในความรู้สึกของชาตรีจนตราบปัจจุบัน
นายชาตรี เล่าถึงเหตุการณ์ในอดีตว่า ในวัยเด็กชีวิตลำบากมาก บ้านที่อยู่อาศัยไม่ต่างกับเล้าไก่ แต่ทั้งครอบครัวจำนวน 5 คน ประกอบด้วย พ่อ แม่ ตนเองและพี่น้องอีก 2 คน จำเป็นต้องอาศัยอยู่เนื่องจากไม่มีที่อยู่ที่ดีกว่านี้ แม้ว่าวัยเพียง 12 ปี แต่ก็ได้ก็ช่วยเหลือครอบครัวด้วยการรับจ้างแบกข้าวสาร เฝ้าเล้าเป็ด หาเงินจุนเจือครอบครัว
"ด้วยวัย 12 ปีตอนนั้น นึกอะไรไม่ออกนอกจาก "ในหลวง" จึงเขียนจดหมาย ซึ่งมาทราบภายหลังว่าคือการถวายฎีกาเพื่อขอพึ่งพระบารมี ให้ทรงช่วยเหลือครอบครัวที่มีความเป็นอยู่สุดแร้นแค้น ในวันที่ได้รับความช่วยเหลือรู้สึกตื้นตันเป็นที่สุดจนไม่สามารถบรรยายออกมาเป็นคำพูดได้ รู้สึกเพียงว่าดีใจมากๆที่สุดในชีวิตของเด็กวัย 12 ปี และหลังจากได้รับพระราชทานการช่วยเหลือ ชีวิตครอบครัวก็ดีขึ้นครอบครัวมีบ้านที่มั่นคงและสามารถอาศัยหลบร้อนหลบฝนได้อย่างสบาย ทำให้ชีวิตครอบครัวดีขึ้นตามลำดับ" นายชาตรี กล่าว
นายชาตรี ในวัย 21 ปี กล่าวด้วยความรู้สึกของชายที่ผ่านอุปสรรคในชีวิตมากมายว่า ในวันที่ทราบข่าวการเสด็จสวรรคตของในหลวง รู้สึกเสียใจมาก เสียใจจนพูดไม่ออก สิ่งที่ตั้งใจที่จะทดแทนพระคุณ คือการอุปสมบทเพื่อทดแทนพระเมตตาของพระองค์และพ่อแม่
"อีกอย่างคือการตั้งใจสมัครรับราชการทหาร โดยไม่จับใบดำ-ใบแดง เนื่องจากในเดือนเมษายนจะครบกำหนดการเกณฑ์ทหาร เชื่อว่าการเป็นทหารจะทดแทนพระเมตตาของพระองค์ได้ ส่วนสิ่งที่อยากขอคือขอให้พระองค์เสด็จสู่สรวงสวรรค์อย่าได้มีทุกข์ร้อนอันใดมาแผ้วพานพระองค์" นายชาตรีบอกถึงความมุ่งมั่นตั้งใจทำ เพื่อถวายแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ
สำหรับการดำรงชีวิตในปัจจุบัน นายชาตรี ใช้ชีวิตอย่างพอเพียงกับครอบครัวที่อบอุ่น ประกอบด้วย พ่อ แม่ ภรรยา และบุตรชายวัย 3 ขวบ ในบ้านหลังที่ได้รับพระราชทานความช่วยเหลือ ดำรงอาชีพด้วยการรับจ้างทั่วไป ทั้งการดูแลนาข้าว ทำประมงพื้นบ้าน เลี้ยงสัตว์ ซึ่งมีรายได้พอจุนเจือครอบครัวในฐานะเป็นเสาหลักของครอบครัว และยึดมั่นดำเนินชีวิตด้วยความสุจริต
ทั้งนี้เป้าหมายการทดแทนพระคุณพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ ด้วยการอุปสมบทและรับราชการทหาร เป็นสิ่งที่สำหรับชาตรีแล้วเป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่จะสามารถทำได้เพื่อทดแทนพระเมตตาที่หาที่สุดมิได้ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ พระมหากษัตริย์ผู้อยู่ในใจของเขาและปวงชนชาวไทยทั้งปวงตลอดไป
ข้อความถวายฎีกา เขียนที่โรงเรียนบึงสีไฟ หมู่4 ต.ท่าหลวง อ.เมือง จ.พิจิตร เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2550
เรื่อง ขอพระราชทานความเมตตา
"กราบแทบเท้าพระพ่อหลวงของแผ่นดิน กระผม ด.ช.ชาตรี นัดดา อาศัยอยู่บ้านไม่มีเลขที่ หมู่ 5 ต.ท่าหลวง อ.เมือง จ.พิจิตร ขณะนี้เรียนอยู่ชั้น ป.4 โรงเรียนบึงสีไฟ หมู่ 4 ต.ท่าหลวง กระผมมีพี่น้อง 3 คน พี่สาวเรียนอยู่ชั้น ป.6 น้องชายคนเล็กเรียนอยู่ชั้น ป.3 ครอบครัวของกระผมมีความเป็นอยู่ที่ยากจนมาก ประกอบกับคุณแม่สติไม่สมประกอบ คุณพ่อมีอาชีพรับจ้างทั่วไป
ทั้งนี้ วันใดโรงเรียนหยุด กระผมจะไปรับจ้างชาวบ้านเฝ้าเล้าเป็ด ได้คืนละ 40 บาท ถ้าวันใดเขาไม่จ้าง กระผมก็จะไปรับจ้างแบกข้าวเปลือกขึ้นรถที่ชาวบ้านเก็บเกี่ยวข้าวเปลือกตั้งแต่เวลา 08.00-17.00 น. ได้ค่าแรงงาน 50 บาท เพื่อนำไปจุนเจือครอบครัว ถ้าวันใดไม่มีคนจ้างไปทำงาน เวลากลางคืนก็จะออกไปจับกบ จับเขียดและงู มาเป็นอาหาร บางวันที่ไม่สามารถหาอาหารได้ก็จะไปขออาหารจากหลวงพ่อบุญเลิศ วัดบึงสีไฟ เพื่อนำไปให้พ่อแม่และพี่น้องรับประทาน กระผมทำอย่างนี้ทุกวัน ครอบครัวกระผมยากจนมาก หมดที่พึ่ง
กระผมขอพึ่งบารมีพระพ่อหลวงของแผ่นดิน เป็นที่พึ่งสุดท้ายของชีวิตและครอบครัว ทางด้านการศึกษาและที่อยู่อาศัย กระผมและน้องๆ อยากเรียนสูงๆ เมื่อจบแล้วก็จะได้มีงานทำเลี้ยงดูทดแทนพระคุณพ่อพระคุณแม่ ตั้งแต่ผมเกิดมาเห็นพ่อแม่สุดแสนลำบาก กระผมจะขอพึ่งอาศัยพระพ่อหลวงของแผ่นดินเป็นร่มโพธิ์ร่มไทรตลอดชีวิตของกระผม กราบเท้าพระพ่อหลวงของแผ่นดิน ลงชื่อ ด.ช.ชาตรี นัดดา ผู้ร้องขอความเมตตา"
สำนักราชเลขาธิการ มีหนังสือตอบกลับ พร้อมมีหนังสือถึงผู้ว่าราชการจังหวัดพิจิตร ที่ รล0009.5/18916 สำนักราชเลขาธิการ พระบรมมหาราชวัง กทม.10200 วันที่ 3 ตุลาคม 2550
เรื่อง ขอพระราชทานพระบรมราชานุเคราะห์ เรียนผู้ว่าราชการจังหวัดพิจิตร สิ่งที่ส่งมาด้วย สำเนาฎีกาของ ด.ช.ชาตรี นัดดา ลงวันที่ 10 สิงหาคม 2550
"ด้วย ด.ช.ชาตรี นัดดา ทูลเกล้าฯ ถวายฎีกา ความว่า ด.ช.ชาตรี เรียนอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนบึงสีไฟ อาศัยอยู่บ้านไม่มีเลขที่ หมู่ 5 ต.ท่าหลวง กับบิดา ซึ่งมีอาชีพรับจ้างทั่วไป มารดาสติไม่สมประกอบ และพี่สาวกับน้องชายซึ่งเรียนอยู่ที่โรงเรียนบึงสีไฟ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 และปีที่ 3 ตามลำดับ ครอบครัวมีฐานะยากจน ได้รับความลำบากด้วยเหตุผลดังกล่าว จึงขอพระราชทานทุนการศึกษาและที่อยู่อาศัย ความละเอียดตามสำเนาฎีกา ที่แนบมาพร้อมนี้
ทั้งนี้ จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณา หากมีหนทางคลี่คลายปัญหาหรือมีข้อคิดเห็นประการใด กรุณาแจ้งให้ทราบด้วยจะขอบพระคุณยิ่ง เพราะจะนำความกราบบังคมทูลพระกรุณาต่อไป" ลงชื่อ นายอินทร์จันทร์ บุราพันธ์ เลขาธิการคณะองคมนตรี ปฏิบัติราชการแทนราชเลขาธิการ



