
“ปากพนัง”บูรณาการน้ำเบ็ดเสร็จ-ยั่งยืน
โดย - โต๊ะข่าวเกษตร
ความสมดุลยทางธรรมชาติที่ถูกทำลายลง เป็นสาเหตุให้น้ำจืดในแม่น้ำปากพนังและลำน้ำสาขา จากมีปีละ 9 เดือน เหลือปีละ 3 เดือน ลักษณะแม่น้ำที่ลาดชันน้อย ทำให้น้ำทะเลลุกล้ำเข้าไปในลำน้ำกว่า 100 กิโลเมตร ชาวบ้านทำนากุ้งถ่ายเทน้ำเสียจากบ่อกุ้งลงสู่ลำน้ำธรรมชาติลุกเข้าในพื้นที่นาข้าวทำให้ลำน้ำมีสภาพเค็ม ส่งผลกระทบต่ออาชีพเกษตรกรรม อีกทั้งน้ำท่วมซ้ำซากในที่ทำกินของเกษตรกร เหล่านี้เป็นปัญหาที่ชาวปากพนังเผชิญมาช้านาน จึงเป็นที่มาของ “โครงการพัฒนาพื้น ที่ลุ่มน้ำปากพนังอันเนื่องมาจากพระราชดำริ”
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงมีพระราชดำริให้กรมชลประทาน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยได้มีพระราชดำริครั้งแรกเมื่อวันที่ 13 กันยายน 2526 และต่อมาพระองค์ได้ทรงพระราชทานพระราชดำริอย่างต่อเนื่องรวมทั้งหมด 9 ครั้ง
ครั้งหลังสุด วันที่ 21 ตุลาคม 2538 สรุปพระราชดำริว่า ให้พิจารณาก่อสร้างประตูระบายน้ำปากพนังให้เสร็จโดยเร็ว เพื่อพัฒนาแหล่งน้ำควบคู่ไปกับการช่วยเหลือราษฎรในการประกอบอาชีพและพัฒนาความเป็นอยู่ให้ดีขึ้น โดยให้ ฯพณฯ นายจุลนภ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา เป็นประธานกรรมการโครงการฯ
วัตถุประสงค์
1) เพื่อป้องกันการรุกตัวของน้ำเค็มไม่ให้ไหลเข้าแม่น้ำปากพนังและลำน้ำสาขาใน ช่วงฤดูแล้ง ซึ่งเกิดจากการสร้างประตูระบายน้ำอุทกวิภาชประสิทธิ และประตูระบายน้ำอื่นๆ ซึ่งทำหน้าควบคุมและป้องกันไม่ให้น้ำเค็มรุกตัวเข้ามา จึงทำให้น้ำในแม่น้ำปากพนังช่วงเหนือประตูระบายน้ำอุทกวิภาชประสิทธิเป็นน้ำจืดที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้
2) เป็นแหล่งเก็บกักน้ำจืดในช่วงฤดูฝนเพื่อช่วยบรรเทาปัญหาการขาดแคลนน้ำโดย สามารถจัดสรรให้ใช้ในการอุปโภคบริโภค การเกษตรกรรมและเป็นแหล่งน้ำดิบสำหรับผลิตน้ำประปา รวมถึงการใช้น้ำด้านอื่นๆ ในเขตพื้นที่โครงการ
3) ส่งน้ำให้กับพื้นที่เพาะปลูกสองฝั่งลำน้ำ 521,500 ไร่ ในฤดูฝน และ 240,000 ไร่ ในฤดูแล้ง
4) บรรเทาปัญหาอุทกภัยในช่วงฤดูฝนให้กับพื้นที่การเกษตรและในบริเวณชุมชนเมือง โดยการพัฒนาสร้างแหล่งเก็บกักน้ำบริเวณต้นน้ำ โดยเฉพาะการก่อสร้างคลองระบายน้ำสายต่างๆ จะช่วยให้การระบายน้ำในพื้นที่ต่างๆ มีประสิทธิภาพสูงขึ้น
5) ปรับปรุงระบบชลประทานเดิมและพัฒนาระบบชลประทานใหม่ให้สอดคล้องกับความต้องการและปริมาณน้ำจากแหล่งน้ำจืดที่มีเพิ่มมากขึ้น ทำให้สามารถส่งน้ำให้พื้นที่เพาะปลูกได้มากขึ้นด้วย
6) ขจัดปัญหาความขัดแย้งระหว่างเกษตรกรนากุ้งและเกษตรกรนาข้าว เนื่องจากมีการแบ่งเขตการใช้พื้นที่อย่างชัดเจน
7) ลดปัญหาการอพยพย้ายถิ่นฐานไปทำมาหากินในท้องถิ่นอื่น
8) ปรับปรุงฐานะความเป็นอยู่ เศรษฐกิจและสังคมของราษฎรในพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังให้ดีขึ้น โดยมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด
9) ฟื้นฟูสภาพนิเวศวิทยาให้กลับคืนสู่ดุลยภาพ
ระยะเวลาดำเนินโครงการฯ 8 ปี (2538-2545) ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 1,900,000 ไร่ ใน จ.นครศรีธรรมราช 7 อำเภอ ได้แก่ อ.ปากพนัง หัวไทร เฉลิมพระเกียรติ เชียรใหญ่ ชะอวด จุฬาภรณ์ ร่อนพิบูลย์ พระพรหม พื้นที่บางส่วนของอำเภอเมือง และ อ.ลานสกา บางส่วนของ อ.ควนขนุน จ.พัทลุง และบางส่วนของ อ.ระโนด จ.สงขลา และมีสถานที่ตั้งอยู่ที่บ้านนางปี๊ ต.หูล่อง บริเวณปากแม่น้ำปากพนัง ห่างตัวอำเภอ 3 กิโลเมตร
นอกจาก กรมชลประทาน เป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินโครงการแล้ว ยังมีหน่วย งาน อาทิ สำนักงานป่าไม้เขตนครศรีธรรมราช สำนักอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ สำนักวิชา การ สำนักส่งเสริมการปลูกป่า สำนักป้องกันและปราบปราม กองแผนงาน และสำนักงานป่าไม้ จ.นครศรีธรรมราช ร่วมรับผิดชอบโครงการฯด้วย
การดำเนินโครงการฯ
โครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีเริ่มดำเนินงานตั้งแต่วันที่ 7พฤศจิกายน 2538 ระยะเวลาดำเนินการ 8 ปี ดัง กล่าวข้างต้น ต่อมาคณะรัฐมนตรีให้ขยายเวลาดำเนินการเป็น 10 ปี ให้แล้วเสร็จ ปี 2547 งบประมาณ 15,852.35 ล้านบาท แบ่งเป็นแผนงานด้านระบบชลประทาน และโครงการสร้างพื้นฐาน 13,379.60 ล้านบาท แผนปฏิบัติการแก้ไขและพัฒนาสิ่งแวดล้อมเป็นเงิน 2,472.75 ล้านบาท มีแผนงานดำเนินการ แบ่งออกเป็น 5 แผนงานหลักประกอบด้วย
1. ก่อสร้างระบบชลประทาน
ดำเนินงานโดยกรมชลประธาน รับผิดชอบก่อสร้างระบบชลประทานและโครงสร้างพื้นฐานเพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำ ปัญหาน้ำเค็มรุกเข้าพื้นที่เพาะปลูก ปัญหาน้ำ ประปา และบรรเทา อุทกภัยซึ่งเป็นงานที่ต้องดำเนินการเป็นลำดับแรก ของการดำเนินงานโครงการฯ โดยกรมชลประทานแบ่งงานดำเนินการเป็น 4 กิจกรรม งบประมาณ 13,379.60 ล้านบาท เริ่มปี 2538
1.1 ก่อสร้างประตูระบายน้ำอุทกวิภาชประสิทธิ สร้างที่บ้านบางปี้ ต.หูล่อง อ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช
1.2 ก่อสร้างระบบระบายน้ำสายหลักและอาคารประกอบ โดยก่อสร้างคลองระบายน้ำเพิ่มจำนวน 3 สาย และขุดลอกขยาย คลองเดิม 2 สาย พร้อมก่อสร้างประตูระบายน้ำ 4 แห่ง
1.3 ก่อสร้างคันแบ่งเขตน้ำจืดและน้ำเค็ม ระยะทาง 91.5 กิโลเมตร เพื่อแบ่งเขตการประกอบอาชีพ ลดปัญหาการขัดแย้งในการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ ควบคุมมลภาวะมิให้เกิดการเน่าเสีย โดยใช้แนวถนนเดิมของ รพช. กรมทางหลวง กรมโยธาธิการ
1.4 ก่อสร้างระบบชลประทาน และปรับปรุงระบบชลประทาน 3 โครงการ เพื่อส่งน้ำให้แก่พื้นที่ประมาณ 521,500 ไร่
2. การพัฒนาประมง
ดำเนินงานโดยกรมประมง เพื่อส่งเสริมระบบชลประทานน้ำเค็มฟื้นฟูทรัพยากรสัตว์น้ำ และส่งเสริมการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในพื้นที่โครงการฯ ประกอบด้วยแผนงานหลัก 3 แผนงาน คือ แผนงานฟื้นฟูทรัพยากรสัตว์น้ำ แผนงานพัฒนาการเพาะสัตว์น้ำ แผนงานปรับปรุงพื้นที่การเลี้ยงกุ้ง ดำเนินการปี 2545-2547 งบประมาณ 202.8 ล้านบาท
3.การพัฒนาอาชีพและส่งเสริมรายได้
ดำเนินงานโดยหน่วยงานต่างๆ ในสังกัดกระทรวงเกษตร เช่น สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรมวิชาการเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงมหาดไทย กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงศึกษาธิการ ทั้งนี้ เพื่อส่งเสริมผลผลิตในภาคการเกษตรและพัฒนาอาชีพเสริมนอกภาคเกษตร รวมทั้งการสร้างอาชีพทดแทนภายหลังการเลิกเลี้ยงกุ้งของผู้เลี้ยงกุ้งในเขตน้ำจืดหลังปี 2547
4. แก้ไขและพัฒนาสิ่งแวดล้อม
เพื่อบำบัดฟื้นฟูคุณภาพสิ่งแวดล้อมในพื้นที่โครงการฯ รวมทั้งติดตามตรวจสอบคุณภาพสิ่งแวดล้อมและกำหนดมาตรการป้องกันผลกระทบสิ่งแวดล้อม
5. การบริหารจัดการโครงการ
เพื่อติดตามและประเมินผลการปฏิบัติงานโครงการ การอำนวยการและการประชาสัมพันธ์ โครงการฯ มีแผนงานหลัก 3 แผน ประกอบด้วย แผนงานอำนวยการ แผนติดตามและประเมินผลการปฏิบัติงานโครงการฯ แผนงานประชาสัมพันธ์
ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น
เมื่ออดีตการใช้ที่ดินในพื้นที่ส่วนใหญ่เพื่อการเกษตร ประมาณ 907,639 ไร่ ของพื้นที่โครงการ ส่วนที่เหลือเป็นป่าไม้และที่ดินซึ่งมีปัญหา ไม่สามารถทำการเกษตรได้ การใช้ที่ดินแบ่งเป็น 2 ประเภท คือใช้เพื่อการปลูกพืชและการประมง
พื้นที่เพื่อการปลูกพืช มากที่สุด คือข้าว ประมาณ 600,125 ไร่ ใน อ.หัวไทร อ.เชียรใหญ่ และ อ.ปากพนัง รองลงมาไม้ยืนต้นประมาณ 201,749 ไร่ คือยางพารา ไม้ผล มะพร้าว ใน อ.ชะอวด และร่อนพิบูลย์ ที่เหลือเป็นนากุ้ง ทั้งกุ้งน้ำจืดและกุ้งน้ำเค็ม พื้นที่ประมาณ 26,213 ไร่ ใน อ.หัวไทร อ.เชียรใหญ่ และ อ.ปากพนัง
ส่วนการเลี้ยงสัตว์ เกษตรกรในพื้นที่โครงการเกือบทุกครัวเรือน เลี้ยงสัตว์เพื่อบริโภคในครัวเรือนและเป็นรายได้เสริม ส่วนใหญ่เลี้ยงบริเวณบ้าน เลี้ยงแบบธรรมชาติ อาทิ โค กระบือ สุกร สัตว์ปีก เช่น ไก่ เป็ด เป็นต้น
ทว่า ระยะเวลาผ่านไปกว่า 1 ทศวรรษ ภายหลังโครงการดำเนินการแล้วเสร็จ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ได้เข้าไปศึกษาภาวะเศรษฐกิจ สังคม และการกระจายรายได้ของครัวเรือนเกษตรกรในพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช จาก 5 อำเภอคือชะอวด หัวไทร เชียรใหญ่ ปากพนัง และพระพรหม
โดยรายได้หลักของครัวเรือน แบ่งเป็น 6 กลุ่ม คือกลุ่มครัวเรือนที่ทำนา กลุ่มทำไร่นาสวนผสม กลุ่มปลูกไม้ยืนต้น กลุ่มปลูกผัก กลุ่มปลูกผลไม้ยืนต้น และกลุ่มทำนากุ้ง
ผลการศึกษาปรากฏว่า ครัวเรือนเกษตรทั้ง 6 กลุ่ม กลุ่มทำนากุ้ง มีรายได้เงินสดสุทธิทางการเกษตรและรายได้เงินสดสุทธิครัวเรือนสูงสุดเฉลี่ยครัวเรือนละ 580,962 บาท และ 639,192 บาท ตามลำดับ
ส่วนกลุ่มปลูกไม้ยืนต้น มีรายได้เงินสดสุทธิทางการเกษตรและรายได้เงินสดสุทธิครัวเรือนต่ำสุด เฉลี่ยครัวเรือนละ 16,863.03 บาท 42,370.30 บาท ตามลำดับ
ผลที่เกิดขึ้นตามมา
ผลการดำเนินโครงการฯ ได้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีต่อสภาวะแวดล้อม เศรษฐกิจ สังคม วิถีการดำเนินชีวิตของประชาชนในพื้นที่
1. คุณภาพน้ำในแม่น้ำปากพนังดีขึ้น การบริหารจัดการปิด-เปิด ประตูระบายน้ำอุทกวิภาชประสิทธิ และการรักษาระดับน้ำในแม่น้ำปากพนัง ในระดับที่เหมาะสม ทำให้คุณภาพน้ำด้านเหนือน้ำมีคุณภาพดีขึ้น เป็นน้ำจืด ที่เหมาะสมแก่การเกษตรกรรม
2. ลดปัญหาน้ำท่วมพื้นที่เกษตรกรรม การขุดลอกคลองธรรมชาติ และการกำจัดผักตบชวาในเขตน้ำจืด ทำให้การไหลเวียนของน้ำดีขึ้นประกอบกับการบริหารประตูระบายน้ำอุทกวิภาชประสิทธิ และประตูระบายน้ำฉุกเฉิน ทำให้สามารถระบายน้ำส่วนเกินในพื้นที่ออกสู่ทะเลได้เร็วขึ้น ช่วยบรรเทาปัญหาน้ำท่วมขังในพื้นที่ เกษตรกรรมทั้ง 3 อำเภอ คือ ปากพนัง เชียรใหญ่ และหัวไทร
3. การเกิดน้ำเปรี้ยวลดลง น้ำเปรี้ยวในพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังเกิดขึ้นบ่อยที่บริเวณป่าพรุกุมแป เนื่องจากระดับน้ำ ในคลองฆ้อง ซึ่งเป็นคลองสาขาของคลองปากพนังลดลง ทำให้ดินในป่าพรุทำปฏิกิริยากับอากาศ ทำให้เกิดน้ำเปรี้ยว แต่การควบคุมระดับน้ำในคลองปากพนัง และคลองฆ้องจะทำให้เกิดน้ำเปรี้ยวลดลง
4. การทำนาในพื้นที่เป้าหมายเริ่มขยายตัว จากการตรวจสอบข้อมูลเปรียบเทียบพื้นที่การทำนาข้าว ก่อน-หลังการบริหารจัดการ ประตูระบายน้ำอุทกวิภาชประสิทธิ พบว่า ผลผลิตข้าวในพื้นที่เป้าหมายเพิ่มขึ้น (สำนักงานเกษตรจังหวัดนครศรีธรรมราช)
5.เป็นแหล่งน้ำดิบสำหรับผลิตน้ำประปา การเก็บน้ำจืดในคลองปากพนัง ด้านเหนือน้ำของ ปตร.อุทกวิภาชประสิทธิ สามารถแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำดิบ สำหรับทำน้ำประปาเพื่อการอุปโภคบริโภค ในเขตอำเภอปากพนัง ซึ่งเคยมีปัญหาน้ำประปามีรสกร่อยและมีกลิ่นในฤดูแล้ง
6.การขยายตัวของการทำนากุ้งในเขตน้ำเค็ม ในปีงบประมาณ 2545 โครงการฯ ได้ขุดลอกคลองธรรมชาติในพื้นที่น้ำเค็มแล้วบางส่วน ทำให้ราษฎรมีน้ำเค็มคุณภาพดี สำหรับใช้ในการเลี้ยงกุ้ง และมีการขยายพื้นที่การทำนากุ้งในเขต น้ำเค็มเพิ่มขึ้น
ปัญหาที่อาจมีผลกระทบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม
โครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง มีเขื่อนขนาดใหญ่ปิดกั้นลำน้ำปากพนัง ภายหลังการสร้างเขื่อนได้เกิดปัญหาดังนี้
1.ปัญหาที่เกิดกับพื้นที่หน้าเขื่อนคลองต่างๆ ดังเช่น คลองชะอวด คลองหัวไทร คลองบางโด เกิดปัญหาน้ำนิ่ง เป็นสาเหตุให้เกิดน้ำเน่าเสีย หญ้าตายเพราะน้ำขังเป็นเวลานาน โดยปกติพื้นที่เหล่านี้มีน้ำขังอยู่แล้ว แต่จะแห้งตามฤดูกาล เมื่อสร้างเขื่อนกลับกลายเป็นแอ่งน้ำ ดินไม่แห้ง ทำนาไม่ได้ ไม่สามารถไถพรวนดินในการทำนา การระบายน้ำออกจากพื้นที่ช้า ประตูระบายน้ำไม่ค่อยเปิดระบาย น้ำจึงขังในนา ก่อให้เกิดเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ยุง เกิดปัญหายุงชุกชม เป็นอันตรายต่อสุขภาพของประชาชน สิ่งแวดล้อมเกิดการเปลี่ยนแปลง ต้นไม้ใหญ่เริ่มถูกน้ำแช่ขังและตายไปในที่สุด
2.ปัญหาที่เกิดกับน้ำที่หลังเขื่อน เมื่อน้ำทะเลหนุนเข้ามาได้ทะลักเข้าท่วมบ้านเรือนในเขตเทศบาลปากพนัง ระดับน้ำสูงขึ้นจากเดิมมาก โดยเฉพาะในวันข้างาขึ้นที่พระจันทร์เต็มดวง ประชาชนในเขตเทศบาลจึงเรียกร้องให้เปิดประตูเขื่อนปากพนังเพื่อระบายน้ำเข้าไปในพื้นที่กว้าง



