ข่าว

รองปธ.ศาลฎีกา ชี้ ช่องโหว่ร่าง กม.ชะลอฟ้องขาดตรวจสอบใช้อำนาจ

รองปธ.ศาลฎีกา ชี้ ช่องโหว่ร่าง กม.ชะลอฟ้องขาดตรวจสอบใช้อำนาจ

13 ต.ค. 2559

เวทีสัมมนาวิชาการ “ร่างพระราชบัญญัติมาตรการแทนการฟ้องคดีอาญา ทางออกหรือปัญหา?” รองปธ.ศาลฎีกา - สภาทนาย - นักวิชาการ ชี้ ช่องโหว่ขาดการตรวจสอบใช้อำนาจ

          16 ต.ค.59 -- นายอุดม รัฐอมฤต คณบดีนิติศาสตร์ เป็นประธานเปิดงานสัมมนาวิชาการหลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารกระบวนการยุติธรรม หัวข้อเรื่อง “ ร่างพระราชบัญญัติมาตรการแทนการฟ้องคดีอาญา ทางออกหรือปัญหา ? ” ซึ่งมีนายชาติชาย อัครวิบูลย์ รองประธานศาลฎีกา , ร.ต.ท.อุทัย อาทิเวช อัยการพิเศษฝ่ายพัฒนากฎหมาย , ว่าที่ ร.ต.ถวัลย์ รุยาพร นายกสภาทนายความ , พล.ต.ท.ปัญญา เอ่งฉ้วน อดีตผู้บัญชาการสำนักงานกฎหมายและคดี สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และ นายณรงค์ ใจหาญ อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ เป็นวิทยากร ร่วมสัมมนา โดยมีทั้งข้าราชการ เจ้าหน้าที่นิติกร และนักศึกษาร่วม 100 คนให้ความสนใจร่วมฟังการบรรยาย                                                      

          โดยนายอุดม รัฐอมฤต คณบดีนิติศาสตร์ กล่าวเปิดการสัมมนาว่า การสัมมนาครั้งนี้ จะเป็นจุดสำคัญที่จะได้ข้อมูลและความคิด จากผู้ทรงคุณวุฒิ เพื่อปรับปรุงแนวทาง ซึ่งหวังว่าจะนำไปสู่ข้อพิจารณาของรัฐบาล และสภา ต่อไป                             

          ขณะที่ พล.ต.ท.ปัญญา เอ่งฉ้วน อดีตผู้บัญชาการสำนักงานกฎหมายและคดี กล่าวว่า ในส่วนของตำรวจ เมื่อปี พ.ศ.2548 ได้มีการเสนอร่างกฎหมายการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทในชั้นสอบสวน รองรับจากปัญหาการปฏิบัติ และคดีที่มามากขึ้น โดยเน้นเฉพาะที่คู่กรณีตกลงกันได้ ไม่ใช่คดีเกี่ยวกับหน่วยงานรัฐ เพื่อจะทำให้มีการไกล่เกลี่ยเสร็จไปเลยหากสามารถทำได้ ทุกวันนี้การปฏิรูปก็คิดว่า จะทำอย่างไรให้ตำรวจรับและจัดการคดีได้ทั้งหมด 100 % ซึ่งหากกฎหมายให้อำนาจตำรวจดำเนินการไกล่เกลี่ยได้ จะทำให้คดีเข้าสู่กระบวนการและเกิดความโปร่งใสที่จะดำเนินการไกล่เกลี่ย หากไกล่เกลี่ยได้ ก็จะทำให้คดีคลี่คลายได้ด้วย โดยหลักการไกล่เกลี่ยก็เป็นการยุติธรรมสมานฉันท์ และเป็นที่ยอมรับ รวมทั้งลดขั้นตอนดำเนินคดี ซึ่งตำรวจพยายามผลักดันกฎหมายมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2548 แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่เป็นผล ซึ่งการแก้ปัญหาเรือนจำเป็นเรื่องปลายเหตุ แต่มิติของพนักงานสอบสวนที่เป็นกระบวนยุติธรรมต้นน้ำ ก็หวังที่จะคลี่คลายคดีได้ด้วยความโปร่งใส และจัดการคดีให้ได้ 100 %                                     

          “ ทุกวันนี้ตำรวจก็มีการไกล่เกลี่ยอยู่เเล้ว เเต่เราต้องการให้เปิดขึ้นมาเเละสามารถตรวจสอบได้ การไกล่เกลี่ยมันมีทุกชั้นเเต่เราข้ามไปศาล อย่างคดีที่ผ่านมาที่ลักซาลาเปา สุดท้ายพอมีคำพิพากษาสั่งปรับตำรวจต้องมาจ่ายค่าปรับให้ การบริหารคดีในขณะนี้เราต้องยอมรับว่าไม่สามารถทำคดีได้เต็มร้อย ทุกวันนี้พนักงานสอบสวนเครียดฆ่าตัวตายจำนวนมาก ” พล.ต.ท.ปัญญา กล่าว                                    

          ด้าน ร.ต.ท.อุทัย อาทิเวช อัยการพิเศษฝ่ายพัฒนากฎหมาย กล่าวว่า เคยมีการพูดคุย การจำคุกระยะสั้นไม่ควรทำ เพราะจะเป็นชนักติดหลัง จนเป็นแนวความคิดเรื่องชะลอการฟ้อง ถามว่า ตามกฎหมายอัยการจะได้อะไร อำนาจอัยการไม่มีเลย มีเพียงแค่การทำคำสั่งรับรองการกระทำและความเห็นของเจ้าหน้าที่ตำรวจในการไกล่เกลี่ยส่วนแรก ซึ่งตามร่าง พ.ร.บ.มาตรการแทนการฟ้องคดีอาญาที่กระทรวงยุติธรรมเสนอร่าง ซึ่งต่างจากอำนาจของอัยการในร่างชะลอฟ้องครั้งแรกที่เคยเสนอ ปี พ.ศ.2523 จริงๆ แล้วตอนนี้อัยการก็ไม่จำเป็นต้องใช้แล้วเรื่องกฎหมายชะลอฟ้อง ซึ่งร่างกฎหมายปัจจุบัน เหมือนเอาหลายๆส่วนมารวมกันแล้ว เป็นเหมือนหัวมงกุฏท้ายมังกร กลายเป็นกฎหมายเป็นแบบไทยๆ เอาอำนวจมารวมกัน และพอมีปัญหาก็มาโยนให้อัยการ แล้วก็มาทะเลาะกันกันเพื่อแย่งอำนาจ ทั้งที่จริงตอนนี้อัยการมีกฎหมายก้าวหน้าพอ ที่อัยการจะดำเนินการทางคดีได้อยู่แล้ว ดังนั้นจะมี หรือไม่มีกฎหมายนี้ที่กระทรวงยุติธรรมเป็นผู้เสนอก็ได้ แต่ทั้งนี้ขึ้นกับรัฐบาลจะเอาแบบไหน                                

          “เคยมี คสช.โทรหาผมเรื่องกฎหมายนี้ ผมก็บอกไปว่าอย่าเลย ศาลก็ค้าน กระทรวงยุติธรรมเสนอร่างเเต่กลับโยนมาให้อัยการจริงๆ มันไม่ใช่อัยการไม่จำเป็นต้องใช้สุดท้ายก็ไปไม่ได้จบ ที่บอกว่าเรื่องนี้อัยการรับบทพระเอกจึงไม่ใช่เป็นการคิดกันเองระหว่างหน่วยงาน” ร.ต.ท.อุทัย อัยการพิเศษฝ่ายพัฒนากฎหมาย กล่าว                                                        

          ด้านนายชาติชาย อัครวิบูลย์ รองประธานศาลฎีกา กล่าวยกตัวอย่างว่า คดีรถเฟอร์รารี่ชนตำรวจตาย ปัจจุบันก็ยังไม่ได้ฟ้องความผิดในคดีนี้ ซึ่งความผิดก็ยังมีข้อหาอื่นด้วยนอกจากความผิดขับรถประมาท คดีลักษณะเเบบนี้สมควรจะต้องเข้าข่ายตามร่างกฎหมายนี้หรือไม่ 

 

          ขณะที่ล่าสุดคดีขับรถเบนซ์ ชนรถอคกคันตาย 2 ศพนั้น ถ้ามีกฎหมายชะลอฟ้องแล้ว จะมองคดีอย่างไร จะเกินกว่าความประมาทหรือไม่ หรือเล็งเห็นผล หากมีการชะลอฟ้อง ใครจะเป็นคนกำหนดตรวจสอบ จะมีการเเปลโทษจากหนักเป็นเบาหรือไม่ เราต้องมองผลกระทบต่อความรู้สึกของประชาชนด้วย นอกจากนี้ความผิดอื่นอย่าง พ.ร.บ.ศุลกากรที่กฎหมายให้ปรับ 4 เท่าก็จะเข้าสู่ร่างกฎหมายชะลอฟ้องด้วย ถ้าเจอคดีที่มีการฉ้อโกง หรือนำเข้าของเลี่ยงภาษีจำนวนมหาศาลจะต้องถูกตัดออกจากระบบ เพราะกฎหมายนี้ด้วยหรือไม่                                                

           โดยกฎหมายซึ่งมีโทษไม่เกิน 5 ปีที่สามารถรอลงอาญาได้ มีมากถึง 170 มาตราแล้วจะใช้อย่างไร ที่อ้างถึงต่างประเทศว่าใช้การชะลอฟ้องเหมือนกัน เขาก็มีใช้แต่ไม่พร่ำเพรื่อ และต่างประเทศเริ่มจากคดีเยาวชน ไม่ใช่ยกมาทั้งขบวนเหมือนของเราของต่างประเทศจะมีระบบที่เข้มเเข็ง กฎหมายนี้ยังน่าคิดด้วยว่าตัดสิทธิการตรวจสอบ อย่างศาลถ้าสั่งรอลงอาญา อัยการยังยื่นอุทธรณ์และฎีกาได้ หรือถ้าไม่รอลงอาญา คู่ความยังอุทธรณ์ได้ แต่ตามร่างชะลอฟ้อง หากอัยการใช้อำนาจสั่งแล้วคู่ความอุทธรณ์-ฎีกาไม่ได้ แถมยังตัดสิทธิ์เขาในการฟ้องอีก ขณะที่ร่างระบุว่าให้อัยการสูงสุดตรวจสอบนั้น ไม่ใช่แต่เหมือนเป็นการกำกับดูแลภายในการใช้อำนาจมากกว่า ซึ่งครั้งแรกคณะกรรมการกฤษฎีกาคณะพิเศษ ให้ความเห็นเรื่องการตรวจสอบไว้ 2 รูปแบบ คือ การให้อำนาจศาล กับการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาชุดหนึ่ง แต่เมื่อร่างออกมากลับไม่มีส่วนนี้ แต่เขียนเพียงให้อัยการสูงสุด ตรวจสอบเป็นการภายใน โดยในทางปฎิบัติอัยการสูงสุด มีหน้าที่พิจารณาคดีจาก ป.ป.ช.เยอะอยู่เเล้ว คนที่พิจารณาสำนวนจริงก็จะเป็นอธิบดีอัยการที่ได้รับมอบอำนาจจากอัยการสูงสุด ซึ่งการกำกับดูแลสายงานเดียวกันเป็นเรื่องลำบาก ดังนั้นกฎหมายเขียนแล้วต้องปฏิบัติได้ ไม่ได้ทำให้เกิดช่องว่าง อย่างเรื่องอายุความสะดุดหยุดลงหากพนักงานสอบสวนสั่งเข้ากระบวนการเเละตัดสิทธิการฟ้องเอง ซึ่งจะเห็นได้ว่าหากผู้เสียหายมีการฟ้องคดีเองมันเป็นการบอกไปในตัวว่าการไกล่เกลี่ยไม่สำเร็จ เเต่กลับไปเขียนกฎหมายตัดสิทธิห้ามฟ้องคดีเองไม่พอยังเป็นการตัดสิทธิศาลในการรับคดีเปรียบเสมือนการใช้อำนาจบริหารมาสั่งตุลาการ                                                                            

           “ ร่าง พ.ร.บ.นี้ เหมือนถนนเลี่ยงเมืองเป็นความคิดโบราณ ที่บอกว่านักโทษล้นคุก ต้องดูว่าข้อเท็จจริงมีนักโทษ 2 อย่าง คือศาลตัดสินเเล้ว เเละในชั้นที่ไม่ได้ประกันตัวในชั้นอัยการ ถ้าคดีอัยการสอบเสร็จครบถ้วนเร็ว ฟ้องเร็ว การตัดสินก็จะเร็ว ก็จะเหลือนักโทษที่รอตัดสิน เรื่องการประกันตัวในชั้นศาลเป็นเรื่องละเอียดอ่อนเเต่ก็มีระบบตรวจสอบเข้มเเข็ง มีการไล่ออกผู้พิพากษาในเรืี่องการใช้ดุลพินิจเรื่องปล่อยประกันมาเเล้ว ” รองประธานศาลฎีกา ระบุ                                    

  รองปธ.ศาลฎีกา ชี้ ช่องโหว่ร่าง กม.ชะลอฟ้องขาดตรวจสอบใช้อำนาจ                          

            ด้าน ว่าที่ ร.ต.ถวัลย์ รุยาพร นายกสภาทนายความ กล่าวว่า ในร่างกฎหมายนี้เกรงว่าจะเกิดปัญหา เพราะปกติพนักงานสอบสวน มีอำนาจจับกุมและสอบสวนเเล้วจะต้องให้มีอำนาจไกล่เกลี่ยด้วย เเบบนี้อะไรจะเป็นหลักประกัน ยิ่งหากประชาชนไม่รู้กฎหมายอาจจะโดนกระทำด้วยการเเจ้งข้อหาหนักหรือเบา ทำให้ไม่เเน่ใจทีีผู้ต้องหายอมรับสารภาพเป็นผู้กระทำผิดจริงหรือไม่                            

           ขณะที่นายณรงค์ ใจหาญ อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ กล่าวตั้งข้อสังเกตุว่า แม้ญี่ปุ่น สหรัฐ ให้อำนาจอัยการสั่งไม่ฟ้องคดีได้ แต่ก็มีกระบวนการที่รัดกุมในการใช้อำนาจ อย่างในยุโรป การใช้อำนาจชะลอฟ้องโดยสั่งคุมประพฤติก็ให้ศาลตรวจสอบได้ ซึ่งการที่กฤษฎีกา เสนอให้มีคณะกรรมการอีกชุด ซึ่งทำให้มีมากกว่าอัยการสูงสุดตรวจสอบการใช้อำนาจย่อมจะดีกว่า ซึ่งในร่างกฎหมายที่ปรากฎขณะนี้ไม่มีระบุว่าให้ศาลตรวจสอบ “ อย่างศาลจะมีอุทธรณ์-ฎีกา ร่างนี้ถ้าเพียงให้มีขั้นตอนการตรวจสอบในขั้นตอนอัยการด้วยจะดีมาก” อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ ระบุ                           

           ในระหว่างการสัมนา นายศรีอัมพร ศาลิคุปต์ ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกาได้นำเอกสารแสดงความคิดเห็นของนายสืบพงษ์ ศรีพงษ์กุล โฆษกศาลยุติธรรม เเละนายสมชาติ ธัญญาวินิชกุล ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกาเเละกรรมการตุลาการผู้ทรงคุณวุฒิในศาลฎีกา มาเผยเเพร่ ซึ่งเอกสารของ นายสืบพงษ์ โฆษกศาลยุติธรรม ระบุว่า ประธานศาลฎีกาเคยมีหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี และประธาน สนช. แสดงความคิดเห็นคัดค้าน ร่างพ.ร.บ มาตการแทนการฟ้องคดีไปครั้งหนึ่งแล้ว แต่ผู้เกี่ยวข้อง กับการเสนอร่างกฎหมายฉบับนี้ ยังคง ดำเนินการผลักดันร่างกฎหมายฉบับนี้อยู่ สำนักงานยุติธรรมจึงมีโครงการที่จะจัดประชุมสัมนาผู้พิพากษาในระดับต่างๆ ในเร็ววันนี้ เพื่อระดมความคิดเห็นของผู้พิพากษาทั่วประเทศ ที่มีต่อร่างกฎหมายฉบับนี้ เพื่อแจ้งให้ประชาชนทราบเหตุผลในการคัดค้านของศาลยุติธรรมในโอกาสต่อไป 

                                                             

           ทั้งนี้ เอกสารของนายสมชาติ ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา ระบุว่า การที่ประธานศาลฎีกาได้ลงนามในหนังสือแจ้งไปยังนายกรัฐมนตรี และประธาน สนช. คัดค้านร่างกฎหมายที่ให้อำนาจอัยการสั่งชะลอการฟ้องและยุติคดีอาญาได้นั้น ก็เพราะเห็นว่าหากมีกฎหมายฉบับนี้ออกมาใช้บังคับ แล้วจะก่อให้เกิดปัญหาต่อระบบการดำเนินกระบวนการยุติธรรมในคดีอาญา และเกิดความเสียหายต่อประชาชน ก็ในเมื่อพระราชบัญญัติองค์กรอัยการและพนักงานอัยการ พ.ศ.2553 มาตรา 21 บัญญัติว่า ถ้าพนักงานอัยการเห็นว่า การฟ้องคดีอาญาจะไม่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณชน หรือจะมีผลกระทบต่อความมั่นของชาติหรือผลประโยชน์อันสำคัญของประเทศก็ให้เสนอต่ออัยการสุงสุดใช้อำนาจสั่งไม่ฟ้องคดีนั้นได้อยู่แล้ว และปัจจุบันพนักงานอัยการก็มีอำนาจที่จะใช้ดุลพินิจอย่างกว้างขวาง โดยจะสั่งฟ้องหรือไม่ฟ้องคดีอาญา อุทธรณ์หรือไม่อุทธรณ์ ฎีกาหรือไม่ฎีกา หรือแม้ยื่นฟ้องคดีอาญาแล้วต่อมาจะฟ้องคดีนั้นก็ยังทำได้ และก็เคยใช้อำนาจดังกล่าวมาแล้ว เช่น การใช้ดุลพินิจสั่งไม่ฟ้อง นพ.วิสุทธิ์ บุญเกษมสันติ ในคดีฆ่า พญ.ผัสพร ภรรยา , การไม่อุทธรณ์คดีที่บุตรชายนักการเมืองเป็นจำเลยในข้อหาฆ่าดาบตำรวจยิ้ม , ไม่ฎีกาคดีที่ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ยกฟ้องคุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์ แม้ประธานศาลอุทธรณ์ทำความเห็นแย้งก็ตาม และยังใช้ดุจพินิจถอนฟ้องคดียักยอกทรัพย์วัดพระธรรมกายเป็นต้น                    

           ขณะที่ นายศรีอัมพร ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา กล่าวว่า คงมีใครไปบอกรัฐบาลว่ากฎหมายฉบับนี้จะเป็นผลงานชิ้นโบว์แดงของรัฐบาลเพื่อสนับสนุนให้เกิดการปรองดองหรือไม่ ครม. จึงรีบร้อนพิจารณาลงมติเห็นชอบด้วยกับร่างกฎหมายฉบับนี้ เพื่อนำเข้าสู่การพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ( สนช.) แต่ตนเห็นว่า กฎหมายฉบับนี้จะเป็นกฎหมายชิ้นโบว์ดำของรัฐบาลนี้ ที่ตอกย้ำให้เกิดความเหลื่อมล้ำในสังคมมากยิ่งขึ้น เศรษฐีหรือผู้มีอิทธิพลซึ่งตกเป็นผู้ต้องหาสามารถเอาเงินชดใช้ค่าเสียหายหรือบีบบังคับให้ผู้เสียหายยินยอม รับการชดใช้ค่าเสียหาย เพื่อให้มีการสั่งชะลอการฟ้องยุติคดีอาญา แต่คนยากคนจนที่ตกเป็นผู้ต้องหา ไม่มีเงินชดใช้ค่าเสียหายก็ต้องถูกดำเนินคดีอาญา ตนเคยได้ยินนายกรัฐมนตรีพูดถึงเรื่องคดีรถเบนซ์ว่า จะไม่ยอมให้คุกมีไว้ขังคนจนกับหมา แต่ถ้ากฎหมายฉบับนี้ผ่านสภา คำกล่าวของนายกรัฐมนตรีอาจเป็นเพียงความฝัน แม้แต่ นายพรเพรช วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ก็ยังกล่าวอีกว่าถ้ามีกฎหมายฉบับนี้ คดีรถเบนซ์ อาจไม่นำขึ้นสู่การพิจารณาในชั้นศาลก็เป็นได้