ข่าว

สุดทน! แจ้งจับ ‘เจ้าอาวาส’ ทารุณสัตว์

สุดทน! แจ้งจับ ‘เจ้าอาวาส’ ทารุณสัตว์

12 ต.ค. 2559

พระลูกวัดโร่แจ้งความจับเจ้าอาวาสโหดทารุณสัตว์ หลังจับลูกหมาโยนลงน้ำ-ตีด้วยไม้กวาดจนตาย ด้านเจ้าอาวาสปัดฆ่า ชี้แค่จับไปอาบน้ำล้างเห็บ-หมัด

 

           เพจเฟซบุ๊ก "WATCHDOG THAILAND" โพสต์ภาพพร้อมระบุข้อความว่า...

 

สุดทน! แจ้งจับ ‘เจ้าอาวาส’ ทารุณสัตว์

 

 

           ทางด้าน เจ้าอาวาสวัดหัวไทร ต.หัวไทร อ.บางคล้า จ.ฉะเชิงเทรา ออกโรงชี้แจงหลังโดนกล่าวหาทารุณกรรมสัตว์ โดยระบุแค่นำไปอาบน้ำเพื่อกำจัดเห็บหมัดเท่านั้น ยืนยันไม่ได้ฆ่าแต่อย่างใด

           โดยเจ้าอาวาสวัดหัวไทร เล่าว่า ภาพที่ลงไปในแฟนเพจนั้น เกิดจากมีพระลูกวัดได้นำรูปเก่าเมื่อปีที่แล้ว ขณะที่ตนกำลังหิ้วลูกสุนัขที่ตัวมีแต่หมัดและเห็บโยนลงไปในแม่น้ำบางปะกง เพื่อให้ลูกสุนัขได้อาบน้ำ ซึ่งเป็นวิธีที่ไม่เป็นบาปเพราะไม่ต้องฆ่าหมัดและเห็บ เนื่องจากสุนัขจะว่ายน้ำขึ้นมาด้านบน แล้วสะบัดหมัดและเห็บออก ที่ผ่านมาก็จะทำแบบนี้เป็นประจำเพื่อเป็นการรักษา แต่กลับถูกนำภาพไปแชร์พร้อมเขียนคำบรรยายจนทำให้ทางวัดเสียหายอย่างหนัก

 

สุดทน! แจ้งจับ ‘เจ้าอาวาส’ ทารุณสัตว์

 

           ทั้งนี้ เจ้าอาวาสวัด เล่าต่ออีกว่า ส่วนกรณีมีลูกสุนัขตาย เรื่องจริงนั้นเกิดจากลูกสุนัขที่เลี้ยงไว้ในวัดไปกัดกับสุนัขใหญ่รวม 4 ตัว ตนจึงใช้ไม่กวาดเข้าไปห้ามโดยตีสุนัขให้เลิกกัดกัน เหตุการณ์มันชุลมุนมาก สุดท้ายหลังสุนัขแยกย้ายก็มีร่างของลูกสุนัขตายอยู่ 1 ตัว จึงนำร่างไปฝังไว้ข้างวัด

           "อาตมาเป็นพระ เป็นถึงระดับเจ้าอาวาส คงไม่มีสิทธิ์ไปทำบาปทำกรรม ทุกวันนี้ยังเลี้ยงสุนัขทุกตัวที่มีคนแอบนำมาปล่อยทิ้งไว้โดยไม่เหลียวแล"

 

สุดทน! แจ้งจับ ‘เจ้าอาวาส’ ทารุณสัตว์

 

           อย่างไรก็ตาม หลังจากที่มีการแพร่ภาพดังกล่าวออกไป ทางเจ้าอาวาสวัดจึงได้แจ้งความที่ สภ.บางคล้า กับคนที่นำรูปพร้อมข้อความดังกล่าวไปลงในข้อหาหมิ่นประมาทและทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียง

 

สุดทน! แจ้งจับ ‘เจ้าอาวาส’ ทารุณสัตว์

 

ตร.เผยพระจับหมาโยนลงแม่น้ำเกิดขึ้นจริง แต่เป็นภาพเก่า ชี้เป็นความขัดแย้งภายในวัด


          12 ต.ค.59 เวลา 09.30 น. พ.ต.ท.เฉลิมฉัตร นาคเสน รอง ผกก.สภ.บางคล้า จ.ฉะเชิงเทรา กล่าวถึงกรณีมีการแชร์ภาพเจ้าอาวาสวัดหัวไทร อ.บางคล้า จ.ฉะเชิงเทรา หิ้วคอสุนัขก่อนนำไปโยนลงแม่น้ำบางปะกงผ่านทางสังคมออนไลน์จนตกเป็นข่าวดังผ่านทางสื่อด่างๆ ว่า ขณะนี้ทางพระอธิการกิตติพงษ์ ทัดละมัย อายุ 51 ปี เจ้าอาวาสวัดหัวไทร ได้เดินทางเข้ามารับทราบข้อกล่าวหา “กระทำการอันเป็นการทารุณกรรมสัตว์โดยไม่มีเหตุอันควร” แล้ว แต่ยังให้การปฏิเสธว่าไม่มีเจตนาที่จะกระทำการทารุณกรรมสัตว์

          สำหรับเรื่องที่เกิดขึ้นนี้ทางพระอธิการกิตติพงษ์ ซึ่งเป็นเจ้าอาวาสวัด ได้เดินทางเข้ามาแจ้งความร้องทุกข์ต่อทางพนักงานสอบสวน สภ.บางคล้า ให้ดำเนินคดี พระศุภชัย ดีด้วย อายุ 21 ปี พระลูกวัดที่ได้มีการนำภาพของพระกิตติพงษ์ ขณะกำลังหิ้วสุนัขไปที่บริเวณท่าน้ำหน้าวัดไปโพสต์ลงในโลกโซเชียล ในข้อกล่าวหา “หมิ่นประมาท ด้วยการโฆษณา” ก่อนจะมี นางจำเนียร ดีด้วย อายุ 53 ปี ผู้เป็นมารดาของพระศุภชัย เข้ามาแจ้งความดำเนินคดีพระกิตติพงษ์ ในข้อกล่าวหากระทำการอันเป็นการทารุณกรรมสัตว์ดังกล่าว

          ทั้งนี้เรื่องที่เกิดขึ้นจนเป็นความขัดแย้งกันภายในวัดหัวไทร เนื่องจากเป็นปัญหาของชาวบ้านบางส่วนที่ไม่ศรัทธาต่อพระกิตติพงษ์ ซึ่งเป็นพระที่เดินทางมาจากที่อื่น จากวัดใน จ.จันทบุรี ก่อนที่อดีตเจ้าอาวาสรูปเดิมจะมรณภาพไปเมื่อกว่า 2 ปีที่ผ่านมา และยังได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเจ้าอาวาสวัดหัวไทรต่อจากเจ้าอาวาสวัดรูปเดิมอีกด้วย เนื่องจากได้บวชมาเป็นเวลานานถึงเกือบ 30 พรรษา และหลังจากได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเจ้าอาวาสวัด พระอธิการกิตติพงษ์ ยังได้ไปนิมนต์ให้พระจากวัดอื่นๆ ที่มีความคุ้นเคยกันให้เข้ามาอยู่ด้วยกันอีก 2-3 รูป ทั้งยังมีความเข้มงวดต่อพระลูกวัดให้ปฏิบัติกิจของสงฆ์ และช่วยงานวัดที่กำลังมีการก่อสร้าง นอกจากนี้ ยังได้เคยให้ทางฝ่ายทหารเข้ามาทำการตรวจปัสสาวะของพระลูกวัดเพื่อหาสารเสพติด จนทำให้พระหนุ่มบวชใหม่เกิดความไม่พอใจต่อการกระทำของทางเจ้าอาวาสวัดรูปนี้ จึงได้นำภาพในขณะที่ พระกิตติพงษ์ กำลังหิ้วสุนัขโยนลงไปในแม่น้ำบางปะกง ตามที่ได้มีการแชร์ภาพกันทางสังคมออนไลน์ดังกล่าว ไปโพสต์ทางทางอินเตอร์เน็ต

          โดยทางพระอธิการกิตติพงษ์ นั้น ให้การว่า สาเหตุที่ทำเช่นนั้น เนื่องจากต้องการช่วยเหลือสุนัขที่มีเห็บและหมัดเกาะอยู่ตามผิวหนังใต้ขนสุนัขให้หลุดออกไปจากตัวสุนัข ซึ่งเป็นภาพเก่าที่เกิดขึ้นมานานแล้วตั้งแต่เมื่อเดือน เม.ย.2558 ส่วนกรณีที่มีการระบุว่า พระอธิการกิตติพงษ์ ได้ใช้ไม้ตีลูกสุนัขจนตายนั้น พระกิตติพงษ์ ได้ให้การต่อทางพนักงานสอบสวนว่า เมื่อเวลา 07.30 น.วันที่ 1 ต.ค.59 ได้มีสุนัขจำนวน 3-4 ตัว ที่อยู่ภายในวัดรุมกัดกันส่งเสียงดังรบกวนผู้ที่เดินทางมาทำบุญอยู่ภายในวัดเป็นเวลานาน

          ซึ่งขณะนั้นพระกิตติพงษ์ กำลังกวาดลานวัดอยู่ที่ด้านหน้าศาลา จึงได้ใช้ด้ามไม้ไปตีไล่ให้สุนัขเลิกกัดกัน ด้วยการตีไปที่กลุ่มสุนัขที่กำลังรุมกัดกันอยู่นั้น จำนวน 2-3 ครั้ง ก่อนที่จะเห็นว่ามีลูกสุนัข 1 ตัว นอนตายอยู่ภายในวงล้อมของสุนัขที่กำลังรุมกัดกัน ซึ่งไม่ทราบว่าลูกสุนัขที่ตายไปแล้วนั้น เกิดจากการถูกตี หรือเกิดจากการถูกสุนัขตัวที่ใหญ่กว่า จำนวน 3-4 ตัวรุมกัด ก่อนที่พระศุภชัย ซึ่งเป็นพระคู่กรณี และเคยถูกจับตรวจปัสสาวะ จะนำร่างของลูกสุนัขไปฝังยังที่บริเวณด้านหลังวัดดังกล่าว

          จากนั้นจึงได้นำภาพที่ได้จากพระกิมเชีย พระลูกวัดอีกรูป ที่ได้เคยถ่ายภาพขณะที่พระอธิการกิตติพงษ์ กำลังจับสุนัขไปโยนลงแม่น้ำ เมื่อช่วงปี 2558 ไปโพสต์ลงเฟซบุ๊คของตนเอง ก่อนที่ภาพจะถูกส่งต่อแชร์กันไปยังสังคมโซเชียลภายนอก สำหรับคดีนี้ได้ทำการสอบสวนพยานที่อยู่ภายในบริเวณวัด และพยานใกล้เคียงที่เกิดเหตุไปแล้วจำนวนหลายปาก แต่ยังทำสำนวนการสอบสวนไม่แล้วเสร็จ และยังคงต้องเรียกทางพระกิตติพงษ์ เข้ามาสอบปากคำเพิ่มเติมอีกครั้ง

          เวลา 10.30 น. ผู้สื่อข่าวได้เดินทางต่อไปยังวัดหัวไทร เพื่อจะเข้าไปสอบถามข้อเท็จจริงภายในวัดแห่งนี้ ปรากฏว่าทางเจ้าอาวาสวัดไม่อยู่ โดยทราบจากทางไวยาวัชกรวัดว่า พระอธิการกิตติพงษ์ ได้เดินทางไปกิจนิมนต์ที่วัดอื่น ขณะเดียวกันผู้สื่อข่าวยังได้พบกับ พระศุภชัย ดีด้วย อายุ 21 ปี พระลูกวัด ซึ่งเป็นพระคู่กรณีได้ให้ข้อมูลว่า พฤติการณ์ของเจ้าอาวาสรูปนี้ชอบกลั่นแกล้งลูกสุนัขอยู่เป็นประจำ ด้วยการจับดึงหูลูกสุนัข จนลูกสุนัขต้องพากันวิ่งหลบหนีในขณะที่พระกิตติพงษ์เข้ามาใกล้

          นอกจากนี้ภายในวัดยังมีการแบ่งฝั่งแบ่งฝ่าย ระหว่างพระที่เคยบวชและจำพรรษาอยู่ที่วัดแห่งนี้มาก่อน กับพระที่มาจากที่อื่น และยังมีพฤติการณ์ยุแย่ระหว่างกันอยู่ตลอดเวลา โดยหากพระรูปใดไม่ยอมเข้าพวกด้วยกับเจ้าอาวาส ก็จะพยายามหาเรื่องดุด่าว่ากล่าวอยู่ตลอดเวลา โดยปัจจุบันที่วัดแห่งนี้มีพระจำพรรษาอยู่ทั้งหมดรวม 9 รูป โดยทางฝ่ายของเจ้าอาวาสนั้นล้วนเป็นพระที่มาจากวัดอื่นรวม 3 รูป และอีกฝ่ายซึ่งเป็นพระที่บวชอยู่ในวัดแห่งนี้จำนวน 5 รูป และยังมีพระมหาที่บวชอยู่ที่วัดแห่งนี้มานานแล้ว และชราภาพจึงไม่ยุ่งเกี่ยวกับฝ่ายใดอีกจำนวน 1 รูป

          สำหรับ พระกิตติพงษ์ หรือเจ้าอาวาสวัดแห่งนี้นั้น เป็นพระที่มาจากที่อื่น เพิ่งเข้ามาอยู่ที่วัดแห่งนี้ได้เพียงประมาณ 3 ปี หรือเพิ่งมาอยู่จำพรรษาผ่านไปได้เพียง 2 พรรษาเท่านั้น แต่พื้นเพเดิมนั้นก็เป็นคนที่นี่ โดยได้ไปบวชอยู่ที่วัดแห่งอื่นก่อนที่จะกลับมาที่นี่ หลังเกิดเรื่องนี้ขึ้นจึงทำให้ชาวบ้านไม่อยากจะเข้ามาทำบุญยังที่วัดแห่งนี้กันแล้ว


-------------------------------------

(ที่มา : WATCHDOG THAILAND)