ข่าว

เรามาถึงจุดนี้ได้อย่างไร

เรามาถึงจุดนี้ได้อย่างไร

13 ต.ค. 2559

คอลัมน์ สวัสดีเศรษฐกิจ : โดย...สุรพล โอภาสเสถียร

 

        มีข้อมูลว่า สมาคมธุรกิจบ้านจัด สมาคมอาคารชุดไทย และสมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย เตรียมทำหนังสือถึงธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ให้ช่วยลดเงื่อนไขมาตรฐานสากลที่นานาประเทศเขาทำกัน ให้เป็นแบบเฉพาะประเทศไทย (Thailand Only) โดยคงไว้ซึ่งจิตวิญญาณและการคิดแบบพ่อค้าวาณิชเต็มรูปแบบ

        ความโดยสรุปว่า "...ให้ลดระยะเวลาการจัดเก็บและการแสดงประวัติการชำระหนี้ หรือเครดิตบูโร จากปัจจุบันแสดงไว้ไม่เกิน 3 ปี ลดเหลือเพียง 1 ปี นับจากวันที่้ลูกหนี้ผิดนัดชำระและลูกหนี้รายนั้นได้จ่ายคืนหนี้สินได้หมดแล้ว ที่เรียกกันโดยเป็นที่เข้าใจคือ “ประวัติของคนเคยค้าง แต่ตอนนี้เคลียร์แล้ว บัญชีเป็นปกติ เพื่อให้ธนาคารหรือสถาบันการเงินมีข้อมูลที่จะดูคุณภาพของคนที่มายื่นขอกู้สั้นลง แบบว่าอย่าไปดูยาวๆ เลย จะได้อนุมัติกันได้ง่ายขึ้นในภาษาชาวบ้าน..”

        เครดิตบูโร มีคำถามเชิงเปรียบเทียบอย่างนี้ครับ ถ้าเราเปรียบว่า รายงานเครดิตบูโร คือสมุดพกทางการเงินที่แสดงวินัยและการจัดการหนี้สินของท่านที่เป็นลูกหนี้ ที่แสดงถึงภูมิหลังของการก่อหนี้ และการชำระหนี้ในบัญชีนั้นๆ ว่า ก่อหนี้มาแล้วกี่มากน้อย เวลานี้มีหนี้อยู่เท่าใด เป็นหนี้อะไรบ้าง และในหนี้แต่ละบัญชีนั้นมีลักษณะประวัติการชำระหนี้เป็นอย่างไร ชำระครบชำระตรงตลอดมาหรือไม่ หรือมีการค้างชำระในเดือนใดบ้าง ถามว่าใครเป็นคนสร้างประวัติ คำตอบคือ ท่านที่เป็นลูกหนี้เป็นคนที่ก่อให้เกิดความจริงนั้นใช่หรือไม่

        ถ้ารายงานเครดิตบูโรเหมือนสมุดพกในทางการเงิน ใบเกรดหรือใบแสดงผลการเรียนของนิสิต นักศึกษาก็คือสมุดพกในเรื่องของการเรียน เรื่องของความรู้ความสามารถใช่หรือไม่ เรื่องของการประเมินความตั้งใจในการเรียน การเอาใจใส่ในการเรียนรู้เพื่อออกไปประกอบอาชีพหรือไม่ ถ้าใช่ ท่านที่เสนอขอเรียกร้องครับ เวลาท่านรับสมัครวิศวกร สถาปนิก นายช่าง เข้ามาทำงาน ควบคุมงาน มาดูแลงาน หรือแม้แต่คนที่จะมาทำงานเป็นพนักงาน ลูกจ้างของกิจการอสังหาริมทรัพย์ที่ท่านดูแล ท่านจะดูใบเกรดหรือใบแสดงผลการเรียนเฉพาะเทอมสุดท้ายหรือไม่ แล้วมาตรฐานของการรับคนเข้ามาทำงานคืออะไร แล้วมาตรฐานของการบริหารความเสี่ยงจะทำอย่างไร

        ในข่าวที่เผยแพร่ระบุว่า ท่านผู้หลักผู้ใหญ่ที่บริหารเศรษฐกิจก็ระบุว่า ...หากดูจากสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบันก็ไม่ได้ชะลอตัวมาก ประกอบกับข้อมูลตัวเลขไตรมาส 3 ทั้งยอดขาย ยอดเปิดตัวโครงการ และยอดโอนดีขึ้น ทำให้คาดว่าจะส่งผลต่อเนื่องไปยังไตรมาส 4 โดยเฉพาะคอนโดมิเนียมจำนวนมาก จึงคาดการณ์การเติบโตของอสังหาริมทรัพย์ปีนี้จะบวกลบร้อยละ 5 และยังระบุต่อไปอีกว่า...สำหรับการเติบโตของอสังหาริมทรัพย์ปี 2560 คาดว่าจะขยายตัวได้ถึงร้อยละ 10 เนื่องจากรัฐบาลมีโครงการลงทุนภาครัฐที่จะออกมามากขึ้น ซึ่งจะช่วยกระตุ้นตลาดอสังหาริมทรัพย์ด้วย

        คำถามมีอยู่ว่า หลักการทางเศรษฐศาสตร์ ถ้าของขายได้น้อย แต่ยังมีความต้องการ เราควรลดราคา แล้วคืนกำไรให้แก่ผู้ซื้อก่อนหรือไม่ ลดราคาแล้ว ยอดขอกู้ก็น้อยลง ยอดผ่อนก็น้อยลง เอาไปเทียบกับรายได้มันก็ดีขึ้นใช่หรือไม่...เราได้ทำหรือยังก่อนที่เราจะบอกให้ใครเขาลดมาตรฐานให้ต่ำกว่าเขมร เอธิโอเปีย หรือกานา