
รายงาน-สัปดาห์วิกฤติ !
สถานการณ์การเมืองไทยเดินเข้าสู่จะล่อแหลมและสุ่มเสี่ยงอีกครั้งในรอบสัปดาห์นี้
เริ่มตั้งแต่การชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) หรือกลุ่มเสื้อแดง ในการเคลื่อนไหวนำรายชื่อประชาชนนับล้านทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาเพื่อขอพระราชทานอภัยโทษให้แก่ ทักษิณ ชินวัตร
โดยประกาศดีเดย์เคลื่อนพลในวันที่ 17 สิงหาคมนี้ ตั้งแต่เช้ามืดที่ท้องสนามหลวง ก่อนจะส่งตัวแทนถวายฎีกาผ่านสำนักราชเลขาธิการ สำนักพระราชวัง และ “ทักษิณ” จะโฟนอินเข้ามาขอบคุณประชาชนที่มาร่วมลงชื่อถวายฎีกาอย่างท่วมท้นในช่วงสายๆ
แต่จุดที่น่าสนใจก็คือ บริเวณท้องสนามหลวงจะกลายเป็นสนามประลองกำลังของ “ศึกพลังสี” ต่างๆ
ไม่ว่าจะเป็น “พลังสีน้ำเงิน” ที่ได้มีการตั้งโต๊ะถอนรายชื่อพร้อมทั้งคัดค้านถวายฎีกา ก็เตรียมยกกำลังพลบางส่วนเข้ามาร่วมสมทบด้วย ขณะที่ “พลังสีเหลือง” ก็ออกมาประกาศจุดยืนในการปกป้องสถาบันด้วย
นอกจากศึกพลังสีแล้ว ยังมีกลุ่มองค์กรต่างๆ ออกมาเคลื่อนไหวเพื่อคัดค้านแสดงความไม่เห็นด้วยกับการถวายฎีกาครั้งนี้ เพราะเห็นว่าเป็นเรื่องไม่เหมาะสมและมิไม่บังควร
นี่จึงเป็นจุดล่อแหลมและสุ่มเสี่ยงที่สุด และเป็นเงื่อนไขสำคัญ ที่อาจจะทำให้ประชาชนลุกขึ้นมาต่อต้านซึ่งกันและกัน เพื่อสร้างความปั่นป่วนในที่สุด
เพราะอย่าลืมว่าในวันที่ 17 สิงหาคมนี้ อีกฟากหนึ่งของท้องสนามหลวง สปอตไลท์ต่างจับจ้องไปที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
เนื่องจากถึงคิวที่ศาลจะออกนั่งบัลลังก์อ่านคำพิพากษา “ปิดคดี” ทุจริตการจัดซื้อพันธุ์กล้ายางพารา 90 ล้านต้นของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งเกิดขึ้นในสมัยรัฐบาลทักษิณ
โดย ครม.ทั้งคณะ กับพวกรวม 45 คน ตกเป็นจำเลยในคดีนี้ และหนึ่งในนั้นมีชื่อ เนวิน ชิดชอบ อดีต รมช.เกษตรและสหกรณ์ แกนนำกลุ่มเพื่อนเนวิน ในพรรคภูมิใจไทยรวมอยู่ด้วย
จึงต้องจับตาว่าหลังจากกลุ่มเพื่อนเนวิน ผนึกกำลังกับสีเขียวและสีกากีจนกลายเป็น “ขั้วอำนาจใหม่” ที่ทรงพลังเหนือรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ จะมีชะตากรรมอย่างไรในขั้นตอนสุดท้าย
แต่จุดที่ต้องจับตาก็คือ เมื่อกลุ่มเสื้อสีน้ำเงินเตรียมยกพลไปให้กำลังใจ “เนวิน” ถึงศาลฎีกา ที่ท้องสนามหลวง ซึ่งเป็นวันเดียวกับกลุ่มเสื้อแดงถวายฎีกา
การเผชิญหน้าของพลังมวลชนทั้งสองอาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ยิ่ง “สีน้ำเงิน” กับ “สีแดง” เคยเกิดเหตุปะทะกันอย่างรุนแรงมาก่อนแล้วที่พัทยา
มิหนำซ้ำล่าสุดกลุ่มเสื้อสีน้ำเงิน ยังเป็นโต้โผหลักในการรณรงค์ทุกรูปแบบเพื่อต่อต้านการถวายฎีกา ผ่านกระทรวงมหาดไทย ซึ่งอยู่ในอำนาจของพรรคภูมิใจไทย
เมื่อพลังสีของทั้งสองฝ่ายควบคุมไม่อยู่ การปะทะกันมีความเป็นได้สูง และยิ่งมีการประเมินจากทั้งอดีต คมช.และหน่วยงานความมั่นคง ต่างก็เห็นตรงกันว่านี่คือจุดอันตรายที่สุด
เป้าหมายก็เพื่อล่อให้รัฐบาลเข้าไปติดกับ และใช้อำนาจรัฐเข้าจัดการ หากมีการปะทะกันเกิดขึ้น จนนำไปสู่ “สงครามกลางเมือง” ซึ่งถือเป็นการปรับรูปขบวนใหม่ของกลุ่มเสื้อแดง
ด้วยเจตนาต้องการให้ “สถาบัน” ลงมาหย่าศึก ให้ทั้งสองฝ่ายต่างถอยกันคนละก้าว และกลับไปเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่ นั่นหมายความว่าคดีความต่างๆ ที่มัดคอ “ทักษิณ” ต้องมีอันยุติทุกคดี
นี่จึงถือเป็นก้าวสำคัญในการพิสูจน์ฝีมือรัฐบาลโดยการนำของ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อีกครั้ง ว่าจะสามารถฝ่าด่านก้าวข้ามวันแห่งวิกฤตินี้ไปได้หรือไม่ ท่ามกลางสารพัดปัญหาที่ถั่งโถมเข้ามาในยามนี้
โดยเฉพาะข่าวฉาวการทุจริตคอรัปชั่น “โครงการชุมชนพอเพียง” ที่มี “ประโภชฌ์ สภาวสุ” รองผู้อำนวยการโครงการชุมชนพอเพียง น้องชายคลานตามกันมาของ กอร์ปศักดิ์ สภาวสุ เป็นกุญแจดอกสำคัญ จนทำให้เก้าอี้รองนายกฯ ของพี่ชายต้องสั่นคลอน
ขณะที่เสถียรภาพของรัฐบาลก็ได้รับแรงสั่นสะเทือนไปด้วย เพราะได้รับแรงบีบจากพรรคร่วมรัฐบาลด้วยกันเอง ในการเดินเกมเขี่ย “กอร์ปศักดิ์” ให้พ้น ครม.
ว่ากันว่าในวันที่ 17 สิงหาคมนี้ “กอร์ปศักดิ์” จะมีเซอร์ไพรส์ ด้วยการประกาศ “ไขก๊อก” ออกจากตำแหน่งประธานคณะกรรมการสำนักงานเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อยกระดับชุมชน ( สพช.) เพื่อแสดงความรับผิดชอบ และลดแรงบีบจากพรรคฝ่ายค้านและพรรคร่วมรัฐบาล
นอกจากนี้ยังมีเรื่องเสียวๆ ที่ 44 ส.ส.ต้องรอลุ้นระทึก เมื่อ “5 เสือ กกต.” ได้ฤกษ์วินิจฉัยการสิ้นสุดสมาชิกภาพ ด้วยเหตุถือครองหุ้นกิจการสื่อและบริษัทที่รับสัมปทานจากภาครัฐ ในวันที่ 18 สิงหาคมนี้
แว่วมาว่ามีระดับแกนนำพรรคการเมืองหลายคนไม่รอดแน่ๆ ไม่ว่าจะเป็น พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ รองนายกรัฐมนตรี แกนนำพรรคชาติไทยพัฒนา เสนาะ เทียนทอง หัวหน้าพรรคประชาราช
คอการเมืองจึงต้องจับตาว่าประเทศไทยจะก้าวข้ามสัปดาห์วิกฤตินี้ไปได้อย่างไร ?
บัญชา แข็งขัน



