
ระวังรถหายภาคใต้30คัน นำมาก่อคาร์บอมบ์พื้นที่อื่น
ศูนย์ป้องกันฯ เตือนระวังรถโจรกรรมจากภาคใต้ 30 คัน นำมาคาร์บอมบ์พื่นที่อื่นๆ ตร.-ทหาร บุกค้น“ไมมูณาการ์เด้นโฮม”และอู่ซ่อมรถไม่มีชื่อซอยราษฎร์อุทิศ 25
วันนี้(11ต.ค.) ศูนย์ป้องกันและปราบปรามการจราจรกรรมรถยนต์ รถจักรยานยนต์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ หรือ ศปก.จร.ตร. เปิดเผยข้อมูลรถยนต์ที่ถูกโจรกรรมในพื้นที่ภาคใต้ ที่อาจถูกนำไปใช้ก่อเหตุความไม่สงบหรือคาร์บอมบ์ในพื้นที่ต่างๆ โดยส่วนใหญ่พบว่า เป็นรถกระบะและรถเก๋งนั่งส่วนบุคคล ที่หายไปจากพื้นที่ ตั้งแต่ปี 2555-2559 รวมทั้งหมด 30 คัน ประกอบด้วย ในพื้นที่จังหวัดนราธิวาส 10 คัน ในพื้นที่จังหวัดปัตตานี 12 คัน และ จังหวัดสงขลา 8 คัน
นอกจากนี้ ยังมีการแจ้งเตือนรถยนต์เฝ้าระวังพิเศษในพื้นที่ สภ.เมืองยะลา 2 คัน คือ รถยนต์ ยี่ห้อ มิตซูบิซิ รุ่นไทรตัน สีดำ ทะเบียน บต.3597 ยะลา และ รถยนต์ฮอนด้า สีดำ ทะเบียน วฐ 1563 กทม.จากการสืบสวนทราบว่า รถยนต์คันดังกล่าวเป็นรถที่่ใช้ขนส่งคนร้ายที่ก่อเหตุระเบิด 7 จังหวัดภาคใต้ เมื่อวันที่ 10-12 สิงหาคม 2559 คาดว่าคนร้ายจะนำรถยนต์คันดังกล่าวไปประกอบเป็นรถยนต์คาร์บอมบ์เพื่อก่อเหตุใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เช้าวันนี้ (11ต.ค.) พล.ต.ท.ศานิตย์ มหถาวร ผบช.น. พร้อมด้วย พล.ต.ต.ภานุรัตน์ หลักบุญ รรท.รอง ผบช.น. พ.ต.อ.สมนึก น้อยคง รรท.ผบก.น.3 พ.ต.อ.กัญชล อินทราราม รอง ผบก.น.3 พ.ต.อ.ถนัด นักธรรม ผกก.สน.มีนบุรี พ.ต.ท.สุรพล ก้อมน้อย รองผกก.สส. พ.ต.ท.นันทภูมิ เรื่องรุ่ง รองผกก.ป. พร้อมกำลังทหาร เจ้าหน้าที่กลุ่มงานเก็บกู้และตรวจพิสูจน์วัตถุระเบิด (กตว.บก.สปพ.บช.น. ) และเจ้าหน้าที่เทศกิจ กว่า 30 นาย ร่วมปิดล้อมตรวจค้นอาคารไมมูณาการ์เด้นโฮม ซ.ราษฎร์อุทิศ 25/8 และอู่ซ่อมรถไม่มีชื่อ ภายในซอยราษฎร์อุทิศ 25 แขวงแสนแสบ เขตมีนบุรี กรุงเทพฯ เนื่องจากเป็นสถานที่พักเป้าหมาย และเฝ้าระวัง ที่อาจมีกลุ่มผู้ไม่หวังดีเข้ามาพักอาศัย เพื่อตระเตรียมการที่จะก่อเหตุ โดยใช้เวลาตรวจค้นกว่า 1 ชั่วโมง
พล.ต.ท.ศานิตย์ กล่าวว่า เรื่องความมั่นคง การรักษาความสงบเรียบร้อยเป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่อยู่แล้ว เพื่อเป็นการป้องกันและเฝ้าระวัง รวมถึงการแสวงหาความร่วมมือจากภาคประชาชนในการแจ้งข้อมูล หรือเบาะแสที่เป็นประโยชน์กับเจ้าหน้าที่ ซึ่งวันนี้ได้มีการประกอบกำลังเพิ่มเติมกับเจ้าหน้าที่ทหาร และเป็นเรื่องของมาตรการในการป้องกัน โดยการตั้งสมมุติฐานเผื่อไว้ว่า อาจมีเหตุต่างๆเกิดขึ้น เพื่อเป็นการกระตุ้นการทำงานของเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายในการเฝ้าระวังเหตุร้ายต่างๆเพิ่มมากขึ้น
“อยากให้พี่น้องประชาชนได้สบายใจ เพราะการทำงานของตำรวจนครบาลเข้ม และผลการตรวจสอบห้องพักทั้ง 33 ห้องของอาคารไมมูณาการ์เด้นโฮม ซึ่งในอดีตเป็นที่พักคนร้าย ที่ก่อคดีระเบิดแยกราชประสงค์ ส่วนอีกจุดเป็นบริเวณอู่ซ่อมรถไม่มีชื่อซอยราษฎร์อุทิศ 25 ซึ่งเป็นจุดที่เคยเกิดเหตุระเบิดเมื่อปี 57 จนมีผู้เสียชีวิต 2 ศพ ผลการตรวจสอบทั้งสองจุดไม่พบสิ่งปกติ”
พล.ต.ท.ศานิตย์ กล่าวอีกว่า ที่มีข่าวว่าจะมีการก่อวินาศกรรมในพื้นที่กรุงเทพและปริมณฑลในช่วงปลายเดือนนั้น เป็นเพียงการตั้งสมมุติฐาน ให้เจ้าหน้าที่มีความเข้มข้นในการป้องกันเหตุตามสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ทั้งสถานทูต จุดเสี่ยง จุดล่อแหลม อยากให้พี่น้องประชาชนมีส่วนช่วยในการสังเกตตรวจตราบุคคลแปลกหน้า รถยนต์ต้องสงสัย วัตถุต้องสงสัยต่างๆ รวมไปถึงสถานประกอบการต่างๆที่จำหน่ายสารตั้งต้นที่จะนำไปประกอบวัตถุระเบิด หากพบสิ่งผิดปรกติให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ ขอให้ยืดโยงผลประโยชน์ของชาติเป็นหลัก ซึ่งเชื่อว่าหากได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่ายปัญหาทั้งหมดก็จะได้รับการแก้ไขแน่นอน
่ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงเวลา 07.00 น.วันเดียวกัน พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล รรท.ผบก.สปพ., พล.ต.ต.นันทชาติ ศุภมงคล ผบก.น.4 พ.ต.อ.ธรรมนูญ บุญเรือง ผกก.สน.วังทองหลาง, พ.ต.อ.ศรายุทธ จุณณวัตต์ ผกก.สน.หัวหมาก พร้อมสายตรวจปฎิบัติการพิเศษ 191 ร่วมกับเจ้าหน้าที่กองกำกับการต่อต้านการก่อการร้าย (หน่วยอรินทราช 26) ฝ่ายสืบสวน บก.น.4, และทหารกว่า 100 นาย ได้บุกตรวจค้นพื้นที่หัวหมากและวังทองหลายหลายจุด เพื่อป้องกันและปราบปรามการก่อเหตุอาชญากรรม ทั้งนี้ได้เข้าค้นอาคารร่มเกล้าแมนชั่น ภายในซอยรามคำแหง 65/1 (ซอยมหาดไทย) แขวงหัวหมาก เขตบางกะปิ กทม.
โดยอาคารดังกล่าวสูง 8 ชั้น บริเวณชั้นที่ 8 เจ้าหน้าที่จากกองกำกับการต่อต้านการก่อการร้าย (หน่วยอรินทราช 26) ได้ทำการบุกตรวจค้นภายในห้อง 801,803,805,813,814 พร้อมควบคุมผู้ต้องสงสัยทั้งหมด 8 คน พร้อมด้วยของกลาง ก่อนจะนำตัวมาที่สน.หัวหมาก
พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ กล่าวว่า การเข้าค้นพื้นที่หัวหมากเป็นการขยายผลมาจากเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจับผู้ต้องหาพร้อมของกลางเป็นปืน 400 กระบอกได้ในพื้นที่ ต.ปากน้ำอ.เมือง จ.สมุทรปราการ. เพื่อติดตามผู้ที่ซื้อปืนจากผู้ต้องหารายดังกล่าว ซึ่งการตรวจค้นครั้งนี้เป็นการป้องปรามอาชญากรรมในครั้งนี้ก็เป็นการกาดล้างทั้งอาชญากรรมทั่วไปและอาชญากรรมข้ามชาติ
ทั้งนี้ประเทศไทยยังเป็นเจ้าภาพในการประชุมสุดยอดกรอบความร่วมมือเอเชีย ครั้งที่ 2 (ACD Summit) และประชุมเพิ่งแล้วเสร็จไปเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม ที่ผ่านมา จึงต้องแสดงกำลังปิดล้อมตรวจค้นเพื่อให้ทุกฝ่ายเกิดความมั่นใจ เนื่องจากสมัยนี้คนร้ายที่ก่อเหตุอาชญากรรมนั้นมักนะใช้อาวุธที่รุนแรงต่อสู้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจทำให้ พล.ต.อ. จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. สั่งการให้หลายหน่วยประสานกำลังเข้าปิดล้อมตรวจค้น โดยใช้เจ้าหน้าที่จากอริทราชช่วยในการบุกตรวจค้นและเพิ่มกำลังทั้งตำรวจพื้นที่และ 191 สนธิกำลังลงพื้นที่ด้วย



