ข่าว

เชื่อ“จีนแกร่ง”ไทยชวนปักหมุดลงทุน

เชื่อ“จีนแกร่ง”ไทยชวนปักหมุดลงทุน

11 ต.ค. 2559

“สมคิด” กล่อมจีนลงทุนไทยชวนเป็นหุ้นส่วน มองแม้เศรษฐกิจจีนชะลอแต่ยังมีพลัง เร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ปูทางยกระดับอุตสาหกรรมไทย


               นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวปาฐกถาในการสัมมนา “Sino-Thai Business Investment Forum 2016” ระบุว่า เศรษฐกิจโลกกำลังถดถอยและไร้วี่แววการฟื้นตัว ทั้งสหรัฐ สหภาพยุโรป และตะวันออกกลาง แต่ขณะนี้โอกาสของเอเชียกำลังมาถึง แม้เศรษฐกิจจีนจะชะลอลงแต่ยังเต็มไปด้วยพลัง ขณะที่อินเดียและอีกหลายประเทศในอาเซียนก็มีการเติบโตทางเศรษฐกิจสูง ทำให้ตะวันออกหนุนเศรษฐกิจโลกให้พลิกฟื้น โดยมีจีดีพีมูลค่ารวม 2.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ มีประชากรกว่า 600 ล้านคน ซึ่งการที่ประเทศไทยชักชวนนักลงทุนจีนเข้ามาเป็นหุ้นส่วน ก็จะดูแลให้ได้รับความสะดวกและเป็นธรรมในทุกมิติ

               “เราพูดกันมาตั้งแต่ก้าวสู่ศตวรรษใหม่แล้วว่า เป็นศตวรรษแห่งเอเชีย แต่ก็ยังไร้วี่แววที่ชัดเจน จะมีแต่จีนเท่านั้นที่เจริญรุดหน้าอย่างรวดเร็วและโดดเด่น แต่ในขณะนี้โลกได้เชื่อมั่นแล้วว่าโอกาสของเอเชียกำลังจะมาถึง เอเชียกำลังจะผงาด แม้เศรษฐกิจจีนจะชะลอตัวลงแต่ก็ยังเต็มไปด้วยพลัง” นายสมคิด กล่าว

               ทั้งนี้ ปัจจุบันสถานการณ์ของไทยได้กลับสู่ภาวะปกติ ทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ การลงทุน และการท่องเที่ยว โดยจีดีพีของประเทศเติบโตขึ้นต่อเนื่องตามลำดับ ซึ่งรัฐบาลมีนโยบายลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจควบคู่กับการยกระดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ผ่านการปฏิรูปโครงสร้างภาคการผลิตของประเทศ เน้นสร้างมูลค่าและนวัตกรรม ให้เกิดขึ้นกับอุตสาหกรรมเดิมที่มีอยู่ เช่น อาหาร ยานยนตร์และชิ้นส่วน สิ่งทอ อิเล็กทรอริกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า คอมพิวเตอร์และส่วนประกอบ

               ส่วนการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ โดยเฉพาะการพัฒนาเส้นทางคมนาคมทั้งถนนมอเตอร์เวย์ รถไฟฟ้า รถไฟรางคู่ รถไฟฟ้าความเร็วสูง สนามบิน ท่าเรือ มูลค่าการลงทุนรวมกว่า 43 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในช่วง 5 ปีข้างหน้า โครงการเหล่านี้ได้ทยอยผ่านการอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) และเปิดประกวดราคาตั้งแต่ไตรมาส 4 ปีนี้ ต่อเนื่องไปถึงปีหน้า นอกจากนี้ ยังมีโครงการลงทุนในพื้นฐานดิจิทัลที่รัฐบาลได้อนุมัติงบประมาณไปแล้วเกือบ 600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่วนอนาคตภายใน 5 ปีข้างหน้า จะมีโครงการลงทุนทั้งภาครัฐและเอกชนมูลค่ารวม 12-15 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

               ด้านนายกานต์ ตระกูลฮุน คณะกรรมการบริหาร โครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจ กล่าวว่า โครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออกเป็นโครงการต่อยอดยกระดับและขยายเขตการลงทุน หลังจากที่ไทยพัฒนาอุตสาหกรรมจนเป็นประเทศที่มีการส่งออกรถยนต์เป็นอันดับ 3 ของโลกและอันดับ 1 ของอาเซียน โดยในอีก 5 ปีข้างหน้า จะมีงบลงทุนของภาครัฐและเอกชนรวม 1.5 ล้านล้านบาท เป็นการลงทุนที่ตรงจุดมากที่สุด เพราะสามารถกำหนดว่าจะมีการลงทุนใดเข้ามาบ้าง เกิดการจ้างงานกว่าแสนราย รวมถึงสามารถจัดเก็บรายได้ได้เพิ่มขึ้น ขณะที่การลงทุนด้านขนส่งจะมีต้นทุนที่ลดลง จากการที่ใช้น้ำมันน้อยลง กระตุ้นให้จีดีพีโตของไทยถึง 5% จากเดิมที่โตเฉลี่ยปีละ 3%

               “โครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจยังเกิดประโยชน์กับประเทศในกลุ่ม CLMV ในการขยายการร่วมกัน ซึ่งส่งผลดีต่อคุณภาพชีวิตของชุมชน ที่จะมีการออกแบบการลงทุนให้ครอบคลุมถึงชุมชนและสิ่งแวดล้อมเป็นอย่างดี ซึ่งทั้งหมดจะทำให้ความเป็นอยู่ของชุมชนดีขึ้น” นายกานต์กล่าว

               ขณะที่นายเฉียน เหวินฮุย ประธานคณะกรรมที่ปรึกษา ธนาคารไอซีบีซี ประเทศไทย กล่าวว่า ไทยและจีนได้พัฒนาความร่วมมือในด้านต่างๆ มาอย่างต่อเนื่อง โดยจีนเป็นตลาดส่งออกที่ใหญ่ที่สุดของไทย และไทยเป็นคู่ค้าหลักของจีนในกลุ่มประเทศอาเซียน โดยเฉพาะสินค้าประเภทผลผลิตทางการเกษตรและยางพารา ขณะที่นักท่องเที่ยวจีนก็เดินทางเข้ามาประเทศไทยปริมาณมากเป็นอันดับหนึ่ง