ข่าว

โจทย์หินสินเชื่อแบงก์รัฐ9แสนล้านคลังทั้งปลอบทั้งขู่ให้สนองนโยบาย

โจทย์หินสินเชื่อแบงก์รัฐ9แสนล้านคลังทั้งปลอบทั้งขู่ให้สนองนโยบาย

17 ส.ค. 2552

หลังจากที่กระทรวงการคลังมีความพยายามผลักดันให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐจำนวน 7 แห่ง หรือกลุ่มเอสเอฟไอปรับบทบาททำหน้าที่ผู้นำในการปล่อยสินเชื่อให้ภาคเอกชนและประชาชนในช่วงที่เศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัว แทนธนาคารพาณิชย์ที่ชะลอการปล่อยกู้ลง เพราะเกรงจะเกิดปัญหา

 ในที่สุดได้กำหนดกรอบวงเงินสินเชื่อใหม่ โดยบีบให้ 6 แบงก์รัฐ เพิ่มเป้าสินเชื่อขึ้นรวมกันปีนี้ 301,500 ล้านบาท จากเป้าหมายเดิม 625,500 ล้านบาท เพิ่มเป็น 927,000 ล้านบาท แม้ว่าจะมีสัดส่วนคิดเป็นเพียง 20% ของสินเชื่อทั้งระบบ 5 ล้านล้านบาท แต่หากมีการปล่อยสินเชื่อช่วยเหลือภาคธุรกิจสำคัญๆ ได้จริง ก็น่าจะเกิดผลดีกับระบบเศรษฐกิจโดยรวม และหากรวมการค้ำประกันสินเชื่อของบรรษัทค้ำประกันสินเชื่อเพื่ออุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดย่อม (บสย.) ที่ตั้งวงเงินค้ำประกันไว้อีก 3 หมื่นล้านบาท รวมถึงสินเชื่อของธนาคารกรุงไทยที่เพิ่มขึ้นอีก 5 หมื่นล้านบาท ก็น่าจะช่วยประคับประคองภาคธุรกิจให้ผ่านพ้นวิกฤติในปีนี้ไปได้


 รับทางปฏิบัติไม่ใช่เรื่องง่าย

อย่างไรก็ตาม นายประดิษฐ์ยอมรับว่า ในทางปฏิบัติอาจทำได้ยาก เพราะธนาคารบางแห่งยังมีปัญหาอยู่มาก ทั้งขั้นตอนการอนุมัติที่ล่าช้า และการไม่กล้าตัดสินใจของเจ้าหน้าที่ ซึ่งเกรงว่าจะต้องรับผิดชอบหากเกิดผลเสียตามมา เหมือนกรณีของเอสเอ็มอีแบงก์ก่อนหน้านี้ โดยเมื่อดูจากยอดการปล่อยสินเชื่อ 6 เดือนที่ผ่านมา แม้โดยรวมจะอนุมัติสินเชื่อไปแล้ว 3 แสนล้านบาท แต่กลับมีวงเงินที่เบิกจ่ายออกไปจริง 1 แสนล้านบาทเท่านั้น จึงมีส่วนที่ยังค้างท่ออยู่อีกมาก
โดยเฉพาะของธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือเอสเอ็มอีแบงก์ ที่มียอดค้างอยู่ 2 หมื่นล้านบาทและธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.) หรือเอ็กซิมแบงก์ยังเหลืออีกกว่า 4 หมื่นล้านบาท หรือแม้แต่ บสย.ที่ค้ำประกันสินเชื่อได้เพียง 2,100 ล้านบาทเท่านั้น จึงมีการเรียกทุกแบงก์มาหารือเพื่อขจัดอุปสรรคในการดำเนินงาน

จนท้ายที่สุดได้ข้อสรุปว่า จะผ่อนปรนหลักเกณฑ์ในการอนุมัติสินเชื่อทั้งการเร่งพิจารณาให้เร็วขึ้น การเปิดช่องให้ธุรกิจที่ประสบปัญหาจากวิกฤติเศรษฐกิจ แต่ยังมีแนวโน้มจะฟื้นตัวได้ในอนาคตสามารถขอกู้เงินได้แม้จะขาดหลักประกัน รวมไปถึงการลดอัตราดอกเบี้ย ยกเว้นค่าธรรมเนียม เรียกว่ากระทรวงการคลังยอมให้แบงก์รัฐทำทุกวิธีทางให้สามารถเดินหน้าปล่อยกู้ได้พร้อมกันวันที่ 24 สิงหาคมนี้ โดยแต่ละแห่งต้องกันวงเงินปล่อยกู้ในโครงการฟาสต์แทร็กตามนโยบายกระทรวงการคลังด้วย ซึ่งจะช่วยให้ร่นระยะเวลาการอนุมัติเงินกู้เร็วขึ้น อาจจะเหลือ 7 วัน 15 หรือ 21 วันจากเดิมที่ต้องใช้เวลา 30-45 วัน

ประเด็นสำคัญที่กระทรวงการคลังยอมให้แบงก์รัฐผ่อนปรนหลักเกณฑ์และหากเกิดความเสียหายก็ยินดีจะจ่ายชดเชยให้ โดยขอให้ทุกแห่งเสนอตัวเลขและความจำเป็นเพื่อแยกออกไปเป็นบัญชีพิเศษ (พีเอสเอ) เพื่อไม่ให้กระทบกับการดำเนินงานปกติของแบงก์ แต่ส่วนใหญ่แบงก์รัฐยินดีรับความเสี่ยงเองไม่ได้ขอแยกบัญชีพิเศษออกไป ยกเว้นแค่บางแห่งที่ขอชดเชยเข้ามา เช่น บสย.และธอส. โดยสิ่งสำคัญที่แต่ละแบงก์ต้องการ คือเงินเพิ่มทุนที่ขอให้พิจารณาเร็วขึ้น จึงไม่แปลกที่กระทรวงการคลังจะทำทุกวิธีทางให้สินเชื่อแบงก์รัฐมีส่วนช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจแม้จะยอมรับว่าในอนาคตอาจมีผลต่อสัดส่วนหนี้เสียหรือเอ็นพีเอลของแบงก์รัฐเพิ่มขึ้นก็ตาม ซึ่งแน่นอนว่าเป็นเรื่องที่คงต้องไปตามแก้ไขในอนาคต

ยก"เพิ่มทุน"เครื่องมือกดดัน

รวมทั้งคำสั่งของนายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคลัง ที่แต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมา 1 ชุดเพื่อวัดประสิทธิภาพการทำงานของแบงก์รัฐที่ทำหน้าที่ปล่อยสินเชื่อทั้ง 6 แห่ง เพื่อเป็นการตรวจสอบว่าทำหน้าที่ตามเป้าหมายและสนองนโยบายที่ให้ไว้หรือไม่ โดยหยิบยกประเด็นการเพิ่มทุนมาเป็นเครื่องมือในการลงโทษหรือให้รางวัลแบงก์นั้นๆ เพราะเดิมทีเงินเพิ่มทุนที่อนุมัติไว้ 1.45 หมื่นล้านบาท จะจัดสรรให้แต่ละแบงก์แบบไม่มีเงื่อนไข แต่ต่อไปต้องขึ้นอยู่กับผลงานเป็นสำคัญ

อย่างไรก็ตาม แม้ผู้บริหารแบงก์รัฐของแต่ละแห่งรับปากว่า สิ้นปีน่าจะสามารถทำได้ตามเป้าหมายใหม่แต่ด้วยข้อจำกัดด้านเวลาที่เหลืออยู่อีกประมาณ 4 เดือนนี้ น่าจะเป็นโจทย์สำคัญที่แต่ละแห่งต้องทำงานแข่งกับเวลา เพราะสินเชื่อที่เหลือเกือบ 8 แสนล้านบาทนั้น ต้องเร่งอัดฉีดเข้าระบบและมีการเบิกจ่ายจริง โดยการเข้าไปช่วยเหลือกลุ่มเป้าหมายที่รัฐบาลต้องการทั้งเอสเอ็มอี ธุรกิจท่องเที่ยวและผู้ประกอบการส่งออก

 ทั้งนี้ สินเชื่อจำนวน 9 แสนล้านบาทนั้น กระทรวงการคลังวาดฝันว่า ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) มีเป้าหมายสินเชื่อมากสุด 4.7 แสนล้านบาท จะเบิกจ่ายได้ 80-90% ธนาคารออมสิน จะเบิกจ่ายได้กว่า 80% จากเป้าหมายรองลงมา 242,600 ล้านบาท ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เบิกจ่ายได้ 100% จากเป้าหมาย 1 แสนล้านบาท

 ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย หรือไอแบงก์ ตั้งเป้าหมายไว้  3.37 หมื่นล้านบาท ซึ่งไม่น่าเป็นปัญหาเพราะเป็นกลุ่มที่มีลูกค้าแน่นอนและมีโครงการชัดเจน แต่ในส่วนของธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.) ที่มีเป้าหมาย 3.72 หมื่นล้านบาท และ ธพว.ที่มีเป้าหมาย 4.35 หมื่นล้านบาทนั้น อาจจะค่อนข้างยากหากดูผลงานในช่วงที่ผ่านมา แต่กระทรวงการคลังก็ยังหวังว่าโดยรวมจะเบิกจ่ายสินเชื่อสิ้นปีได้เฉลี่ย 80% ซึ่งเป็นตัวเลขที่ไม่ง่ายนัก