ข่าว

เงินลูก-เงินหลาน

เงินลูก-เงินหลาน

10 ต.ค. 2559

เงินทองต้องรู้ : โดย...ขวัญชนก วุฒิกุล [email protected]


               คุณแดงมีหลาน 2 คน อายุ 8 ขวบ และ 9 ขวบ ณ ตอนนี้ หลานทั้งสองมีเงินเก็บคนละประมาณแสนกว่าบาท เป็นเงินที่ญาติผู้ใหญ่มอบให้ในช่วงเทศกาลต่างๆ ผู้ปกครองของหลานฝากเงินบัญชีออมทรัพย์ไว้ได้ คุณแดงอยากได้คำแนะนำว่า ควรจะนำเงินฝากส่วนนี้ไปฝากแบบไหนดีให้เพิ่มพูน เพราะต้องการเก็บไว้เป็นทุนการศึกษาในอนาคต

               จริงๆ ต้องขอแสดงความชื่นชมที่ “ผู้ใหญ่” ตระหนักถึงความสำคัญของการออม และสอนลูกสอนหลานให้รู้จักเก็บออม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการวางแผนการเงินเพื่อใช้เป็นทุนการศึกษา ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญที่สุดของเยาวชนตัวน้อย และเพราะเป็นเรื่องสำคัญ การวางแผนสำหรับเงินก้อนนี้จึงจำเป็นต้องใช้ความระมัดระวังสูง โดยจะต้องยึดหลัก “ความปลอดภัยของเงินต้น” เป็นอย่างแรก นั่นคือ ต้องพยายามดูแลไม่ให้เงินต้นได้รับการกระทบกระเทือน สูญหายหรือลดลง

               คำถามของคุณแดง คือ “ควรจะนำเงินฝากส่วนนี้ไปฝากแบบไหนให้เพิ่มพูน” ถ้าลองเทียบเงินต้นจำนวน 1 แสนบาท ตอนนี้ฝากออมทรัพย์รับดอกเบี้ย 0.50% ต่อปี ฝากครบ 1 ปี ได้รับดอกเบี้ย 500 บาท กับการขยับไปฝากประจำระยะยาว 12 เดือน รับดอกเบี้ย 1.50% ต่อปี เมื่อครบกำหนดจะได้รับดอกเบี้ย 1,500 บาท ส่วนต่างของดอกเบี้ยออมทรัพย์กับดอกเบี้ยเงินฝากประจำมีเพียงแค่ 1,000 บาทต่อเงินต้น 1 แสนบาท

               ที่ส่วนต่างของผลตอบแทนไม่มาก เพราะนอกจากส่วนต่างของดอกเบี้ยจะห่างกันเพียง 1% แล้ว ยังเป็นเพราะ “เงินต้น” ซึ่งก็ไม่ได้มากพอที่จะทำให้มีพลังสร้างผลตอบแทนให้ได้มากกว่านี้ หรือแม้จะแสวงหาผลตอบแทนได้ 5% ด้วยเงินต้น 1 แสนบาท ผลตอบแทนก็ต่างกว่าฝากออมทรัพย์ปีละ 4,500 บาท หรือเดือนละ 375 บาทเท่านั้น

               คำแนะนำที่ให้แก่คุณแดงในเบื้องต้น คือ ให้สะสมพลังของเงินออมให้มากพอ แล้วค่อยคิดที่จะขยับไปแสวงหาผลตอบแทนจากเงินลงทุนให้มากกว่านี้ ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นการออมในบัญชีออมทรัพย์ หรือเงินฝากประจำ หรือจะขยับไปซื้อสลากออมสิน สลากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เพื่อรักษา “เงินต้น” ให้ปลอดภัย โดยที่ผลตอบแทนไม่ได้พอกพูนอย่างที่ต้องการ น่าจะเป็นทางเลือกที่น่าสนใจในเวลานี้ หลังจากนั้นก็รอเวลาสะสมเงินต้นให้งอกเงยมากพอที่จะขยับหรือกระจายบางส่วนไปแสวงหาผลตอบแทนที่สูงขึ้น

               แต่ถ้าหาก “ไม่อยากรอ” หรือ “รอไม่ไหว” จริงๆ มีคำแนะนำจากหนังสือ “ปั้นเศรษฐีน้อยจากร้อยสู่ล้าน” ในเรื่องการวางแผนทางการเงินในลักษณะของการลงทุน โดยมีเป้าหมายเพื่อเป็นทุนการศึกษาของลูก ซึ่งแยกออกเป็น 3 ระบบ นั่นคือ เรียนโรงเรียนไทย เรียนโรงเรียนนานาชาติในเมืองไทย และเรียนในต่างประเทศ แน่นอนว่า “ค่าใช้จ่าย” แตกต่างกันมาก (แต่ขออนุญาตไม่หยิบยก “ตัวเลข” มานำเสนอ เนื่องจากหนังสือเขียนไว้นานแล้ว และค่าเทอมรวมทั้งค่าใช้จ่ายคงปรับไปไกลแล้ว)

               ความน่าสนใจอยู่ตรงที่ไม่ว่า จะเลือกเรียนที่ไหน พ่อแม่ต้องพยายามแสวงหาผลตอบแทนจากการลงทุนให้ได้ในราว 10% ต่อปี ซึ่งหนทางลงทุนหนีไม่พ้นการลงทุนในหุ้นหรือกองทุนหุ้น ในหนังสือแนะนำว่า พอร์ตการลงทุนในช่วงที่ลูกอายุ 0-8 ปี ให้เน้นลงทุนในหุ้น 80% และตราสารหนี้ 20% เมื่อลูกอายุ 9-13 ปี ก็ให้ลดหุ้นเหลือ 65% เพิ่มตราสารหนี้ 25% และเงินสด 10% เมื่อลูกอายุ 14-16 ปี ให้ลงทุนในหุ้นและพันธบัตรในสัดส่วน 50% เท่าๆ กัน

               พอถึงช่วงที่ลูกเข้ามหาวิทยาลัย ช่วงอายุ 17-22 ปี ก็ลดการลงทุนในหุ้นลงเหลือ 25% และลงทุนในพันธบัตร 75% ช่วงนี้จะเป็นช่วงที่บริหารเงินได้ง่ายกว่า เพราะเงินต้นที่สะสมมีพลังมากพอ จากการเริ่มลงทุนเร็วตั้งแต่เล็กๆ ถ้าป้าแดงต้องการลงทุนจริงๆ ก็สามารถใช้สูตรนี้ โดยเริ่มจากกองทุนที่ลงทุนผสมระหว่างหุ้นกับตราสารหนี้

               จริงๆ ยังมีหลัก “ออมตามทฤษฎี” ซึ่งเป็นคำแนะนำของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย สำหรับการออมเพื่อการศึกษาของลูก โดยจะแบ่งระยะเวลาการออมเป็น 3 ระยะ คือ การออมระยะสั้น ระยะกลางและระยะยาว

               การออมระยะสั้น เป็นการออมเงินเพื่อใช้จ่ายในช่วงสั้นกับเรื่องรายจ่ายจิปาถะต่างๆ เช่น ค่าขนม ค่าโทรศัพท์ ค่าอุปกรณ์การเรียน ค่าเรียนพิเศษ ค่าไปเที่ยวเพื่อสร้างพัฒนาการ ฯลฯ ซึ่งเป็นเงินที่ใช้จ่ายต่างๆ ทั่วไป รูปแบบเงินออมควรอยู่กับสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่อง หรือเรียกง่ายๆ ว่าจะถอนออกมาใช้เมื่อไหร่ก็ได้

               ตัวอย่างการออมระยะสั้น ก็เช่น การฝากออมทรัพย์ ถ้าลูกโตขึ้นจนสามารถรับผิดชอบอะไรได้บ้างแล้วควรให้เงินส่วนนี้เป็นก้อน เพื่อจะได้รู้จักวิธีจัดการเรื่องเงินเองได้ เช่น จากที่ให้ค่าขนมเป็นรายวันก็เป็นรายสัปดาห์และรายเดือน ถ้าลูกใช้หมดก่อนครบกำหนดก็จะต้องมาดูว่าใช้ไปกับอะไรบ้าง ฝึกให้คิดว่าจะทำอย่างไรให้เงินพอใช้

               การออมระยะปานกลาง เป็นการออมเพื่อเป็นค่าเทอมในระดับอนุบาลจนกระทั่งเรียนจบมัธยมปลาย ซึ่งต้องใช้วินัยในการออมเงินค่อนข้างสูง โดยจะเป็นการออมในลักษณะบังคับห้ามขาย เช่น ลงทุนในกองทุนรวมหุ้นระยะยาว หรือแอลทีเอฟ ที่กำหนดให้ขายเมื่อถือครบ 7 ปีเท่านั้น

               ตัวอย่างการออมเพื่อการศึกษาโดยใช้แอลทีเอฟ พ่อแม่สามารถเริ่มสะสมเงินขณะที่ลูกอายุ 1 ขวบ เพื่อเป็นค่าเทอมให้ลูกเรียนเมื่ออายุ 7 ขวบ การออมลักษณะนี้จะได้รับประโยชน์ 2 ต่อ คือ เก็บเป็นค่าเทอมลูกแล้วพ่อแม่ยังได้ใช้สิทธิประโยชน์ลดหย่อนภาษีอีกด้วย

               การออมระยะยาว เป็นการออมเพื่อเป็นค่าเทอมในระดับอุดมศึกษาขึ้นไป ต้องใช้วินัยในการออมค่อนข้างสูงมาก ดังนั้นรูปแบบการออมควรเป็นลักษณะออมแบบอัตโนมัติโดยใช้ประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ระยะยาว ที่มีช่วงเวลาการได้รับเงินคืนพอดีกับช่วงเวลาจ่ายค่าเทอม

               ตัวอย่างการออมเพื่อการศึกษา โดยเริ่มสะสมเงินส่วนนี้ขณะที่ลูกอายุ 3 ขวบ เพื่อเป็นค่าเทอมในระดับมหาวิทยาลัยปีที่ 1 (อายุ 18 ปี) โดยใช้การออมในรูปแบบประกันชีวิตชนิดสะสมทรัพย์ระยะเวลา 15 ปี โดยเริ่มออมตั้งแต่ลูกอายุ 3 ขวบ จะได้รับเงินคืนที่อายุ 18

               ประเด็นสำคัญอยู่ที่ผลประโยชน์ที่จะได้รับถึง 3 รูปแบบ คือ ได้รับความคุ้มครองชีวิต เป็นเงินออมเพื่อการศึกษาแล้วยังลดหย่อนภาษีได้อีกด้วย แต่ถ้าระหว่างการออมนั้นมีเหตุจำเป็นต้องใช้เงินเราสามารถกู้กรมธรรม์ตนเองเพื่อนำเงินมาหมุนก่อนได้ อย่างไรก็ตาม ควรดูเงื่อนไขของแต่ละกรมธรรม์อย่างละเอียดก่อนการตัดสินใจกู้

               สุดท้าย ไม่ว่าจะถนัดแนวไหนหรือจะเลือกสูตรไหนสำหรับการออมหรือการลงทุน ถ้าเริ่มต้นวางแผนและลงมือทำเพื่อการศึกษาของลูกของหลาน ก็ล้วนแต่ดีทั้งนั้น

 

 

--------------------------

(เงินทองต้องรู้ : เงินลูก-เงินหลาน : โดย...ขวัญชนก วุฒิกุล [email protected])