
ขานรับ"ลองกองผลไม้ดีแดนใต้”ชุบชีวิตเกษตรกรปลายด้ามขวาน
โดย - ดลมนัส กาเจ
พลันที่ กระทรวงมหาดไทย ร่วมกับคณะทำงานการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากและประชารัฐ(E3) สถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ มูลนิธิพัฒนาชีวิตชนบท และศูนย์การค้าเดอะสตรีท รัชดา จัดโครงการ “ลองกองผลไม้ดีชายแดนใต้” ระหว่างวันที่ 1-31 ตุลาคม 2559 จำหน่ายลองกองอร่อย คุณภาพดีจาก 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ดูเหมือนว่าได้รับการตอบรับจากเกษตรกร ที่แห่เข้าร่วมโครงการทันที เนื่องจากว่า หลายปีดีดักแล้ว นับตั้งแต่เกิดเหตุไม่สงยในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาค ทำให้ผลผลิตลองกองของเกษตรเกิดภาพวะล้นตลาด เนื่องจากส่วนหนึ่งเกษตรกรไม่กล้าเข้าในพื้นที่สวน ดุจเดียวกับพ่อค้าคนกลางก็ไม่กล้าเข้าพื้นที่เพราะเกรงจะไม่ปลอดภัยนั่นเอง ในที่สุดผลผลิตกฃลองกองราคาตกต่ำ ขายไม่ออกบางส่วนต้องปล่อยทิ้งให้เน่าในสวนและกลายเป้นปุ๋ยหมักไปโดยปริยาย
หากดูตัวเลขแล้ว พบว่า การปลูกลองกองในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ในปี2559 มีทั้งหมด 116,000 ไร่ ได้ผลผลิตในปีนี้ รวม 25,070 ตัน โดยมี จ.ยะลา ให้ผลผลิตมากที่สุด 12,092 ตัน ตามด้วย นราธิวาส 7,432 ตัน, และปัตตานี 5,547 ตัน ให้ผลผลิตเพิ่มขึ้นฤดูกาลปีที่ปีที่ผ่านมา 10 % ซึ่งก่อนหน้านี้ พลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าคณะทำงานภาครัฐ คณะทำงานการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากและประชารัฐ บอกว่า มีเกษตรกรผู้ปลูกลองกองจาก 3 จังหวัดชายแดนใต้สมัครใจเข้าร่วมโครงการประมาณ 6,000 ราย จากจำนวนเกษตรกรผู้ปลูกลองกองทั้งหมดในจังหวัดชายแดนใต้ 71,891 ราย ถือเป็นกลุ่มแรกที่นำร่องและจะเป็นตัวอย่างที่ดีในการนำไปสู่การทำเกษตรรูปแบบแบบประณีต ถือเป็นเกษตรใหม่ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้
นายนิดิง นิแว เกษตรกรต้นแบบผู้เข้าร่วมโครงการลองกองผลไม้ดีชายแดนใต้จาก อ.ศรีสาคร จ.นราธิวาส กล่าวว่า มีอาชีพทำสวนลองกองมาตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษ ทุกปีเมื่อถึงช่วงเดือนกันยายน และตุลาคม ผลผลิตลองกองใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ จะออกสู่ตลาดจำนวนมาก ทำให้เกิดปัญหาผลผลิตล้นตลาด ราคาตกต่ำ สร้างความเดือดร้อนแก่เกษตรกรผู้ปลูกลองกอง ประกอบกับปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ทำให้เกษตรกรไม่สามารถเข้าไปเก็บผลผลิตได้อย่างเต็มที่และพ่อค้าคนกลางไม่กล้าเข้าไปรับซื้อ ทำให้ผลผลิตส่วนใหญ่เน่าเสียและถูกทิ้งไว้ในสวน
หลังจากทราบมีโครงการลองกองผลไม้ดีชายแดนใต้จึงตัดสินใจนำสวนลองกองจำนวน 25 ไร่เข้าร่วมโครงการ โดยปรับมาทำสวนลองกองแบบ “เกษตรประณีต” ตามที่นักวิชาการด้านการเกษตรมาแนะนำ คือ การดูแล เอาใจใส่ต้นลองกองตั้งแต่ก่อนออกดอก บำรุงรักษาเมื่อออกดอกและให้ผล การเก็บผลผลิตและคัดแยกบรรจุภัณฑ์ และการขนส่งจนถึงผู้บริโภค จนปัจจุบันสวนลองกองของเขา เปิดเป็นศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพลองกองในพื้นที่อีกด้วย
เช่นเดียวกับนายมาหะมะรุสดี สะอะ เกษตรกรสวนลองกอง อ.ศรีสาคร จ.นราธิวาส บอกว่า ที่ผ่านมาเกษตรกรส่วนใหญ่นิยมขายลองกองแบบเหมาสวน จึงขาดการดูแล ปล่อยให้ลองกองเติบโตเองตามธรรมชาติ ผลผลิตจึงไม่ค่อยมีคุณภาพ แต่ในปีนี้ทางประชารัฐร่วมกับสถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระฯ และมูลนิธิพัฒนาชีวิตชนบท ได้เข้ามาแนะนำให้ทำการเกษตรแบบประณีต จึงทำให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพขายได้ราคาดี ทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และจากการที่ได้มาเข้าร่วมโครงการลองกองผลไม้ดีชายแดนใต้ ที่มีนักส่งเสริมการเกษตรเข้ามาถ่ายทอดความรู้ให้แก่เกษตรกรเจ้าของสวนตั้งเริ่มต้นการดูและจนผลผลิตลองกองที่ออกสู่ตลาดถือว่าเป็นโครงการที่ดีมากที่ทำให้เกษตรกรชาวสวนลองกองในพื้นที่ 3 จังหวัดชายภาคใต้ได้ลืมอ้าปากได้บ้าง
สำหรับการดำเนินโครงการ “ลองกองผลไม้ดีชายแดนใต้”นั้น เพื่อประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทั่วไปได้ทราบข้อดีของการบริโภคลองกอง ที่เป็นผลไม้ที่อร่อย มีคุณค่าทางโภชนาการ นอกจากนี้ยังเป็นการช่วยแก้ไขปัญหาผลผลิตทางการเกษตรในพื้นที่อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน เพิ่มช่องทางการจำหน่ายผลผลิตลองกองของเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการพัฒนาคุณภาพผลผลิตไปยังห้างค้าปลีกในเครือข่ายภาคีความร่วมมือ โดยผนึกกำลังร่วมกับผู้ประกอบการธุรกิจค้าปลีกค้าส่งสมัยใหม่ (Modern Trade) ชั้นนำของประเทศไทย จากการดำเนินงาน
นายฐาปน สิริวัฒนภักดี กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ในฐานะหัวหน้าทีมภาคเอกชน คณะทำงานการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากและประชารัฐ บอกว่า ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากผู้ประกอบการธุรกิจค้าปลีกค้าส่งสมัยใหม่ รวมถึงองค์กร บริษัท และหน่วยงานต่าง ๆ ในการเป็นช่องทางการจำหน่ายลองกองจาก 3 จังหวัดชายแดนใต้จำนวน 3,244 ตัน โดยเครือเจริญโภคภัณฑ์รับไปทั้งสิ้น 1,000 ตัน เทสโก้โลตัส รับไปทั้งสิ้น 915 ตัน ท๊อปส์ในเครือเซ็นทรัลรับไป 450 ตัน บิ๊กซีซึ่งเป็นของกลุ่มไทยเบฟเวอเรจรับไป 215 ตัน กูร์เมต์ มาร์เก็ต ในเครือเดอะมอลล์รับไป 50 ตัน นอกจากนี้ยังมีหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนร่วมจำหน่ายลองกองผลไม้ชายแดนใต้อีก ได้แก่ ไทยเบฟเวอเรจ รับไป 100 ตัน สภาเกษตรกรฯ 200 ตัน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย 100 ตัน มูลนิธิปิดทองหลังพระ 75 ตัน ไปรษณีย์ไทย 40 ตัน สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย 30 ตัน มหาวิทยาลัยบูรพา 20 ตัน และนายมีชัย วีระไวทยะ 3 ตัน
ขณะที่ นายอภัยชนม์ วัชรสินธุ์ รองกรรมการผู้จัดการ ด้านประสานกิจการสัมพันธ์ เครือเจริญโภคภัณฑ์ ในฐานะกรรมการและรองเลขาธิการ มูลนิธิพัฒนาชีวิตชนบท(ก่อตั้งโดยผู้บริหารและพนักงานเครือเจริญโภคภัณฑ์) กล่าวว่า มูลนิธิพัฒนาชีวิตชนบทมีภารกิจสำคัญคือการพัฒนาคุณภาพชีวิตชนบท ภายใต้ยุทธศาสตร์หลัก 3 ด้าน ได้แก่ การพัฒนาคน ส่งเสริมอาชีพ การพัฒนาชุมชน และคุณภาพชีวิต การฟื้นฟู และร่วมอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม
"ที่เราเข้าร่วมดำเนินโครงการลองกองผลไม้ดีชายแดนใต้ เพื่อพัฒนาระบบการผลิตและการตลาดลองกองในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ ในส่วนของเครือเจริญโภคภัณฑ์จะรับซื้อลองกอง 1,000 ตัน คิดเป็น 30%ของปริมาณลองกองทั้งหมดในโครงการ โดยจะนำมาจำหน่ายผ่านห้างแมคโครจำนวน 750 ตัน และอีก 250 ตัน จำหน่ายผ่านร้านเซเว่นอีเลฟเว่น และเราจะรับซื้อตลอดไป ซึ่งในอนาคตกำลังจะมองว่าจะรับซื้อผลไม้ชนิดอื่นที่ปลูกใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ด้วย
โครงการลองกองผลไม้ดีชายแดนใต้ นับเป็นอีกโครงการที่จะชุบชีวิตของสวนลองกองในพื้นที่จังหวัดชายภาคใต้ที่กำลังประสบปัญหาด้านไม่สงบในพื้น ซึ่งจากจะให้เกษตรกรมีตลาดรองรับผลผลิตแล้ว ยังให้ความรู้ในการจัดสวนอันจะนำไปสู่ให้ผลผลิตมีคุณภาพอีกด้วย



