ข่าว

17สิงหาจะซ้ำรอยเดิมหรือไม่

17สิงหาจะซ้ำรอยเดิมหรือไม่

17 ส.ค. 2552

"กองทัพ" จับตาการเคลื่อนไหวทางการเมืองของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จแห่งชาติ (นปช.) หรือกลุ่มคนเสื้อแดง ชนิดนาทีต่อนาที ในวันที่ 17 สิงหาคมนี้ การทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษให้แก่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี

การกระทำดังกล่าวถือว่า “มิบังควร” เพราะเป็นการสร้างแรงกดดันให้พระองค์ท่าน

 แม้ว่าอำนาจการดูแลรักษาความสงบเรียบร้อย นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง จะมอบหมายให้ พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี รักษาราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติก็ตามที

 แต่สถานการณ์ที่กำลังรุมเร้ามาทุกขณะ กองทัพก็มิอาจที่จะนิ่งนอนใจต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นได้ โดยเฉพาะการเตรียมกำลังสนับสนุนตำรวจในฐานะผู้ช่วยเจ้าพนักงานจำนวน 21 กองร้อย ตามคำสั่งบัญชาการของ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก

 เกรงว่าตำรวจจะรับมือไม่ไหว เพราะในวันที่ 17 สิงหาคมนี้ ไม่ใช่มีเหตุการณ์การยื่นฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษให้แก่ พ.ต.ท.ทักษิณ เพียงเหตุการณ์เดียว

 แต่ยังมีเหตุการณ์ที่อาจจะนำไปสู่ความ “รุนแรง” ครั้งใหม่ คือการพิจารณาตัดสินคดีทุจริตกล้ายางของ นายเนวิน ชิดชอบ อดีต รมช.เกษตรและสหกรณ์ ที่จะมีมวลชน “คนเสื้อน้ำเงิน” เดินทางมาให้กำลังใจ ที่ศาลซึ่งอยู่ห่างจากกลุ่มเสื้อแดงเพียงแค่เดินข้ามถนน

 จังหวะนี้แหละที่ทำให้มีคนมองว่า กองทัพจะใช้โอกาสนี้ปฏิบัติการลับๆ ในการแก้ไขสถานการณ์การเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดง-น้ำเงินหรือไม่

 “ปฏิวัติเงียบ” จึงดังกระหึ่มเป็นข่าวลือในช่วงนี้ ภายใต้เหตุผลที่ว่า เพื่อป้องกันผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับสถาบัน

 แม้ว่า พล.ท.คณิต สาพิทักษ์ แม่ทัพภาคที่ 1 ในฐานะที่เป็นผู้บัญชาการควบคุมพื้นที่มั่นใจว่า ตำรวจจะสามารถรับมือและดูแลสถานการณ์ได้ ไม่มีอะไรน่าวิตกกังวล ตอนนี้กองทัพยังไม่ได้ดำเนินการอะไร เพราะหน้าที่หลักเป็นของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่จะต้องดูแลความเรียบร้อย

  เบื้องต้นตำรวจยังไม่ได้มีการร้องขอกำลังมายังกองทัพ มีเพียงแต่การประชุมร่วมกันเท่านั้น

 ทั้งนี้จากการที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) มีการประชุมกัน ประเมินว่าตำรวจสามารถรับมือและดูแลสถานการณ์ได้

 หากตำรวจร้องขอกำลังมา ทหารก็พร้อมที่จะปฏิบัติหน้าที่ เพราะมีการเตรียมพร้อมอยู่ในที่ตั้ง ซึ่งเชื่อว่าเหตุการณ์การชุมนุมและยื่นฎีกาครั้งนี้จะไม่บานปลาย

 จากการประเมินสถานการณ์ก็ไม่น่าจะมีเหตุการณ์อะไรรุนแรง เพราะกลุ่มคนเสื้อแดงก็ประกาศแล้วว่าจะมายื่นฎีกาเพื่อขอพระราชทานอภัยโทษให้แก่ พ.ต.ท.ทักษิณ เพียงอย่างเดียว จะไม่มีการเคลื่อนไหวอะไร ทั้งนี้ พล.อ.อนุพงษ์ ไม่ได้สั่งการอะไรเป็นพิเศษ เพียงแต่ให้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดเท่านั้น

 แม้ว่า “แม่ทัพภาคที่ 1” จะมั่นใจกับการดูแลความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ตาม แต่ก็อย่าลืมว่า “กลุ่มฮาร์ดคอร์” ที่อาจจะเข้ามาสร้างเงื่อนไขให้เกิดความปั่นป่วน เหตุการณ์ในวันที่ 17 สิงหาคม

 มีเหตุการณ์ใหญ่ถึง 2 เหตุการณ์ ซึ่งอาจจะเป็นชนวนให้ต้องใช้กำลังทหารเพื่อมายับยั้งเหตุการณ์ จึงเป็นที่มาของข่าวลือการ “ปฏิวัติ-รัฐประหาร”

 เรื่องนี้ไม่ใช่แค่ลือกันเล่นๆ ที่ฝ่ายการเมืองจะปล่อยเฉยเลยไปเหมือนสายลม โดยเฉพาะในซีกของ สุเทพ เทือกสุบรรณ ผู้จัดการรัฐบาลที่ส่งสายเช็กละเอียด

 หลังจากที่ใช้ความพยายามเป็น “กาวใจ” ระหว่าง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหม ในกรณีที่ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร.ถูกสั่งให้ไปปฏิบัติภารกิจในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

 แล้วก็เป็น สุเทพ คนเดียวกันนี่แหละที่รู้ดีว่าเสื้อน้ำเงินนั้นมีนิสัยใจคอเป็นอย่างไร โดยเฉพาะเสื้อน้ำเงินที่เข้าสกัดเสื้อแดงที่พัทยาจนบานปลายกลายเป็นเหตุล่มงานประชุมระดับนานาชาติ

 จับตามองให้ดีว่า 17 สิงหาคม จะเป็นอีกวันที่ต้องบันทึกเป็นรอยด่างของประวัติศาสตร์ชาติไทยอีกหรือไม่