ข่าว

เสวนาสื่อฯ ย้ำ บทบาท “เสนอความจริง-ปราศจากอคติการเมือง”

เสวนาสื่อฯ ย้ำ บทบาท “เสนอความจริง-ปราศจากอคติการเมือง”

07 ต.ค. 2559

เสวนาคนสื่อมวลชน ย้ำ บทบาท “เสนอความจริง-ปราศจากอคติการเมือง” “ใบตองแห้ง” ชี้ สื่อกับความรุนแรงทางการเมืองควรแยกจากกัน

          7 ต.ค.59 -- ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ จัดงาน “รำลึก 40 ปี เหตุการณ์ 6 ต.ค. 19” ซึ่งได้จัดเสวนา “สื่อมวลชนกับความรุนแรงทางการเมือง” โดยนางยุวดี ธัญญศิริ ผู้สื่อข่าวอาวุโสหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ กล่าวว่า ในช่วงเหตุการณ์ 14 ต.ค. - 6 ต.ค.19 สื่อได้รับผลกระทบในการทำงานมาก เพราะมีการยึดอำนาจและขอความร่วมมือขอตรวจข่าว เราให้ความร่วมมือ รูปบางอย่างไม่กล้าลง โดนหมดทุกอัน ฝ่ายที่ดูแลเข้าไปตรวจ ด้านความมั่นคงเขาก็เสียหน้าที่ถูกเด็กมาขับไล่ ดังนั้นประชาชนต้องฟังให้เข้าใจดูถึงเนื้อแท้ของข่าว ทั้งนี้ สื่อจะต้องทำหน้าที่ตรงไปตรงมา ไม่เป็นคู่ขัดแย้งกับใคร ยืนอยู่บนผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน แต่ปัจจุบันนี้ มีสื่อบางสำนักที่ยุให้แตกกัน อีกทั้งโซเชียลเน็ตเวิร์คมีบทบาทขึ้น ก็เริ่มมีการมองผลประโยชน์ตัวเอง ดังนั้นฉบับใดก็ตามเอาสื่อมาเป็นผลประโยชน์ อย่าไปอ่าน หรือนักการเมืองที่เปิดสื่อมาตอบโต้ ก็ไม่ต้องไปดู โดยจะต้องดูสื่อของจริง ไม่ใช่สื่อจอมปลอม ทั้งนี้ตนเห็นว่าสื่ออยู่ได้ด้วยโฆษณาแต่ต้องมีลิมิตว่าแค่ไหนอย่างไรไม่ให้เกินพอดี                                            

          ขณะที่น.ส.รุ่งมณี เมฆโสภณ อดีตนักข่าวสายการเมืองและสายทหารจากหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ กล่าวว่า ในสมัยที่ตนทำงานสื่อหลังเหตุการณ์ 6 ต.ค. เราต้องเล่นในบริบทที่เล่นต่อไปได้ อย่างการสัมภาษณ์ดาราเรื่องความเห็นทางการเมือง เพราะบริบทสังคมขณะนั้นไม่ได้เปิดพื้นที่ให้แสดงความคิดอย่างแหลมคมได้ อีกทั้งในช่วงเหตุการณ์ความรุนแรง 6 ต.ค. 19 บทบาทของสถานีวิทยุยานเกราะ ทำเป็นเครือข่ายมีอิทธิพลมากมนการป้ายสีนักศึกษาให้เป็นคอมมิวนิสต์ และต่างชาติความรู้สึกของคนส่วนหนึ่งไม่ได้มองนักศึกษาเป็นคนไทยและไม่ใช่มนุษย์ ภาพเลยออกมารุนแรง การกระหน่ำตี ถูกทำร้าย ซึ่งที่จริงแล้วคนทำข่าวต้องยึดความจริงเป็นสรณะ สิ่งที่เราคิดกับข้อมูลตรงหน้าบิดเบือนไม่ได้ อย่าเอาความเกลียดชังมาเป็นตัวตั้งในการทำงาน ต้องเคารพผู้อื่นและตัวเอง                              

           ด้าน น.ส.นิธินันท์ ยอแสงรัตน์ อดีตอธิการอาวุโสฝ่ายบริหารเครือเนชั่น กล่าวว่า “เหตุการณ์ 6 ตุลา” ทำให้เราเข้ามาเป็นสื่อ เพื่อต้องการสร้างความเป็นธรรม เพื่อบอกเล่าให้สังคม และเหตุการณ์ดังกล่าวเอง ก็ได้ฉายภาพการใช้เฮดสปีชมากที่สุด ซ้ำไปซ้ำมา จนประชาชนไม่รู้สึกผิดอะไรที่จะไปฆ่านักศึกษาในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ทั้งนี้ ในปัจจุบันภูมิทัศน์สื่อไม่เหมือนเดิม เมื่อก่อนการหาสปอนเซอร์มาทำงานคือ คุณซื้อพื้นที่เพื่อลงโฆษณาไม่เกี่ยวกับเนื้อหา แต่วันนี้เป็นธุรกิจสื่อ เป็นเรื่องแย่มาก ดังนั้นคนทำสื่อต้องฉลาดขึ้นมีคำพูดที่ต้องเรียนรู้ใหม่ มีความเป็นกลางเอาความจริงมานำเสนอ ไม่ใช่การบิดเบือน 

           

           ส่วนนายอธึกกิต แสวงสุข คอลัมนิสต์ชื่อดังนามปากกา “ใบตองแห้ง” กล่าวว่า แม้ว่าตนเป็นสื่อเลือกข้างไปแล้ว แต่ความเป็นมืออาชีพต้องยังอยู่ สิ่งที่เรารักษาคือรักษาความมีเหตุผล ใช้ถ้อยคำที่เคารพการเป็นมนุษย์อยู่ จริงๆสื่อไม่ได้เข้าข้างฝ่ายขวามาก แต่อำนาจลากไปแล้วทุกคนต้องยอม โดยสถานการณ์สื่อยุคนี้ลึกกว่าซับซ้อนกว่าช่วง 6 ต.ค. 19 ซึ่งตนเห็นว่าเรื่องสื่อกับความรุนแรงทางการเมืองนั้นควรแยกจากกัน แต่ปัจจุบันยังคงมีปนกันอยู่ อย่างในปี 2549 มีการอ้างกฎหมายมาจัดการยั่วยุ ทำให้ให้เกิดความรุนแรง กลายเป็นว่าคนที่ไม่ได้รับความยุติธรรมถูกมองว่ารุนแรง ส่วนสื่อก็มองในบริบทว่าคนเหล่านั้นใช้ความรุนแรงเช่นกัน เมื่อย้อนไปช่วง 6 ต.ค. 19 - พ.ค 35 สื่อนั้นมีบริบทและอำนาจมาก จะเห็นได้ว่าคนกรุงล้มรัฐบาลด้วยสื่อ ซึ่งสื่อเองเป็นตัวแทนของชนชั้นกลางที่เป็นสังคมแบบกึ่งประชาธิปไตย แต่ปัจจุบันในสภาวะที่คนทั่วไปก็เป็นสื่อได้ ทำให้สื่อที่มีอยู่แต่เดิมถูกช่วงชิงพื้นที่ เรื่องนี้ก็ต้องมีการปรับตัว แต่ด้วยปัญหาสื่อเป็นตัวแทนของชนชั้นกลางที่ความคิดหลายด้าน ก็ต้องทำให้ไปสู่จุดที่ยอมรับการถกกันด้วยเหตุผล เอาชนะกันทางเหตุผล โดยไม่ต้องแคร์เรื่องเลือกข้างเลย                                  

           ด้านนายจักร์กฤษ เพิ่มพูล อดีตประธานสภาหนังสือพิมพ์แห่งชาติ กล่าวว่า หลัง 6 ตุ.ค. ข่าวกับการวิพากษวิจารณ์ลดบทบาทลง นักแสดงกลับมีบทบาทมากขึ้น อีกทั้งสื่อปัจจุบันแทบไม่ได้เรียนรู้จาก 6 ต.ค. เพราะคนสื่อที่อยู่ในยุคนั้นมีน้อยมากในปัจจุบัน ทำให้ไม่มีการเชื่อมต่อทางประวัติศาสตร์ ซึ่งทุกวันนี้คนทำสื่อออกมามีบทบาทเป็นคู่ขัดแย้งทางสังคม ทั้งที่จริงแล้วสื่อเป็นแค่คนสังเกตุการณ์ไม่ใช่ยืนข้างใดข้างหนึ่งชัดเจน วันนี้เราไม่สามารถแยกบทบาทบนพื้นที่สาธารณะกับพื้นที่ส่วนบุคคลได้ คนทำหน้าที่สื่อไม่รู้ว่าตัวเองอยู่ในจุดใด ทุกวันนี้เราแทบไม่ไว้วางใจใครได้เลย ทั้งนี้ ความเป็นกลางของสื่อนั้นไม่มีอยู่จริง สิ่งที่ใกล้เคียงมากที่สุดก็คือความไม่ลำเอียง หมายถึงการทำหน้าที่สื่อที่ปราศจากอคตินั่นเอง