
หลังถวายฎีกา...
แม้ว่าจะมีกระแสและการกระทำจากหลายฝ่ายมุ่งต่อต้านคัดค้านการทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาของคนเสื้อแดง แต่ถึงวันนี้คงไม่มีอะไรเปลี่ยนใจพวกเขาได้ การคะเนไปในทางร้ายของฝ่ายคัดค้านนั้นมีผู้เขียนถึงมากอยู่แล้ว เช่นเดียวกับฝ่ายเสื้อแดงที่ยกเหตุผลแสดงความชอบธรรมของการฎีกา
แต่ผลของการยื่นฎีกาไม่ใช่มีโอกาสแต่เพียงการชังน้ำหน้าระหว่างสองฝ่ายกันหนักขึ้น หรือลงเอยด้วยการตีกันจนบรรลัยตามที่บางพวกปรารถนา ยังมีโอกาสให้แก่ความสันติหลังวันที่ 17 สิงหาคม อยู่
ถ้ามองในแง่บวกแล้ว การยื่นฎีกาครั้งนี้แสดงให้เห็นอย่างชัดแจ้งว่า อาการไม่เอาสถาบันซึ่งอาจมีอยู่บ้างในคนเสื้อแดงบางหมู่นั้นถูกลดบทบาทลงไปมาก การปลุกเร้าการรักสถาบันอย่างแรงกล้าของแกนนำที่ยื่นฎีกา จะกระตุ้นให้คนเสื้อแดงเพิ่มความจงรักภักดีในสถาบันมากยิ่งขึ้น การที่ประชาชนมีแนวคิดเทิดทูนสถาบัน ไม่ว่าเสื้อสีไหนเป็นเรื่องที่น่ายินดี และทำให้พอมองเห็นแสงสว่างของการแก้ปัญหาที่ยุ่งยากซับซ้อนอีกมากหลาย
สำหรับผู้ที่คิดว่าแกนนำเสื้อแดงมีจุดมุ่งหมายแฝงหรือไม่รักสถาบันจริงนั้น เป็นเรื่องที่ต้องพิสูจน์กันต่อไป แต่สัญญาประชาคมที่แสดงบนเวทีนั้นทำให้มวลชนเสื้อแดงส่วนใหญ่มากๆ ยึดมั่นในสถาบันหนักแน่นขึ้นไปอีก และทำให้พวกที่ต่อต้านสถาบันแอบแฝงอยู่นั้นต้องคิดหนัก
แน่นอนว่าคนเสื้อแดงจะไม่หยุดเคลื่อนไหวหลังวันที่ 17 ยิ่งรัฐบาลมีแผลทุจริตมากขึ้น คนเดือดร้อนจากปัญหาเศรษฐกิจสังคมทวีเป็นวงกว้างมากขึ้น และความแตกร้าวกันเองในขั้วที่บริหารประเทศ ย่อมทำให้ฝ่ายแกนนำเสื้อแดงสั่งรุกต่อ แต่ถึงแม้การเดินหน้านั้นจะยกเป้าหมายที่เปลี่ยนแปรตามสถานการณ์ไปอย่างไรก็ตาม (อาจถึงขั้นเดือนหน้าไล่รัฐบาล เดือนถัดไปไล่อำมาตย์) การดำเนินการจะยังอยู่ใต้กรอบของกฎหมายเสมอ
แนวทางชี้วัดเปรียบเทียบก็คือ ถ้าเสื้อแดงยื่นฎีกาแก่สำนักราชเลขาธิการแล้วนิ่งรออย่างที่ประกาศไว้จริงๆ เรื่องอื่นๆ ก็คงไม่กล้าฝืนกฎหมาย การต่อสู้ด้วยการอิงกรอบกฎหมายนั้นน่าจะทำให้หายใจคล่องขึ้นหน่อยหนึ่งว่า โอกาสที่จะนำไปสู่ความรุนแรงนั้นน้อยลงไป
แต่ทุกอย่างนั้นมันก็ไม่แน่ เพราะกระแสต่อต้านฎีกาที่แรงมากอย่างจงใจจากบางกลุ่มอาจปลุกเร้าสัญญาณบางอย่างก็ได้ อาจทำให้คนกลุ่มหนึ่งเห็นว่าถึงจุดที่ยอมกันไม่ได้ สวนกับอีกกลุ่มหนึ่งที่ไม่พอใจการขัดขวางสิทธิที่ตนคิดว่ามี ความขัดแย้งชิงชังกันยิ่งฝังลึก ยากต่อการสมานฉันท์และพร้อมที่จะเกิดเหตุการณ์พิเศษได้เสมอ



