
ประวัติศาสตร์แห่งปลายด้ามขวาน (2)
ในสมัย รัชกาลที่ 5 เมื่อมีการปฏิรูประบบการปกครองและมีการสถาปนาเส้นเขตแดนที่ชัดเจนระหว่างสยามกับมลายูของอังกฤษ ส่งผลให้รัฐปะตานีหายไปกลายเป็นมณฑล-จังหวัด-อำเภอ ตามระบบการปกครองสมัยใหม่
การมีเส้นเขตแดนที่ชัดเจนที่ทำให้ภาพ “ราชอาณาจักรไทย” ปรากฏชัดเจนเป็นรูปธรรมต่างจากในอดีตที่ “อยู่กันแบบหลวมๆ” เช่นนี้ ในภูมิภาคอื่นไม่เกิดปัญหาความไม่ลงรอยนัก เนื่องจากความที่เป็น “คนไทย” ด้วยกัน ใช้ภาษาเดียวกัน นับถือศาสนาพุทธด้วยกัน มีวัฒนธรรมขนบประเพณีคล้ายคลึงกัน ฯลฯ แต่สำหรับ จังหวัดชายแดนภาคใต้มิได้ราบรื่นเช่นนั้น สืบเนื่องมีปัญหาความแตกต่างทั้งทางเชื้อชาติและศาสนาซึ่งไม่ได้รับการดูแลที่ดีพอ
รศ.ดร.ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ กล่าวว่า
“การปฏิรูปการปกครองสมัยรัชกาลที่ 5 ยิ่งนำการเผชิญหน้าระหว่างรัฐกรุงเทพฯ กับรัฐปัตตานีขึ้นสู่ระดับใหม่ที่ความขัดแย้งมิใช่เป็นเรื่องของผู้นำระดับสูงไม่กี่คนเท่านั้น หากเป็นการบีบคั้นและต่อต้านของอุดมการณ์ความคิดที่มองตนเองใหม่ ที่พลเมืองของรัฐทั้งสองถูกทำให้เป็นตัวแทนกรุงเทพฯ อ้างถึงรัฐชาติ (ที่ต้องมี) อำนาจอธิปไตยเหนือดินแดนทั้งประเทศ ปัตตานีก็อ้างสิทธิในการปกครองตนเอง (self-determination) ความสงบของท้องถิ่นและราษฎรที่ถูกกระทบกระเทือนโดยการแทรกแซงของคนไทยซึ่งเป็น “คนนอก” ศาสนาและเชื้อชาติ
ความพยายามที่จะสร้างความเป็นหนึ่งเดียวกันของคนไทยทั้งชาติเพื่อผนึกกำลังสู้ภัยจากลัทธิล่าอาณานิคมของตะวันตกนั้น แม้จะมีผลดีอย่างยิ่ง แต่ก็ยังมีด้านที่เป็นปัญหาสำหรับจังหวัดชายแดนภาคใต้
“ความขัดกันอย่างหนึ่งคือ คนเหล่านั้น ด้านหนึ่งถูกลากให้เข้ามาสังกัดในชาติไทยเพื่อ “รวมเลือดเนื้อชาติเชื้อไทย เป็นประชารัฐ ไผทของไทยทุกส่วน” อันนี้เป็นการคิดและเข้าใจในตัวเองของรัฐไทยว่าต้องเป็นเอกภาพ และความเป็นเอกภาพนั้นไม่อาจยอมรับความแตกต่างในอัตลักษณ์ทางสังคมของคนแต่ละกลุ่มแต่ละเชื้อชาติได้ แต่ในความเป็นจริง คนชายขอบทั้งหลายก็ถูกนโยบายรัฐสมัยใหม่กีดกันและแย่งแยกให้เป็นคนนอกไป ความความแตกต่างทางชาติพันธ์ ศาสนา ประเพณี และวิถีเศรษฐกิจ เป็นต้น กลายเป็นคนส่วนน้อยไปอย่างไม่มีทางเลือกมาแต่เริ่มต้นแล้ว”
ความรู้สึกแปลกแยกจากราชอาณาจักรไทยของคนเชื้อสายมลายูในปัตตานีรุนแรงมากยิ่งขึ้นไปอีกในสมัยนโยบายรัฐนิยมการสร้างชาติของจอมพล ป.พิบูลสงคราม
ระหว่างปี พ.ศ. 2482-2487 จอมพล ป.พิบูลสงคราม ได้ดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรี ในช่วงแรกก่อน 8 ธันวาคม 2484 ท่านได้ใช้ลัทธิชาตินิยมเพื่อเตรียมตัวสำหรับสงครามโลกครั้งที่สองที่จะต้องลุกลามขยายเขตเข้ามาสู่ประเทศไทยอย่างแน่นอน รวมทั้งหลังจากนั้นเมื่อจำเป็นต้องเข้าร่วมกับญี่ปุ่นนโยบายนี้ก็ยังคงดำเนินต่อไป นโยบายนี้มีทั้งส่วนดีและส่วนเสีย แต่กล่าวสำหรับจังหวัดชายแดนภาคใต้แล้ว มีผลเสียมากกว่า เพราะผู้นับถือศาสนาอิสลามถูกเหมารวม ว่าเมื่ออยู่ในแผ่นดินไทยก็ต้องทำตัวให้เหมือนคนไทยทั้งประเทศ
รศ.ดร.ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า
“คนมุสลิมถูกห้ามมิให้สวมหมวกแบบอิสลาม ส่วนผู้หญิงก็ไม่ให้ใช้ผ้าคลุมหัว อันเป็นธรรมเนียมของคนมุสลิม ภาษามลายูก็ห้ามใช้ โสร่งก็ห้ามนุ่งสำหรับผู้ชาย แต่ให้นุ่งกางเกง สวมเสื้อเชิ้ต
กระทั่งศาสนาก็ต้องเป็นศาสนาพุทธอย่างเดียวเท่านั้น ทางการประกาศห้ามชาวมลายูเรียนคัมภีร์อัล-กุรอาน ภาษามลายูท้องถิ่น (ยาวี) และภาษาอาหรับ ซึ่งการห้ามดังกล่าวขัดต่อการปฏิบัติกิจทางศาสนาของชาวบ้าน
ความไม่พอใจและความตึงเครียดเพิ่มทวีคูณขึ้นเมื่อรัฐบาลจอมพล ป.ประกาศใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 และ 6 ว่าด้วยครอบครัวและมรดก แทนที่การใช้กฎหมายอิสลามในสี่จังหวัดภาคใต้ ซึ่งมีการใช้มาก่อนแล้ว
ต่อมายังยกเลิกตำแหน่งดะโต๊ะยุติธรรมที่ตัดสินคดีมรดกและครอบครัวของคนมุสลิมไปด้วย”
พลเอก บัญชร ชวาลศิลป์



