ข่าว

"วิชา"ลั่นปปช.ทำงานไม่ได้มีนอกมีในไม่หวั่นแรงการเมือง

"วิชา"ลั่นปปช.ทำงานไม่ได้มีนอกมีในไม่หวั่นแรงการเมือง

16 ส.ค. 2552

"วิชา"ลั่นปปช.ทำงานไม่ได้มีนอกมีใน และไม่มีการเมือง ไม่หวั่นแรงของการเมืองเกิดขึ้น ย้ำชัดองค์กรนี้ไม่อยู่ใต้นักการเมือง บ่นเวลาทำอะไรระวังพอ ไม่รู้ว่าจะมีใครมาเล่นงานหรือไม่ เปรยชีวิตผ่านร้อนผ่านหนาวมาเยอะ และเริ่มชินที่จะรู้แล้วว่าใครก็ทำอะไรจากเรา พร้

(16ส.ค.)   ที่สำนักงาน ป.ป.ช. นายวิชา มหาคุณ กรรมการ ป.ป.ช.ในฐานะประธานอนุกรรมการอำนวยการสถาบันการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ กล่าวว่า สำนักงานป.ป.ช. มีนโยบายในการพัฒนาปรับปรุงระบบบริหารจัดการการดำเนินการป้องกันและปราบปรามการทุจริต และพัฒนาบุคลากรที่ช่วยปฏิบัติงานให้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น โดยร่วมมือกันระหว่างองค์กรภาครัฐ เอกชน ประชาสังคม และภาคการเมือง ให้ไปในทิศทางเดียวกัน โดยมีสถาบันฯ ซึ่งจะครบรอบปี และมีการจัดสัมมนาวิชาการในวันที่ 28 ส.ค.นี้ เวลา 09.00 น . ที่สโมสรทหารบก ถ.วิภาวดี ซึ่งนายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ประธาน ป.ป.ช. จะได้กล่าวบรรยายพิเศษเรื่องการป้องกันและปราบปรามการทุจริต : บทบาทของ ป.ป.ช . จากอดีต ปัจจุบัน สู่อนาคต   และยังได้จัดอภิปรายหัวข้อทุจริตคอร์รัปชั่นหมดไปสังคมไทยได้อะไรคืนมา โดยมีตนและนายอัมมาร สยามวาลา จากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ร่วมอภิปราย และยังได้จัดเสวนาเรื่อง “ บทบาทของ ป.ป.ช. ในอนาคต ” โดยมีผู้ร่วมเสวนาอาทินายจรัญ ภักดีธนากุล ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ นาย อุทิศ ขาวเธียร รองเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

 นายวิชา กล่าวว่า สถาบันฯ เป็นหน่วยงานทางวิชาการของ ป.ป.ช. และเป็นครั้งแรกที่ ป.ป.ช. เดินหน้าเต็มตัวในเรื่องวิชาการ เพื่อแก้ปัญหาให้สังคมไทยไม่ใช่เพียงไล่ตามจับอย่างเดียว หรือแค่ทำคดีเล็กๆ น้อยๆ ไปเป็นครั้งคราวป.ป.ช. เตรียมพร้อมในการวางแผนเพื่อให้สาธารณะได้เข้าถึงป.ป.ช. ได้มากขึ้น โดยจะมีการจัดทำระบบไอทีเข้ามาพัฒนา เพราะบุคคลภายนอกอยากติดตามว่าการทำงานของป.ป.ช. คืบหน้าไปถึงไหนแล้ว ซึ่งขณะนี้เขาไม่สามารถที่จะติดตามได้ เพราะอะไรๆ ก็เป็นความลับไปหมด ซึ่งกรรมการ ป.ป.ช. เองก็เห็นว่าเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องเหมือนกัน

 นายวิชา กล่าวอีกว่า ป.ป.ช.ทำงานกันอย่างระมัดระวัง เพราะกฎหมายป.ป.ช. มาตรา 120 เป็นตัวกำหนดว่าให้ปกปิดก่อน ส่วนที่จะสามารถเปิดเผยได้นั้นเป็นข้อยกเว้น ส่วนที่เปิดเผยระบุชัดเจนว่าหากเป็นเรื่องทางวิชาการสามารถทำได้ การค้นหาข้อมูลเพื่อเปรียบเทียบวิเคราะห์อย่างนั้นเปิดได้ แต่ทางเจ้าหน้าที่คนทำงานก็เป็นกังวลในเรื่องนี้ เมื่อคณะกรรมการเห็นสมควรให้เปิดเขาก็พ้นความรับผิดชอบ เพราะข้อมูลดังกล่าวก็ถือว่าคณะกรรมการเห็นว่าสมควรให้สาธารณชนได้รับรู้

 นายวิชา กล่าวว่า ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ย. 2552 นี้ เป็นต้นไป ผู้ที่มาร้องเรียนแล้วได้รับการไต่สวน ที่ต้องการค้นคว้าเพื่อเปรียบเทียบและวิเคราะห์จะได้รับรหัสส่วนตัวเพื่อผ่านเข้าเว็บไซต์ ซึ่งสามารถจะเข้าไปติดตามความคืบหน้าในคดีที่เขาร้องเรียนได้ในเว็บไซต์ โดยจะเริ่มคดีแรกที่เข้ามาร้องเรียนในเดือน ก.ย. ผู้ร้องสามารถตามคดีได้ โดยไม่ต้องรอ ผู้ร้องสามารถรู้ได้ตั้งแต่วันที่เริ่มตั้งอนุกรรมการไต่สวน และหลังจากนั้นก็จะรู้ได้ว่าจะมีการแจ้งคำสั่งให้ผู้ที่เกี่ยวข้องทราบ   โดยเฉพาะผู้ถูกกล่าวหาให้ได้รับทราบและจะมีเวลาให้เขาคัดค้านได้ ซึ่งตรงนี้ถือเป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญ แต่จะไม่มีการบอกให้รู้ว่าผู้ถูกกล่าวหาให้ถ้อยคำไว้อย่างไร รายละเอียดเป็นอย่างไร ดังนั้นจะไม่กระทบถึงสำนวน แต่จะพูดถึงกรอบระยะเวลาเพื่อบอกให้รู้ว่าหลังจากที่มาร้องแล้ว 1 เดือนผ่านไปคืบไปถึงไหนบ้าง 2-3 เดือนผ่านไปถึงไหน

 นายวิชา กล่าวว่า ส่วนคดีย้อนหลังจากวันที่ 1 ก . ย . ไปแล้ว ก็จะค่อยๆ ทำย้อนไปเรื่อยๆ จนกว่าจะครบ เรื่องนี้จะเป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นว่า ป.ป.ช. มีความรับผิดชอบต่องานของเรา ไม่ใช่หายต๋อมไปเลย ไม่รู้ว่าไปทำอะไรอยู่ที่ไหน เจ้าหน้าที่เองก็จะมีความกระตือรือร้นเพราะเขาจะต้องอัพเดทข้อมูลของตัวเองตลอดเวลา ว่านัดสืบพยาน ไต่สวน ไปแล้วกี่ปาก เขาจะได้ใส่ข้อมูลไว้ในเว็บไซต์ดังกล่าวให้รู้ว่ามีความก้าวหน้าไปถึงไหน และยังสามารถแจ้งให้มาแก้ข้อกล่าวหาได้ ตามกำหนดเวลาของกฎหมาย ดั้งนั้นหากเป็นคดีใหญ่ๆ ก็ใช้เวลาประมาณ 1 ปี แต่ถ้าเป็นคดีทั่วไปใช้เวลาประมาณ 6 เดือน หรือแม้แต่คดีได้รับการชี้มูลว่าข้อกล่าวหาตกไป เขาไม่ผิดก็ต้องมีการแจ้งให้ทราบด้วยว่าข้อกล่าวหานั้นตกไปแล้ว ซึ่งเขาอาจจะเสนอข้อมูลมาใหม่ได้ เพราะเดิมตามเรื่องกว่าจะได้มาก็นาน เสียเวลา หรือแม้แต่ถ้ากรรมการชี้มูลให้มีความผิดก็ต้องแจ้งมติดังกล่าวไว้ที่เว็บไซต์นั้นด้วย

 นายวิชา กล่าวอีกว่า การปรับปรุงครั้งนี้ถือว่า ป.ป.ช. ปรับตัวให้ทันกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป เพราะในหลายประเทศต่างใช้ระบบนี้กันทั้งนั้น หมายความว่าข้อมูลที่จะเป็นประโยชน์ต่อสาธารณชนก็ต้องบอกกับสาธารณชนด้วย ไม่ใช่เพียงแค่บอกว่า ป.ป.ช. ชี้มูลว่าอะไร เพราะถ้าเก็บงำเอาไว้คนก็จะสงสัยว่าเรื่องนี้จริงหรือเปล่า เช่น กรณีทุจริตสอบนายอำเภอ กรณีเรียกค่าตำแหน่งของตำรวจ หากมีการร้องเรียนเข้ามาแล้วมีการตั้งอนุกรรมการไต่วน ป.ป.ช. ก็ต้องแจ้งให้สาธาณชนรับรู้เหมือนกัน ส่วนการลำดับคดีเก่าที่จะนำมาย้อนเพื่อลงในเว็บไซต์นี้ด้วยนั้น ก็จะดูทั้งที่เป็นคดีที่กระทบต่อความเสียหายของประชาชนหรือคดีที่อยู่ในความสนใจของประชาชน ที่สื่อมวลชนติดตามอยู่บ่อยๆ อย่างคดี 7
ต.ค.2551 เขาพระวิหาร เป็นต้น

 “ ไม่ต้องรอให้ถาม แต่เป็นเรื่องที่สาธารณชนต้องได้รับรู้ความก้าวหน้า ความคืบหน้าของคดี ไม่อย่างนั้น กรรมการเองจะนอนไม่หลับตลอดทั้งคืน เพราะมีโทรศัพท์เข้าตลอด การปราบปราม การทุจริต ไม่ใช่การลงโทษเพียงอย่างเดียว แต่ต้องป้องกันด้วย ต้องได้ผลทั้ง 2 อย่างเพื่อเป็นการป้องปรามผู้คน ว่าจะอยู่ในเงามืดต่อไปไมได้อีกแล้ว จะไปแอบหลบๆ ซ่อนๆ ไม่ได้ ต้องให้เขาตระหนักว่า ป.ป.ช. รู้ เพราะถ้า ป.ป.ช. จะอยู่ได้ตลอดกาลต้องให้คนเชื่อถือ และผู้กระทำผิดเกรงกลัวเพราะคิดว่าปกปิดไม่ได้ ตรงนี้สำคัญ เพราะการป้องกันไม่ใช่แค่สอนว่าคุณต้องมีจิตสำนึก มีคุณธรรม จริยธรรม ต้องไม่โกงใคร โกงแล้วคนอื่นรู้ทั่วเมืองอย่างนี้ คนที่คิดจะทำต่อไปจะได้เกรงกลัว   และถือว่าเป็นการเปิดกว้างให้สาธาณชนได้ตรวจสอบการทำงานของ ป.ป.ช. ด้วย เพราะถ้ามัวลึกลับดำมืดอยู่อย่างนี้ เขาก็ไม่รู้ว่า ป.ป.ช. ทำอะไรไปแล้วบ้าง นอนทอดหุ่ยอยู่กับบ้านหรือเปล่า แต่ที่จริงแล้ว เราไต่สวนอยู่ตลอดเวลา แต่สอบไปแล้วกี่ปากชาวบ้านก็ไม่รู้ คงคิดว่า ป.ป.ช . ไปสมคบกับพวกที่ทุจริตอย่างนั้นหรือ ถึงไม่ทำอะไรเลย นี่ก็คือผลเสียหายเหมือนกัน ที่ไม่ยอมบอกให้ชาวบ้านรู้ว่าตัวเองทำอะไร แต่คงไม่สามารถบอกทั้งหมดว่าไปไต่สวนใครว่าอะไร แต่ต้องบอกให้รู้ว่าเราลงพื้นที่ตรวจสอบหาข้อมูลแล้ว ”

 นายวิชา กล่าวอีกว่า ตนเชื่อว่าจะเป็นอีกทางหนึ่งที่จะทำให้ผ่อนคลายความรู้สึกที่กดดันชาวบ้านอยู่ว่า บ้านเมืองไม่ทำอะไรเลย ปล่อยให้ทุจริตเกิดอยู่ได้เต็มบ้านเต็มเมือง ไม่สนใจใยดี และยังพูดกันเสมอว่าที่รัฐบาลไม่จัดการเรื่องทุจริตบางทีมีเรื่องการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง เพราะเขาต้องระวังกลัวจะไปเล่นงานพวกเดียวกันเอง

 “ ป.ป.ช. ไม่ได้มีนอกมีในอะไรกับใคร ไม่ได้มีการเมือง ไม่ต้องยุ่งกับการเมืองอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นไม่ต้องเกรงกลัวกับแรงบีบของการเมืองที่มันจะเกิดขึ้น จะมาบอกว่าเดี๋ยวจะไปลูบหน้า ปะจมูกคนนั้นคนนี้มันไม่ได้ ถ้าอย่างนั้นก็หมายความว่าองค์กรนี้ต้องไปอยู่ภายใต้นักการเมือง ต้องอยู่เหนือการเมืองถูกหรือไม่ ผมคิดว่าต้องเปลี่ยนแนวความคิดใหม่ ว่าบางทีเราทำอะไรในสมัยก่อน เราต้องระมัดระวังพอสมควร เพราะไม่รู้เหนือ ไม่รู้ใต้ ไม่รู้ว่าเขาจะมาเล่นงานหรือเปล่า หรือไม่รู้ว่าจะถูกเล่นงานหรือเปล่า แต่นี่ ป.ป.ช. จะครบ 3 ปีแล้ว ผมคิดว่าผ่านร้อนผ่านหนาวมาพอสมควรแล้ว เราเริ่มชินเรารู้แล้วว่าใครก็ทำอะไรเรา
ไม่ได้ ถ้าเราไม่ทำตัวเราเอง ตรงนี้สำคัญมาก และเริ่มมีเสียงเข้ามามากเวลาไปพบผู้คน เขาวิ่งเข้ามาหาเราเองแล้วบอกว่า ป.ป.ช. ต้องไม่เกรงใครนะ ชาวบ้านเขาพูดเองว่าอย่าทำตัวแบบรัฐบาลหรือนักการเมือง ตรงนี้แหล่ะที่ทำให้ผมต้องคิดหนัก และคณะกรรมการท่านอื่นๆ ก็คงจะคิดเหมือนกันว่า ผู้ใหญ่หลายคนที่เป็นผุ้ใหญ่มากๆ บอกว่าคดีบางคดี ป.ป.ช. ต้องเป็นคนกำหนดทิศทาง ไม่ใช่เป็นไปตามลม ไปตามกระแส จะต้องกำหนดทิศทาง และการชี้มูลของ ป.ป.ช.ต้องเป็นตัวกำหนดความเป็นไปของประเทศนะ ตรงนี้สำคัญมาก   ไม่ใช่มัวคิดว่าก็ยังมีองค์กรอื่น กกต . ทำไปซิ เดี๋ยวศาลรัฐธรรมนูญก็จัดการเอง เดี๋ยวก็ถึงศาลฎีกา เอ๊ะ ยังมีอัยการอยู่ ก็บอกว่าอย่ามัวไปคิดถึงอะไร คิดถึงแต่คดีที่ ป.ป.ช. รับผิดชอบอยู่ว่าจะจัดการอย่างไร และการจัดการนั้น ไม่ใช่ตามกระแส แต่ต้องจัดการเพื่อให้บ้านเมืองยุติ ” นายวิชา กล่าว

 นายวิชา กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมาเราก็ยังถูกมองว่าเอียง บางครั้งเรายังมีความรู้สึกว่ามันแรงเกินไปหรือเปล่า เบาไปหรือเปล่า หมายความว่าหากเราเป็นกลาง ตัดสินว่ามันต้องเป็นอย่างนี้ ไม่เป็นไรเขาอาจจะด่าเราว่าเข้าข้างฝ่ายโน้นฝ่ายนี้ ซึ่งการตัดสินของเราจะเป็นเครื่องบ่งชี้เอง เช่น คดีรถดับเพลิงเรือดับเพลิง เห็นชัดเจนว่าก่อนตัดสินมีแรงกดดันเยอะมาก โดยเฉพาะคนที่เป็นขวัญใจประชาชน อย่างคุณ อภิรักษ์ ตนเองโดนด่าเต็ม 2 หู อยู่ตลอดเวลา ถูกโจมตีหนักมากว่าไปทำเขาได้อย่างไร เขาเป็นคนดีขนาดนี้ แต่เราต้องยึดหลักการถ้ามัวไปยึดหลักว่าเขาเป็นคนที่ประชาชนรัก ไปทำเขาไม่ได้อย่างนี้อันตราย หรือถ้าคนนี้ประชาชนเกลียด เพราะฉะนั้นต้องเล่นงานมันให้หนัก นี่ก็อันตรายเหมือนกัน ถึงเขาจะเป็นคนที่ประชาชนเกลียด ถ้าเขาไม่ผิด เราก็ต้องว่าไปตามผิดตามถูก ที่มันเป็นไป เรียกว่าเราไม่มีอคติกับผู้คนจะดีกว่าจะบอกว่าเราไร้ความรู้สึก ป . ป . ช . ถึงจะเป็นองค์กรที่น่าเชื่อถือต่อไปได้