ข่าว

นำเข้า"ข้าวสาลี"ต้นเหตุวิกฤต"ราคามันฯตกต่ำ!

นำเข้า"ข้าวสาลี"ต้นเหตุวิกฤต"ราคามันฯตกต่ำ!

04 ต.ค. 2559

โดย - โต๊ะข่าวเกษตร

          สภาเกษตรกรแห่งชาติ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เปิดเวทีสัมมนามฝ่่าวิกฤติราคาพืชเศรษฐกิจหลักตกต่ำ พร้อมเป็นตัวแทนยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี

          จากที่ประเทศไทยมีพืชเศรษฐกิจหลักที่สำคัญ ประกออบด้วย ข้าว มันสำปะหลัง อ้อย ข้าวโพด ปาล์มน้ำมัน และยางพารา ในจำนวนนี้มีพืชคาร์โบไฮเดรตที่เป็นส่วนประกอบสำคัญในการผลิตอาหารสัตว์ ได้แก่ ข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และมันสำปะหลัง แต่จากการนำเข้าสินค้าวัตถุดิบอาหารสสัตว์ได้ส่งผลกระทบต่อราคาพืชเศรษฐกิจหลักของไทยที่ใช้เป็นวัตถุดิบอาหารสัตว์ในประเทศ

 

นำเข้า"ข้าวสาลี"ต้นเหตุวิกฤต"ราคามันฯตกต่ำ!

 

          เหตุนี้สภาเกษตรกรแห่งชาติ จึงได้จัดสัมมนา “ผ่าวิกฤตปัญหาเสถียรภาพราคาสินค้าพืชเศรษฐกิจหลักของไทย” ที่โรงแรมเอบีน่าเฮาส์ กรุงเทพฯ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา มีผู้ร่วมประชุม อาทิ เกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพด ปลูกมันสำปะหลัง ปลูกข้าว ผู้แทนสมาคม หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง คณะกรรมการด้านพืชไร่ เจ้าหน้าที่สภาเกษตรกรแห่งชาติ สภาเกษตรกรจังหวัดนครราชสีมา จำนวน 250 คน 

          ทั้งนี้ เพื่อร่วมกันหาหาแนวทางเพิ่มศักยภาพการแข่งขันภาคการผลิตทางการเกษตรไทย และร่วมกันพิจารณาหาแนวทางการแก้ไขปัญหาราคาพืชผลที่ตกต่ำ อีกทั้ง เพื่อหาแนวทางเพิ่มศักยภาพการแข่งขันให้แก่เกษตรกร สถาบันเกษตรกร ผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องกับพืชเศรษฐกิจหลักของไทย 3 ชนิด ได้แก่ ข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และมันสำปะหลัง

         นายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ กล่าวว่า จากกรณีผู้ผลิตอาหารสัตว์ในไทยมีการนำเข้าข้าวสาลีจำนวนมากมาผลิตอาหารสัตว์ ทำให้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสำปะหลัง และชาวนาหลายล้านคนขายผลผลิตในราคาต่ำกว่าต้นทุนการผลิต

         ล่าสุด ชาวไร่มันสำปะหลังขายหัวมันสดได้เพียง 0.80-1.20 บาท/กก. ขณะที่ต้นทุนการผลิต 1.91 บาท/กก. ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่แห้งแล้วชาวไร่ขายได้เพียง กก.ละ 4.50-5.50 บาท ขณะที่มีต้นทุนการผลิต กก.ละ 6.81 บาท

 

นำเข้า"ข้าวสาลี"ต้นเหตุวิกฤต"ราคามันฯตกต่ำ!

 

         โดยสภาเกษตรกรแห่งชาติได้ทำหนังสือส่งถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 22 กันยายนที่ผ่านมา ถึงความเดือดร้อนของเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และมันสำปะหลัง ที่ปัจจุบันได้รับผลกระทบจากการนำเข้าข้าวสาลี เพื่อนำมาทดแทนพืชกลุ่มคาร์โบไฮเดรตของไทยและของประเทศเพื่อนบ้านในการผลิตเป็นอาหารสัตว์

         ทั้งนี้ ปี 2559 อุตสาหกรรมอาหารสัตว์คาดการณ์ว่าจะผลิตอาหารสัตว์เพื่อใช้ในประเทศและส่งออก 16 ล้านตัน ต้องการพืชคาร์โบไฮเดรตเป็นวัตถุดิบอาหารสัตว์ 50-55% ของจำนวนทั้งหมดหรือ 7-8 ล้านตัน ดังนั้น พืชคาร์โบไฮเดรตในประเทศและจากประเทศเพื่อนบ้าน 10.53 ล้านตัน จึงเพียงพอต่อการใช้ในการผลิตอาหารสัตว์ แต่ในปี 2558 ที่ผ่านมา มีการนำเข้าข้าวสาลีสูงถึง 3.467 ล้านตัน อย่างยิ่งปี 2559 เดือน ม.ค.-ก.ค. (ครึ่งปี) มีการนำเข้าข้าวสาลีแล้ว 1.918 ล้านตัน เทียบกับช่วงเดียวกันปี 2558 ที่นำเข้าเพียง 1.707 ล้านตัน นำเข้าเพิ่มขึ้นถึง 12%

        "เรื่องนี้ไม่เป็นธรรมมากกับสังคมไทย เพราะกระทรวงพาณิชย์เอื้อประโยชน์ให้กับผู้ประ กอบการอาหารสัตว์ ทำให้ต้นทุนการผลิตอาหารสัตว์อ่อนลง จากการนำเข้าข้าวสาลีจากต่างประเทศ ซึ่งมีผลทำให้เกษตรกรไทยขาดทุน ท้ายที่สุดรัฐต้องเอางบประมาณที่เป็นภาษีประชาชนมาชดเชยเยียวยาเกษตร กรนับหมื่นล้านบาท ทั้งที่คนได้ประโยชน์คือผู้ประกอบการอาหารสัตว์ที่เป็นคนรวยเพียงหยิบมือ แต่เกษตรกรล่มสลาย ทำไมรัฐไม่ปรับสมดุลการนำเข้าวัตถุดิบอาหารสัตว์ให้เหมาะสมทั้งปริมาณและช่วงเวลาที่นำเข้า" นายประพัฒน์กล่าว

         สภาเกษตรกรฯ ร้องกระทรวงพาณิชย์คุมเข้มนำเข้าข้าวสาลี เหตุนำเข้าเกินปริมาณที่ควรเข้ามาชดเชย ส่งผลกระทบราคาข้าว ข้าวโพด มันสำปะหลังดิ่ง เกษตรกรกว่า 450,000 ครัวเรือนกระทบหนัก โรงงานผลิตอาหารสัตว์หยุดรับซื้อ

 

นำเข้า"ข้าวสาลี"ต้นเหตุวิกฤต"ราคามันฯตกต่ำ!

 นายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์

         อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมา สภาเกษตรกรฯได้ร่วมกับสมาคมต่างๆ ส่งหนังสือถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เสนอแนวทางการบริหารจัดการด้านวัตถุดิบอาหารสัตว์ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาด้านราคาและการผลิตกับเกษตรกร 4 ประการ ได้แก่

        1.ให้กระทรวงพาณิชย์ควบคุมการนำเข้าข้าวสาลี ซึ่งเป็นสินค้าควบคุมตามประกาศคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ ฉบับที่ 1 พ.ศ.2559 ให้อยู่ในปริมาณไม่เกินกับวัตถุดิบที่จำเป็นต้องทดแทนอย่างเข้มงวด

       2.ให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตรวจสอบการใช้อาหารสัตว์ที่ขายให้กับเกษตรกร จากบริษัทผู้ผลิตอาหารสัตว์ ซึ่งใช้วัตถุดิบจากต่างประเทศ ในเรื่องคุณภาพและผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงสูตรอาหารสัตว์ที่ใช้วัตถุดิบในต่างประเทศ

      3.ให้กำหนดสัดส่วนการรับซื้อวัตถุดิบอาหารสัตว์จากต่างประเทศกับการรับซื้อวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่ผลิตโดยเกษตรกรไทยภายในประเทศ สำหรับส่วนที่เกินความจำเป็นในการใช้ เพื่อไม่ให้กระทบต่อเกษตรกรผู้ผลิตในประเทศ และ

      4.ให้พิจารณาข้าวสารในสต๊อกของรัฐบาลก่อนที่จะซื้อวัตถุดิบอาหารสัตว์จากต่างประเทศมาใช้