
ไม่เกิน2เดือนชี้ขาดโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่
พลังงานเตรียมชี้ขาดก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ภายใน 1 - 2 เดือน รอรายงานจากคณะกรรมการไตรภาคีก่อนตัดสินใจ ระบุ จำเป็นต้องมีโรงไฟฟ้าใหม่ โดยเฉพาะในภาคใต้
พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า ภายใน 1 - 2 เดือนนี้น่าจะมีความชัดเจนเกี่ยวกับการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน จ.กระบี่ โดยกระทรวงพลังงานอยู่ระหว่างรอเอกสารรายงานผลการศึกษาความเหมาะสมในการก่อสร้าง จากคณะกรรมการไตรภาคี ซึ่งจะนำมาเป็นข้อมูลพิจารณาและตัดสินใจว่าจะดำเนินการก่อสร้างโรงไฟฟ้าดังกล่าวหรือไม่ สำหรับรายงานของคณะกรรมการไตรภาคีเข้าใจว่าจะให้ความเห็นใน 4 มิติคือ ข้อดีและข้อเสีย หากมีการก่อสร้าง รวมถึงข้อดีและข้อเสียหากไม่ก่อสร้าง คาดว่าน่าจะนำเสนอผลการศึกษาต่อนายกรัฐมนตรีภายในเดือนตุลาคม 2559
อย่างไรก็ตาม กระทรวงพลังงานยังเห็นความจำเป็นที่ประเทศไทยต้องมีการก่อสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ แม้ว่าขณะนี้ปริมาณสำรองไฟฟ้าจะยังอยู่ที่ 15% ตามหลักเกณฑ์ แต่ช่วง 4 - 5 ปีข้างหน้าหากไม่มีการก่อสร้างโรงไฟฟ้าแห่งใหม่ จะทำให้กำลังผลิตไฟฟ้าและความต้องการใช้อยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกัน ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงไฟฟ้า โดยเฉพาะพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งมีความต้องการใช้เพิ่มขึ้นทุกปี
พล.อ.อนันตพร กล่าวว่า ในปีงบประมาณปี2560กระทรวงพลังงาน จะดำเนินงานยุทธศาสตร์พลังงานตามนโยบาย Energy 4.0 โดยแผนงานสำคัญ คือ 1. การส่งเสริมเพื่อการรับซื้อพลังงานทดแทน 2. การสร้างโรงไฟฟ้าให้เพียงพอกับความต้องการใช้ 3. การเปิดแอลเอ็นจีและแอลพีจีเสรีโดยเป็นไปตาม 5 แผนหลัก ได้แก่ แผนบริหารจัดการน้ำมัน แผนก๊าซธรรมชาติ แผนพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก(AEDP) แผนอนุรักษ์พลังงาน(EEP) และแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้า(PDP)
ด้านนายกรศิษฎ์ ภัคโชตานนท์ ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) กล่าวว่า กฟผ.ได้ศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดหาพื้นที่ก่อสร้างโรงไฟฟ้า 3-4 แห่งแถบอันดามัน เพื่อรองรับความเสี่ยงกรณีที่ไม่สามารถก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน จ.กระบี่ ได้ตามแผน ซึ่งจะต้องนำเข้าก๊าซแอลเอ็นจีจากต่างประเทศ และหากประเทศไทยต้องนำเข้าก๊าซแอลเอ็นจีเพื่อใช้ในโรงไฟฟ้าใหม่ จะส่งผลให้การลดใช้ก๊าซฯไม่เป็นไปตามแผนพีดีพีที่กำหนดไว้ และยังส่งผลต่อค่าไฟฟ้าในอนาคต เพราะก๊าซฯมีต้นทุนสูงกว่าเชื้อเพลิงถ่านหิน
อย่างไรก็ตาม กฟผ.ยังเดินหน้าจัดทำแผนลงทุน FSRU ตามมติ กพช.ที่ให้ศึกษาการนำเข้า 5 ล้านตัน เพื่อนำมาใช้ในโรงไฟฟ้าพระนครใต้และพระนครเหนือของ กฟผ. ซึ่งการนำเข้าแอลเอ็นจีของ กฟผ.มีต้นทุนต่ำกว่า ปตท. แต่เชื่อว่าภาครัฐคงไม่ได้ให้ความสำคัญกับประเด็นนี้ แต่มองเรื่องของการตอบโจทย์นโยบายรัฐ ที่ต้องการเปิดให้บุคคลที่สามเข้ามาลงทุน และ กฟผ.เป็นรัฐวิสาหกิจที่เป็นเครื่องมือของรัฐ ซึ่งมีปัญหาเกิดขึ้นในอนาคตภาครัฐสามารถสั่งการได้ แต่หากเป็นเอกชนอาจจะลำบาก โดยคาดว่าแผนการลงทุนจะมีความชัดเจนหลังผ่านการพิจารณาของ กพช.



