ข่าว

ออมไว้ใน... (ไหน)

ออมไว้ใน... (ไหน)

03 ต.ค. 2559

คอลัมน์ เงินทองต้องรู้ : โดย...ขวัญชนก วุฒิกุล [email protected]

 

        เรื่องของเรื่อง เกิดจากผู้ฟังรายการ “เงินทองต้องรู้” ทางวิทยุเนชั่น เอฟเอ็ม 90.5 เมกะเฮิรตซ์ ส่งข้อความมาขอคำแนะนำว่า “มีเงินเก็บอยู่ 2 หมื่นบาท และมีเงินเดือนเหลือทุกเดือน เดือนละ 4,000 บาท อยากจะลงทุนในหุ้นที่จ่ายปันผล จะดีหรือไม่ อย่างไร” ก่อนจะให้คำปรึกษาเพื่อให้เขาไปคิดและทำต่อเอง ก็ต้องแสดงความชื่นชมว่า แม้เงินเก็บจะไม่มาก และเงินที่เหลือแต่ละเดือน (ซึ่งไม่รู้ว่า เป็นร้อยละเท่าไหร่ของรายได้รวม) จะไม่เยอะ แต่ก็นับเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี เพราะอย่างน้อยที่สุด ผู้ฟังท่านนี้ ก็มี “เงินเหลือเก็บ” เป็น “เงินออม”

        จากจุดนี้ ก็เลยลองไปรื้อค้นข้อมูลในหนังสือ “ออมก่อนรวยกว่า” ซึ่งเป็นหนังสือขายดีในตำนาน เขียนโดยคุณนวพร เรืองสกุล ก็พบว่า ข้อมูลเชิงเปรียบเทียบที่ต้องการใช้นั้นเก่าเกินกว่าจะใช้งานได้ เพราะหนังสือเขียนมานานแล้ว และข้อมูลล่าสุดในหนังสือก็ตั้งแต่ปี 2541 หรือเมื่อ 18 ปีที่แล้ว แต่แม้ข้อมูลจะเก่าไปบ้าง แต่ “หลักคิดเรื่องออมก่อนรวยกว่า” นั้นไม่มีคำว่า เชยหรือล้าสมัย ยังคงใช้งานได้จริงตลอดกาล

        ในหนังสือบอกว่า วัตถุประสงค์ของการออมหลักๆ นั้น ส่วนใหญ่มีเป้าหมายเพื่อเก็บไว้ใช้ในยามเจ็บป่วยหรือชรา รองลงมาคือ ออมเพื่อการศึกษา เพื่อใช้เป็นเงินทุนในการประกอบอาชีพ ออมเพื่อต้องการดอกเบี้ย เพื่อเป็นหลักประกันในการกู้เงิน เพื่อซื้อสินทรัพย์อื่นๆ รวมถึงเพื่อกิจกรรมทางศาสนาหรือประเพณีด้วย

        ทีนี้ หากจะจัดหมวดหมู่ให้ชัดเจน ทางบริการ K-Expert ของธนาคารกสิกรไทย ได้จัด “เป้าหมายของการออม” เป็นหมวดใหญ่ไว้ 3 หมวด เพื่อที่จะได้รู้ว่า เมื่อเข้าหมวดนี้แล้ว กระบวนการในการออมจะต้องทำอย่างไร

        ออมแรก คือ ออมเงินเพื่อเหตุฉุกเฉิน เป็นเงินออมก้อนแรกที่ทุกคนควรมีไว้ เป็นเงินสำรองเผื่อฉุกเฉิน เพราะหากมีเหตุไม่คาดฝันทำให้ต้องใช้เงินก้อนใหญ่ จะได้มีเงินมาใช้จ่ายทันที ไม่ว่าจะเป็นเจ็บป่วยหรือเกิดอุบัติเหตุ ต้องใช้เงินเป็นค่ารักษาพยาบาล ซื้อของใช้จำเป็นใหม่ หรือแม้กระทั่งตกงานขาดรายได้ ซึ่งเมื่อเศรษฐกิจเปลี่ยนแปลง เทคโนโลยีเปลี่ยนไป อะไรๆ ก็ไม่แน่นอน มนุษย์เงินเดือนที่เคยมีหน้าที่การงานมั่นคงอาจจะต้องกลายเป็นคนว่างงาน ดังนั้น ถ้าไม่มีเงินเก็บเตรียมไว้ อาจมีปัญหาการเงินตามมา หรือต้องหยิบยืมกลายเป็นหนี้เป็นสินก็ได้

        ใครที่ติดตาม “เงินทองต้องรู้” ตลอด ก็จะรู้ว่าเงินสำรองฉุกเฉินนี้ ควรจะมีไว้ 6 เท่าของค่าใช้จ่ายต่อเดือน เช่น มีค่าใช้จ่ายอยู่ที่เดือนละ 10,000 บาท ก็ควรมีเงินสำรองเก็บไว้ 60,000 บาท โดยทาง K-Expert แนะนำให้แบ่ง 1 ส่วนเก็บในเงินฝาก เพื่อให้มีสภาพคล่องสูงสุด ถอนเมื่อไรก็ได้ อีก 5 ส่วน เก็บในกองทุนตลาดเงิน เพื่อโอกาสรับผลตอบแทนที่สูงกว่าเงินฝากออมทรัพย์ทั่วไป

        ออมที่สอง คือ ออมเงินเพื่อเป้าหมาย เมื่อเริ่มทำงานได้สักระยะหนึ่ง หลายๆ คนก็มีเป้าหมายอยากซื้อรถสักคัน เป็นเจ้าของคอนโดฯ หรืออยากจะไปเที่ยวต่างประเทศ รวมถึงอยากเก็บเงินแต่งงาน ฯลฯ ซึ่งเป้าหมายเหล่านี้จะทำสำเร็จได้ต้องมีกำหนดระยะเวลา ตัวอย่างเช่น ดาวน์คอนโดฯ 2 แสนบาทในอีก 2 ปี หรือดาวน์รถ 1.5 แสนบาทในอีก 1 ปี

        K-Expert บอกว่า การตั้งเป้าหมายและกำหนดระยะเวลาจะช่วยให้เรารู้ว่าต้องออมเงินเดือนละเท่าไร และเมื่อเป็นเป้าหมายที่สำคัญ ก็ควรเก็บเงินออมไว้ในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำ อย่างเงินฝาก หรือกองทุนตลาดเงิน เพื่อเน้นรักษาเงินต้น เช่น วางแผนดาวน์คอนโดฯ ในอีก 2 ปี ใช้เงิน 2 แสนบาท สามารถออมเงินในบัญชีเงินฝากประจำปลอดภาษี 24 เดือน เป็นการฝากเงินเท่ากันทุกเดือน โดยถ้าเก็บเงินเดือนละ 8,500 บาท ครบ 2 ปีก็มีเงินมาดาวน์คอนโดฯ ได้ตามเป้าหมาย

        ออมที่สาม คือ ออมเงินเพื่อความมั่งคั่ง สำหรับผู้ที่ยังไม่มีเป้าหมายที่จะใช้เงินก้อนในอนาคต หรือยังไม่มีเป้าหมายใช้เงินตอนนี้ แต่ก็ควรมีการออมเงินเพื่อเพิ่มความมั่งคั่งให้ตัวเอง ซึ่งแนวทางในการออมเงินเพื่อเพิ่มความมั่งคั่งนั้น K-Expert แนะนำให้ ออมตามระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ หลักการง่ายๆ ก็คือ ควรมีการลงทุนในสินทรัพย์หลากหลายประเภท ทั้งหุ้น และตราสารหนี้ เพื่อกระจายความเสี่ยง หรือที่เรียกกันว่า พอร์ตการลงทุน แต่จะมีสัดส่วนหุ้น หรือตราสารหนี้ มากน้อยแค่ไหน ก็ขึ้นอยู่กับระดับความเสี่ยงที่แต่ละคนรับได้

        ย้อนกลับไปที่จุดเริ่มต้นจากคำถามที่ผู้ฟังรายการเงินทองต้องรู้ส่งข้อความมา กรณีนี้น่าจะเข้าข่ายการออมแบบที่สาม คือ ออมเงินเพื่อความมั่งคั่ง โดยเจ้าตัวประสงค์จะลงทุนในหุ้น ซึ่งจริงๆ ก็สามารถทำได้ เพราะตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยก็มีโครงการรณรงค์ส่งเสริม “การออมไว้ในหุ้น” โดยปัจจุบันมีบริษัทหลักทรัพย์หรือโบรกเกอร์ที่ได้รับอนุญาต เปิดให้บริการ “ออมไว้ในหุ้น” หลายบริษัท

        วิธีการคือ เราสามารถเปิดบัญชีออมไว้ในหุ้นกับบริษัทหลักทรัพย์ จากนั้นก็กำหนดตัวหุ้นที่เราต้องการ ซึ่งเป็นหุ้นที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ เมื่อเลือกหุ้นได้แล้ว เราก็ใช้วิธีกำหนดวันทำรายการซื้อที่แน่นอน เช่น ซื้อทุกวันที่ 5 ของทุกเดือน โดยซื้อเดือนละ 2,000 บาท วิธีนี้เป็นการ “ออมหุ้น” แบบที่เรียกว่า ดอลลาร์ คอสท์ อะเวอร์เรจ คือ ซื้อในจำนวนเงินเท่าๆ กันเป็นประจำทุกเดือน

        ถ้าเลือกหุ้นถูกตัว เป็นหุ้นที่ดี โอกาสที่ได้ผลตอบแทนอย่างน้อย 10% ต่อปี (เมื่อเทียบกับการออมไว้ในแบงก์ ด้วยการรับเงินฝาก ก็ต้องบอกว่าออมไว้ในหุ้นให้ผลตอบแทนสูงกว่าหลายเท่า) ก็เป็นไปได้สูง อย่างไรก็ตาม คนที่เลือก “ออมไว้ในหุ้น” ต้องมีความรู้มีความเข้าใจเรื่องการลงทุนในหุ้น และเมื่อซื้อแล้ว ก็ต้องหมั่นตรวจสอบว่า บริษัทที่เราเลือกลงทุนยังดี ยังเข้มแข็ง ยังจ่ายปันผลสม่ำเสมอ ทำให้เราออมแล้วได้ผลตอบแทนอย่างที่เราต้องการหรือไม่ ถ้าไม่ใช่ ก็ต้องหาหุ้นตัวใหม่สำหรับการออม

        ข้อจำกัดสำหรับการ “ออมไว้ในหุ้น” คือ ด้วยเงินจำนวนไม่มากในแต่ละเดือน ทำให้เราไม่สามารถเลือกหุ้นได้หลากหลาย บางคนอาจจะได้ออมได้แค่บริษัทเดียว หรืออาจจะได้แค่ 2-3 บริษัทเท่านั้น

        ดังนั้น ถ้าหากต้องการกระจายการลงทุนหรืออาจจะยังไม่มีความรู้ความเข้าใจเรื่องหุ้นมากพอ ก็สามารถใช้มืออาชีพอย่าง “กองทุนรวม” ช่วยบริหารจัดการแทนเรา ด้วยการ “ออมไว้ในหุ้นผ่านกองทุนรวม” วิธีการก็เหมือนกับออมไว้ในหุ้น เพียงแค่เปลี่ยนจากการเปิดบัญชีกับบริษัทหลักทรัพย์ มาเปิดบัญชีซื้อขายกองทุนกับบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ถ้าบลจ.รายใด มีธนาคารพาณิชย์สนับสนุน ก็สามารถเปิดบัญชีซื้อขายกองทุนที่สาขาของธนาคารพาณิชย์ได้เลย

        ผู้ที่ต้องการ “ออมไว้ในหุ้นผ่านกองทุนรวม” สามารถเลือกกองทุนที่มีนโยบายลงทุนในหุ้น ที่ผู้จัดการกองทุนจะกระจายการลงทุนไปในหุ้นหลายๆ ตัว โดยซื้อในจำนวนเงินเท่าๆ กันเป็นประจำทุกเดือน เริ่มต้นด้วยจำนวนเงินไม่มาก เพียงเดือนละ 2 พันบาทก็สามารถออมไว้ในหุ้นผ่านกองทุนรวมได้แล้ว

        สิ่งสำคัญที่สุด ไม่ว่าจะเป็นออมไว้ในหุ้นหรือออมไว้ในหุ้นผ่านกองทุนรวม หรือออมไว้ใน...ไหน คือ ต้องเรียนรู้และทำความเข้าใจในผลิตภัณฑ์ ที่สำคัญต้องเลือกบริษัทหลักทรัพย์หรือบลจ.ที่มีใบอนุญาตถูกต้อง โดยสามารถตรวจสอบจากเว็บไซต์ของสำนักงาน ก.ล.ต.หรือสมาคมบริษัทจัดการลงทุนได้เลย