
แจงเหมาลำฮาวายตามระเบียบ-ราคากลาง
"โฆษกกลาโหม"แจงชัด ปมสังคมสงสัย คณะ“บิ๊กป้อม”เช่าเหมาลำการบินไทยไปฮาวายตามระเบียบ-ราคากลางปกติ
3 ต.ค. - พล.ต.คงชีพ ตัณตระวาณิช โฆษกกระทรวงกลาโหม ชี้แจงเพิ่มเติมกรณีมีการวิพากษ์วิจารณ์ค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการร่วมประชุม รมว.กลาโหมอาเซียน-สหรัฐอเมริกา ของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงและ รมว.กลาโหม กับคณะอีก 38 คน โดยการเช่าเหมาลำเครื่องบินการบินไทย เที่ยวบิน TG 8886 รุ่นBoeing 747-400 บรรจุผู้โดยสาร 416 คน เป็นจำนวนเงินกว่า 20 ล้านบาท ว่าไม่มีความพอเพียง โดยเฉพาะค่าอาหารบนเครื่องมีจำนวนรวม 600,000 บาท ว่า ตนไม่ทราบว่าเครื่องบินดังกล่าวรุ่นอะไร ซึ่งทางการบินไทยเป็นผู้จัดมาให้ พร้อมค่าใช้จ่ายทั้งหมด ทั้งนี้ต้องเข้าใจก่อนว่า การเสนอราคากลาง คือ ราคามาตรฐานที่การบินไทยประกาศไว้ ว่าเครื่องขนาดเท่านี้ มีกี่ที่นั่ง ราคาค่าอาหารทั้งหมดเท่าไหร่ ซึ่งใครก็ตามที่มาเช่าเหมาลำเครื่องบินลำนี้และบินเส้นทางเดียวกัน ต้องจ่ายเท่ากันหมด
“อัตราค่าโดยสารเช่าเหมาลำ เป็นราคามาตรฐานที่กำหนดราคากลางลงไป เมื่อประกาศไปแล้ว ใครก็ตามที่ไปเช่าเหมาลำและบินไปจุดหมายดังกล่าว ก็ต้องใช้ราคานี้ทั้งหมด ซึ่งเขาต้องคิดราคาทั้งลำที่สามารถบรรจุผู้โดยสารไปได้ว่ามีค่าอาหารเท่าไหร่ ไม่ใช่เครื่องบินมี 100 ที่นั่ง แต่คิดแค่ 30 ที่นั่ง คงไม่ใช่ ต้องคิดเต็ม100 ที่นั่ง นอกจากนี้ ยังมีกรณีการเติมน้ำมันที่มณฑลรัฐฮาวาย เติมด้วยอัตราแลกเปลี่ยนเท่าไหร่สูงหรือต่ำ รวมถึงค่าน้ำมันในตอนนั้น จะมีรายละเอียดออกมาว่าใช้เงินเท่าไหร่” พล.ต.คงชีพ กล่าว
พล.อ.คงชีพ กล่าวต่อว่า ส่วนประเด็นมีการเปรียบเทียบว่า นายกรัฐมนตรีเดินทางไปปฏิบัติภารกิจต่างประเทศ ไม่ได้เช่าเหมาลำ แต่ทำไมกรณีนี้ต้องเช่าเหมาลำ เนื่องจากของนายกรัฐมนตรี มีเที่ยวบิน แต่กรณีนี้ไม่มีเที่ยวบินจากกรุงเทพไป มณฑลรัฐฮาวายที่เป็นเกาะอยู่กลางทะเล หากไปเที่ยวบินอื่น ก็ต้องไปต่อเครื่องบิน ซึ่งต้องใช้เวลาเดินทางเพิ่มขึ้น และไม่สามารถกำหนดตารางเวลาที่ชัดเจนได้ และเป็นเที่ยวบินไม่ได้มีทุกวัน ซึ่งจะส่งผลกระทบอาจเดินทางไปประชุมไม่ทัน เนื่องจากอาจเกิดเหตุสุดวิสัยในขณะต่อเครื่องบิน เช่น เครื่องบินดีเลย์ ไม่ออกตามกำหนดเวลา หรือแม้แต่กระทั่งเรื่องความปลอดภัยของ พล.อ.ประวิตร เรื่องสำคัญ นอกจากนี้หากเสร็จสิ้นการประชุมแล้ว ก็ไม่สามารถเดินทางกลับได้ทันที ต้องรอให้มีเที่ยวบินดังกล่าว
“อย่าเอาเรื่องความพอเพียงมาเกี่ยวพันกัน คนละเรื่อง ชีวิตทุกคนมีค่า และ พล.อ.ประวิตร และคณะไม่ได้เดินทางไปท่องเที่ยว หรือเดินทางไปพักก่อนแล้วค่อยประชุม แต่ท่านเดินทางไปถึงก็เข้าประชุมทันที ตั้งแต่วันที่ 29-1 ต.ค. ซึ่งตามเวลาประเทศสหรัฐเร็วกว่าประเทศไทย 1 วัน และในวันสุดท้ายประชุมเสร็จเที่ยงก็เดินทางกลับ ถือเป็นการเดินทางที่เหนื่อย” พล.ต.คงชีพ กล่าว
พล.อ.คงชีพ กล่าวต่อว่า ส่วนประเด็นที่ต้องไปจำนวนมากถึง 38 คนนั้น เพราะก่อนหน้านี้ เอกอัคราชทูตสหรัฐอเมริกา เข้าพบ พล.อ.ประวิตร และเขาหวังว่าเราจะได้มีโอกาสพูดคุยกับ รมว.กลาโหมสหรัฐในหลาย ๆ เรื่อง และเขาชมเราเกี่ยวกับความมุ่งมั่นของเราแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ การทำประมงผิดกฎหมาย ปัญหาการบินพลเรือน เพราะเห็นถึงความตั้งใจของไทย จึงมองว่าเป็นโอกาสของเรา 1. เราให้เกียรติสหรัฐฯ 2.สหรัฐบอกไทยเป็นมิตรภาพที่ยาวนานที่สุดของภูมิภาค 3. การเดินทางไปครั้งนี้เป็นโอกาสที่ดี ที่สหรัฐต้อนรับเรา เพราะไม่ได้เป็นการเชิญเพียง 2 ประเทศ จึงไม่มีข้อจำกัดหรือติดขัดกฎหมายในเรื่องรัฐธรรมนูญของสหรัฐ แต่การที่สหรัฐเชิญหลาย ๆ ประเทศไปประชุม และอยากพูดคุยและยืนยันความสัมพันธ์กับไทยก็เป็นเรื่องปกติ นี่คือสาเหตุว่าทำไมเราเพิ่มคนเดินทางไปประชุมครั้งนี้ นอกจากนี้หัวข้อที่พูดคุยกัน ทั้งเรื่องค้ามนุษย์ การอพยพย้ายถิ่นฐาน การก่อการร้าย อาชญากรรมข้ามชาติ จึงจำเป็นต้องนำผู้เกี่ยวข้องไปด้วย
พล.ต.คงชีพ กล่าวว่า อยากฝากไปถึงบุคคลที่พยายามนำเรื่องดังกล่าวมาเป็นประเด็น ไม่อยากให้มองในด้านลบ เนื่องจากเป็นการปฏิบัติตามระเบียบข้าราชการและข้อบังคับของ ป.ป.ช.อยู่แล้ว ทั้งนี้เอกสารดังกล่าว ไม่ใช่เอกสารลับ ซึ่งประกาศอยู่ในเว็บไซด์กรมบัญชีกลาง ไม่ว่าจะจัดซื้อจัดจ้าง ทำถนน ต้องลงรายละเอียดในกรมบัญชีกลางรวมถึงในหน่วยงานตัวเองทั้งหมด ซึ่งเป็นมิติใหม่การบริหารงานของรัฐบาลปัจจุบันและเป็นไปตามข้อบังคับของ ป.ป.ช.ที่ต้องเผยแพร่ให้สาธารณชนได้รับทราบ ส่วนที่มีการเจาะจงเฉพาะ คณะพล.อ.ประวิตร นั้น มีทั้งคนรักและคนชังถือเป็นเรื่องธรรมดา



