ข่าว

ยันไม่ผันน้ำเข้าทุ่งผักไห่ รอเก็บเกี่ยวข้าวกลางตุลาฯ

ยันไม่ผันน้ำเข้าทุ่งผักไห่ รอเก็บเกี่ยวข้าวกลางตุลาฯ

02 ต.ค. 2559

“บิ๊กฉัตร” ยันน้ำเหนือลด เร่งทีมประชารัฐแจงชาวบ้านนอกคันกั้นน้ำ ย้ำไม่ผันน้ำเข้าทุ่งผักไห่ เหตุมีนาข้าวรอเก็บเกี่ยวกลางเดือนนี้ ขณะน้ำยม-น้ำน่าน ยังเอ่อท่วม

          ความคืบหน้าการระบายน้ำออกจากเขื่อนเจ้าพระยา ต.บางหลวง อ.สรรพยา จ.ชัยนาท เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า หลังสั่งให้กรมชลประทานลดการระบายน้ำผ่านท้ายเขื่อนเจ้าพระยาจากเดิม 1,998 ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ต่อวินาที ขณะนี้ระบายอยู่ที่ 1,761 ลบ.ม.ต่อวินาที และจะค่อยๆ ลดลงให้สู่สภาวะปกติให้เร็วที่สุด เนื่องจากไม่มีฝนมาเติมในช่วงนี้ จึงไม่ต้องปัดน้ำเข้าทุ่งที่เกษตรเพื่อแก้ปัญหาน้ำหลาก แต่หากทุ่งใดต้องการเก็บน้ำหลากไว้ใช้หลังเก็บเกี่ยวข้าวหมดแล้วให้ทำหนังสือถึงชลประทานในพื้นที่เพื่อผันน้ำเข้าทุ่ง

            โดยบริหารน้ำเหนือผันน้ำออกทางฝั่งซ้ายและฝั่งขวา ก่อนถึงเขื่อนเจ้าพระยา ซึ่งขณะนี้น้ำที่ไหลจากสะแกกรังและปริมาณน้ำลุ่มน้ำตอนบนภาคเหนือเริ่มลดลง โดยดูจากระดับน้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยาลดลง 1.23 เมตร ประกอบกับลดการระบายผ่านแม่น้ำน้อยจาก 80 ลบ.ม.ต่อวินาที เหลือ 50 ลบ.ม.ต่อวินาที ดังนั้นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมริมตลิ่ง ระดับน้ำจะลดลงไม่น้อยกว่า 50 ซม. ทั้งนี้ประชาชนในพื้นที่นอกคันกั้นน้ำเริ่มยิ้มได้ เพราะลดการระบายจากเขื่อนเจ้าพระยา ทำให้ระดับน้ำท่วมคลี่คลายไปได้ โดยระบายปริมาณน้ำผ่านท้ายเจ้าพระยาลดลง 247 ลบ.ม.ต่อวินาที ระดับน้ำแถวบางบาลและบางหลวงโดด รอยต่อจ.พระนครศรีอยุธยา และจ.อ่างทอง ลดลง 5-10 ซม. เมื่อเทียบกับวันที่ 30 กันยายน ที่ผ่านมา
            พล.อ.ฉัตรชัยกล่าวว่า ระดับน้ำที่ลดลงอย่างต่อเนื่องนี้เกิดจากการบริหารจัดการน้ำของกรมชลประทาน ซึ่งยังไม่ได้ผันน้ำเข้าทุ่ง สำหรับการผันน้ำเข้าทุ่งหากพื้นที่ใดที่เก็บเกี่ยวแล้วจะต้องผันน้ำเข้าทุ่ง ขอให้ทีมประชารัฐที่ประกอบด้วย นายอำเภอ ชลประทานในพื้นที่ เจ้าหน้าที่เกษตร กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ทหาร และชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากน้ำล้นตลิ่ง เกษตรกรที่ทำนา ประชุมร่วมกัน โดยจะต้องสรุปรายละเอียดว่าจะเปิดประตูน้ำตัวไหน ปริมาณน้ำผ่านเท่าใด พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบมีกี่ตำบล กี่อำเภอ พื้นที่เท่าไร ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ โดยคณะกรรมการซิงเกิล คอมมานด์ ที่จะต้องชี้แจงทำความเข้าใจเกษตรกรถึงการเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบตามมติของ ครม.ให้ชัดเจน หลังจากนั้นทำเรื่องแจ้งผู้ว่าราชการจังหวัด และกรมชลประทาน โดยรองอธิบดีกรมชลประทานที่รับผิดชอบจะเป็นผู้สั่งการให้เปิดประตูต่างๆ ข้างต้นต่อไป
             “กรณีทุ่งผักไห่ยังไม่เปิดน้ำเข้า เพราะยังมีนาข้าวไม่เก็บเกี่ยวในพื้นที่ อ.ผักไห่ อ.เสนา จ.พระนครศรีอยุธยาแล้ว และยังมีพื้นที่เพาะปลูกของ อ.บางปลาม้า จ.สุพรรณบุรี ที่รอการเก็บเกี่ยวประมาณกลางเดือนตุลาคมนี้ด้วย จะต้องให้จังหวัดประสานกับอำเภอต่างๆ ที่มีผลกระทบในการผันน้ำเข้าทุ่งให้รับทราบ และชี้แจงเกษตรกรรับทราบด้วย สำหรับเขื่อนใหญ่ได้น้ำเพิ่มขึ้น แต่ยังมีน้ำใช้การไม่มาก เช่น เขื่อนภูมิพลมี 16 เปอร์เซ็นต์ เนื่องจากน้ำในเขื่อนตั้งแต่ต้นปีมีน้ำน้อย จึงต้องรอใช้เวลากักเก็บอีก 1 ปี จึงจะมีปริมาณน้ำสำรอง ได้ให้กรมฝนหลวงและการบินเกษตรเร่งทำฝนหลวงเติมน้ำให้มากที่สุด” พล.อ.ฉัตรชัยกล่าว
             ด้าน นายทองเปลว กองจันทร์ รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า ขณะนี้กรมชลประทานได้ทำตามนโยบายของพล.อ.ฉัตรชัย เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณนอกคันกั้นน้ำกับตลิ่งแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งปัจจุบันปริมาณน้ำเหนือบริเวณ จ.นครสวรรค์ เริ่มลดลงแล้ว กรมชลประทานได้ลดปริมาณน้ำด้านเหนือเขื่อนเจ้าพระยาด้วยการใช้ระบบชลประทานทั้งสองฝั่งของแม่น้ำเจ้าพระยารับน้ำเข้าตามศักยภาพที่รับได้ พร้อมกับลดปริมาณน้ำไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยาเหลือ 1,751 ลบ.ม.ต่อวินาที (2 ต.ค.) จากปริมาณน้ำที่มีการระบายสูงสุด 1,998 ลบ.ม.ต่อวินาที ช่วงวันที่ 29 กันยายน-1 ตุลาคม ที่ผ่านมา ส่งผลให้ระดับน้ำในพื้นที่ลุ่มต่ำลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยระดับน้ำในคลองบางหลวงและคลองบางบาลลดลง 15 ซม. และแม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณ อ.พระนครศรีอยุธยา ระดับน้ำลดลงประมาณ 20 ซม. ทั้งนี้กรมชลประทานยังคงระบายน้ำออกสู่อ่าวไทยอย่างต่อเนื่อง โดยใช้ประตูระบายน้ำคลองลัดโพธิ์ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ช่วยระบายน้ำในช่วงน้ำทะเลลง อย่างไรก็ตาม คงต้องเฝ้าระวังฝนตกหนักในช่วงต้นเดือนตุลาคม ตามที่กรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ไว้อย่างใกล้ชิดต่อไป ยันไม่ผันน้ำเข้าทุ่งผักไห่ รอเก็บเกี่ยวข้าวกลางตุลาฯ
    ส่วนสถานการณ์อุทกภัยน้ำป่าจากเทือกเขาเพชรบูรณ์และน้ำฝนที่ตกสะสมในพื้นที่ได้ไหลลงสู่แม่น้ำน่านเอ่อท่วมบ้านเรือนประชาชนกว่า 70 หลังคาเรือน ที่บ้านสถานีดงตะขบ ต.บางไผ่ อ.บางมูลนาก จ.พิจิตร
    ทันทีที่ นายวีระศักดิ์ วิจิตร์แสงศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดพิจิตรคนใหม่ เข้าปฏิบัติราชการผู้ว่าราชการจังหวัดพิจิตรเป็นวันแรกก็ลงพื้นที่นำสิ่งของข้าวสาร อาหารแห้ง ออกแจกจ่ายช่วยเหลือประชาชนที่บ้านสถานีดงตะขบ
    นายวีระศักดิ์กล่าวว่า หลังเข้าปฏิบัติงานวันแรกและรับทราบถึงปัญหาอุทกภัยในพื้นที่ จึงนำหน่วยงานออกช่วยเหลือประชาชนที่ถูกน้ำท่วม โดย จ.พิจิตร มีจุดที่น่าเป็นห่วงบริเวณแนวแม่น้ำน่าน ที่น้ำไม่สามารถระบายลงแม่น้ำน่านได้ เนื่องจากมีระดับน้ำที่สูง จึงต้องรอให้แม่น้ำน่านลดลง เบื้องต้นได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่เร่งช่วยเหลือประชาชนที่ถูกน้ำท่วม และ วางแนวทางปัญหาระยะยาว
    ขณะที่น้ำในแม่น้ำยมได้เอ่อท่วมถนนสายวังจิก-วังเทโพ ระดับน้ำสูงกว่า 30 ซม. ซึ่งถนนสายดังกล่าวเป็นถนนเชื่อมระหว่างหมู่ 1, 3, 8, และ 10 ต.วังจิก อ.โพธิ์ประทับช้าง ส่งผลกระทบต่อการสัญจรของประชาชน และท่วมบ้านเรือนประชาชนอีกกว่า 40 หลังคาเรือน

    ขณะที่ จ.พิษณุโลก ระดับน้ำท่วมในเขต อ.บางระกำ ยังทรงตัว ส่วนนาข้าวในพื้นที่ ต.ท่านางงาม ต.ชุมแสงสงคราม และ ต.คุยม่วง เริ่มส่งกลิ่นเหม็นเน่า หลังถูกน้ำท่วมนานกว่า 4 วัน
    นายนกแก้ว มิ่งเหล็ก อายุ 49 ปี ชาวนาบ้านห้วยชัน หมู่ 5 ต.ท่านางงาม เปิดเผยว่า ทำนาทั้งหมด 50 ไร่ ถูกน้ำจากคลองบางแก้วเอ่อเข้าท่วมนาทั้งหมด ตอนนี้น้ำทรงตัวมาได้ 4-5 วันแล้ว เพราะชลประทานหน่วงน้ำไว้เพื่อช่วยทางลุ่มน้ำเจ้าพระยา
    นายสงวน สระทองยุด อายุ 56 ปี ชาวนาบ้านหนองแพงพวย หมู่ 8 ต.ชุมแสงสงคราม อ.บางระกำ กับครอบครัว ที่กำลังเกี่ยวข้าวที่จมน้ำอยู่ กล่าวว่า น้ำจากบ้านหนองขานาง หมู่ 6 ต.คุยม่วง อ.บางระกำ เป็นน้ำเอ่อล้นจากเหนือประตูระบายน้ำบ้านวังสะตือ ต.ดงเดือย อ.กงไกรลาศ จ.สุโขทัย ทะลักเข้ามาในพื้นที่บ้านหนองแพงพวยเมื่อวันที่ 30 กันยายน ที่ผ่านมา หลังจากคันดินที่ทำกั้นน้ำไว้พังทลายลง นาข้าวทั้งหมด 50 ไร่ของตน ใช้รถเกี่ยวไปแล้วประมาณ 20 ไร่ ที่เหลือถูกน้ำท่วมหมด วันนี้จึงชวนญาติพี่น้องมาช่วยกันเกี่ยวข้าวที่จมน้ำอยู่นำไปตากแดด แล้วใช้รถไถนาเดินตามย่ำเอาเมล็ดข้าวไปขายให้โรงสี แม้จะได้ราคาแค่เกวียนละ 4,000 กว่าบาท แต่ยังดีกว่าไม่ได้อะไรเลย
    ขณะที่สำนักงาน ปภ.พิษณุโลกได้สรุปพื้นที่ที่ได้รับความเสียหายใน อ.บางระกำ รวม 9 ตำบล ประกอบด้วย ต.ชุมแสงสงคราม ต.บึงกอก ต.นิคมพัฒนา ต.พันเสา ต.หนองกุลา ต.ท่านางงาม ต.คุยม่วง ต.บ่อทอง และ ต.วังอิทก จำนวน 34 หมู่บ้าน ราษฎรได้รับความเดือดร้อน 1,095 ครัวเรือน บ้านเรือนถูกน้ำท่วม 172 หลัง พื้นที่ทางการเกษตรเสียหาย 32,407 ไร่ บ่อปลา 41 บ่อ ถนนถูกน้ำท่วม 12 สาย

ยันไม่ผันน้ำเข้าทุ่งผักไห่ รอเก็บเกี่ยวข้าวกลางตุลาฯ     ส่วนที่     จ.เชียงใหม่ ได้เกิดพายุฝนพัดถล่ม ทำให้ต้นไม้ใหญ่ความสูงกว่า 5 เมตร จำนวน 2 ต้น ได้ล้มลงมากีดขว้างทางขึ้นบ้านแม่กำปอง อ.แม่ออน และทับเสาไฟฟ้า ได้รับความเสียหาย ทำให้การจราจรติดเป็นทางยาวนับกิโลเมตร ไม่สามารถเดินทางเข้าออกหมู่บ้านได้ ชาวบ้านจึงได้ประสานขอความช่วยเหลือไปทางป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อนำอุปกรณ์มาตัดท่อนไม้ออกจากเส้นทางหลัก
    น.ส.ภัทราพร ลายจุด นายอำเภอแม่ออน หลังทราบข่าวจึงได้ลงพื้นที่ พร้อมด้วยหน่วยงานอื่น อาทิ หน่วยจัดการป่าไม้และการไฟฟ้าจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง จึงสามารถเคลียร์พื้นที่ให้กลับเข้าสู่ภาวะปรกติ
    จ.ลำปาง น้ำป่าไหลลงมาจากดอยขุนตาล อุทยานแห่งชาติดอยขุนตาล ทะลักมาตามลำน้ำแม่ตาล จนเอ่อเข้าท่วมบ้านเรือนราษฎร บ้านปางปงปางทราย หมู่ที่ 9 ต.เวียงตาล อ.ห้างฉัตร ทำให้ถนนไม่สามารถสัญจรไปมาได้ตามปรกติ นอกจากนี้น้ำในลำน้ำแม่ตาลยังไหลท่วมถนนใต้สะพาน ที่ชาวบ้าน บ้านแม่ตาลน้อย หมู่ที่ 8 ต.เวียงตาล ไม่สามารถใช้การได้

ยันไม่ผันน้ำเข้าทุ่งผักไห่ รอเก็บเกี่ยวข้าวกลางตุลาฯ
    ส่วนที่ จ.นครราชสีมา เจ้าหน้าที่สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) นครราชสีมา ได้ขึ้นธงแดงประกาศเตือนให้ชาวบ้านลำเชิงไกร หมู่ 9 ต.โคกสูง อ.เมือง กว่า 500 หลังคาเรือน ขนข้าวของอพยพออกจากหมู่บ้าน หลังน้ำจากห้วยลำเชียงไกรเอ่อเข้าท่วมขังนานกว่า 5 วัน แต่ชาวบ้านส่วนใหญ่ยังไม่ยอมอพยพออกจากบ้าน เพราะเป็นห่วงข้าวของ
    นายวิน คงจันทร์ อายุ 46 ปี ชาวบ้านลำเชิงไกร ต.โคกสูง กล่าวว่า บ้านอยู่ติดห้วยลำเชียงไกร ถูกน้ำท่วมสูงกว่า 80 ซม. ถึงแม้ว่าทางอำเภอจะประกาศให้อพยพออกจากหมู่บ้าน แต่ไม่กล้าทิ้งบ้าน จึงขอยืมนั่งร้านจากช่างก่อสร้างข้างบ้านมาต่อเป็นที่นอนชั่วคราว

ยันไม่ผันน้ำเข้าทุ่งผักไห่ รอเก็บเกี่ยวข้าวกลางตุลาฯ

ยันไม่ผันน้ำเข้าทุ่งผักไห่ รอเก็บเกี่ยวข้าวกลางตุลาฯ     ที่ จ.อ่างทอง น้ำยังคงท่วมขังในพื้นที่ 3 อำเภอ 11 ตำบล 36 หมู่บ้าน ชาวบ้านได้รับความเดือดร้อน 905 หลังคาเรือน โดยเฉพาะชาวบ้านหมู่ 4 ต.โผงเผง อ.ป่าโมก ที่ถูกน้ำท่วมมานานกว่า 7 วันแล้ว ระดับน้ำยังคงสูงขึ้นท่วมถนนและบ้านเรือนเกือบเต็มพื้นที่ ที่สำคัญกิ้งกือจำนวนมากหนีน้ำมาเกาะกันเป็นกลุ่มๆ ตามเสาบ้านและต้นไม้
    น.ส.ลัดดา แช่มชื่น อายุ 60 ปี อยู่บ้านเลขที่ 49 หมู่ 4 กล่าวว่า ตอนนี้ผวาเรื่องกิ้งกือมาก เพราะมันหนีน้ำไปอยู่ตามที่ต่างๆ เป็นจำนวนมาก กลัวมันกัด พายเรือไปไหนต้องระวัง อีกอย่างมันเกาะกันเป็นกลุ่มน่าขยะแขยงมาก
    ที่ จ.พระนครศรีอยุธยา เจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัยมูลนิธิพุทไธศวรรย์ รับแจ้งจากประชาชนว่า มีงูเหลือมขนาดใหญ่อาละวาดกินสัตว์เลี้ยงของประชาชนในซอยชุมชนต้นสะตือ เขตเทศบาลเมืองอโยธยา หมู่ 2 ต.คลองสวนพลู อ.พระนครศรีอยุธยา จึงรุดไปตรวจสอบพบที่บริเวณสถานีวิทยุธุรกิจคนโพธาราม เลขที่ 48 หมู่ 2 ต.คลองสวนพลู มีนายสันติพงศ์ คุมาทร อายุ 44 ปี เจ้าของบ้าน กำลังยืนอยู่ด้วยอาการตกใจใกล้กับรถเก๋งฮอนด้า ซิตี้ สีบรอนซ์เทา ทะเบียน 2กญ3907 กรุงเทพมหานคร ที่จอดอยู่ในโรงรถ
    นายสันติพงศ์เล่าว่า เห็นงูเลื้อยมาตามพงหญ้าจากด้านริมคลองดุสิตที่อยู่ทางหน้าบ้าน จากนั้นก็ตรงเข้าฉกงับหัวเจ้าเฮง แมวไทยเพศผู้ อายุ 3 ปี ของตน ที่เลี้ยงไว้ตั้งแต่เป็นลูกแมว แล้วพยายามลากเข้าไปใต้รถแล้วดึงแมวขึ้นไปอยู่ที่ใต้กระโปรงรถ เจ้าหน้าที่กู้ภัยจึงเปิดกระโปรงรถพบงูเหลือมขนาดใหญ่กำลังคาบแมว แต่ด้วยความตกใจจึงปล่อยแมวลงไปที่หน้าห้องเครื่องแล้วส่งเสียงขู่ เจ้าหน้าที่จึงใช้เชือกบ่วงคล้องคองูเอาไว้ แต่งูมีขนาดใหญ่พยายามดิ้นขัดขืน ใช้เวลาจับประมาณ 10 นาที โดยงูเหลือมมีความยาว 5 เมตร จึงนำใส่กระสอบก่อนนำไปปล่อยคืนสู่ธรรรมชาติ
    ส่วนที่ จ.ภูเก็ต ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตั้งแต่ช่วงใกล้เที่ยงเรื่อยมาจนถึงช่วงบ่ายเกิดฝนตกหนักและต่อเนื่องในพื้นที่ โดยเฉพาะในเขตตัวเมืองภูเก็ต เช่น เขตเทศบาลนคร เขตเทศบาลตำบลรัษฎา เป็นต้น ทำให้ปริมาณน้ำฝนเอ่อล้นจากคลองบางใหญ่ และคูระบายน้ำต่างๆ เกิดน้ำท่วมขังบนผิวการจราจร อาทิ บริเวณตลาดทวีสมาน ถนนสงขลา ต.รัษฎา บริเวณหน้าห้างซุปเปอร์ชิฟ ถ.เทพกระษัตรี ต.รัษฎา บริเวณถนนสุรินทร์ ซอย 2 (รร.แวร์ซาย) ต.ตลาดใหญ่ บริเวณถนนเยาวราช ใกล้ศาลเจ้าสามกอง ต.ตลาดใหญ่ มีน้ำท่วมขังสูงราว 20-40 ซม. รถเล็กบางช่วงไม่สามารถสัญจรผ่านได้
    ขณะที่ภายในทางลอดสามกอง (อุโมงค์) มีน้ำท่วมขังผิวการจราจร การสัญจรผ่านไปมาได้ช้า รวมไปถึงซอยลักกงษี ต.รัษฎา อ.เมือง มีน้ำท่วมขังเกือบตลอดทั้งสาย เจ้าหน้าที่ตำรวจและหน่วยกู้ภัยมูลนิธิกุศลธรรมภูเก็ต ต้องคอยอำนวยความสะดวก และคอยช่วยเหลือประชาชนที่ยานพาหนะเสีย ซึ่งถ้าฝนทิ้งช่วงปริมาณน้ำฝนที่เอ่อล้นบนถนนจะเริ่มระบายและลดลงตามลำดับ