ข่าว

สันติภาพฉบับสุดท้ายในโคลอมเบีย?

สันติภาพฉบับสุดท้ายในโคลอมเบีย?

02 ต.ค. 2559

บุญรัตน์ อภิชาติไตรสรณ์

    ถ้ามีการตั้งคำถามกับประชาคมโลกในค่ำวันจันทร์ที่ 26 กย.ที่ผ่านมาตามเวลาในสหรัฐหรือตรงกับเช้าวันอังคารที่ 27 กย.ตามเวลาในไทยว่าต้องการ”สงครามหรือสันติภาพ” คำตอบที่ได้โดยไม่รู้ตัวก็คือ”สงคราม” เห็นชัดจากการที่สื่อต่างๆให้ความสำคัญยิ่งยวดกับการประชันวิสัยทัศน์สดทางโทรทัศน์ หรือนัยหนึ่ง”สงครามน้ำลาย”นัดแรกระหว่างโดนัลด์ ทรัมป์ ตัวแทนของพรรคตราช้างรีพับลิกันกับฮิลลารี คลินตัน ตัวแทนจากพรรคตราลาเดโมแครต ที่มีผู้ชมการถ่ายทอดสดมากเป็นประวัติการณ์ถึง 100 ล้านคน

   เทียบกับข่าว”สันติภาพ”ที่ยิ่งใหญ่แต่ถูกลดความสำคัญกลายเป็นแค่ข่าวชิ้นเล็กๆที่ถูกมองข้ามทั้งๆที่ข่าวนี้เป็นประวัติศาสตร์สำคัญอีกหน้าหนึ่งของ”สงครามและสันติภาพ”ในอเมริกาใต้ ระหว่างขวาพิฆาตซ้าย,ซ้ายพิฆาตขวามานานกว่าครึ่งศตวรรษ โดยเฉพาะที่โคลอมเบีย ดินแดนที่รู้จักกันในชื่อ ”เมืองหลวงของการค้าโคเคน” ที่เฟื่องฟูขึ้นจากผลที่รัฐบาลมัวแต่ปราบปรามกลุ่มติดอาวุธฝ่ายซ้าย เพราะถือว่าบ่อนทำลายความมั่นคงของประเทศมากกว่าที่จะมุ่งมั่นปราบปรามขบวนการค้ายาเสพย์ติดเสียอีก

สันติภาพฉบับสุดท้ายในโคลอมเบีย?

 

สันติภาพฉบับสุดท้ายในโคลอมเบีย?

สันติภาพฉบับสุดท้ายในโคลอมเบีย?

   ข่าวใหญ่ที่ถูกลดความสำคัญกลายเป็นข่าวเล็กก็คือข่าวที่ประธานาธิบดีฮวน มานูเอล ซานโตส แห่งโคลอมเบียกับโรดริโก ลอนโดโน หรือชื่อจัดตั้งว่า “ทิโมเลียน จิเมเนซ ทิโมเชนโก” ผู้บัญชาการใหญ่ของกองกำลังติดอาวุธเพื่อการปฏิวัติโคลอมเบีย ( ฟาร์ก ) ได้ร่วมกันลงนามในข้อตกลงสันติภาพฉบับประวัติศาสตร์ที่มีรายละเอียดหนาถึง 297 หน้า ยุติสงครามกลางเมืองที่ยาวนานถึง 52 ปีถือเป็นหนึ่งในความขัดแย้งนองเลือดที่ยืดเยื้อยาวนานที่สุดในอเมริกาใต้และในโลกมีผู้เสียชีวิตราว 260,000 คน หายสาบสูญอีกราว 45,000 รายและอีก 6.9 ล้านคนไม่มีที่อยู่อาศัย

   โดยพิธีลงนามที่มีการถ่ายทอดสดไปทั่วประเทศมีขึ้นที่เมืองการ์ตาเกนา เมืองท่าริมทะเลแคริบเบียนทางตอนเหนือของประเทศ ท่ามกลางสักขีพยานกิตติมศักดิ์จำนวนมาก รวมถึงบัน คี-มูน เลขาธิการสหประชาชาติ , ประธานาธิบดีราอูล คาสโตร แห่งคิวบา ซึ่งทำหน้าที่กาวใจไกล่เกลี่ยการเจรจาต่อรองตลอด 4 ปีที่ผ่านมา ประธานาธิบดีเปโดร ปาโบล คุกซินสกี แห่งเปรู และจอห์น แคร์รี รมว.ต่างประเทศสหรัฐ นอกเหนือจากชาวโคลอมเบียอีกมากกว่า 2,500 คน

   หลังเสร็จสิ้นการลงนามแล้ว ทิโมเชนโก ผู้นำกบฎฟาร์กได้แถลงขอโทษต่อเหยื่อความขัดแย้งที่ดำเนินมาตลอด52ปีนับตั้งแต่ปี 2507 เป็นต้นมา โดยกล่าวว่า “ข้าพเจ้าขออภัยต่อความเจ็บปวดใดๆที่เราก่อขึ้นระหว่างสงครามครั้งนี้” พร้อมกับให้สัญญาว่าจะยุติการต่อสู้ด้วยกำลังอาวุธไปสู่บทบาทการเคลื่อนไหวทางการเมืองโดยสันติ

   ขณะที่สหภาพยุโรป ( อียู ) ประกาศจะตบรางวัลความสำเร็จนี้ด้วยการจะถอดชื่อกบฏฟาร์กออกจากบัญชีดำ “กลุ่มก่อการร้าย” รวมทั้งยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรบางรายการด้วย ส่วนสหรัฐกำลังพิจารณาเรื่องการถอดชื่อกบฏฟาร์กออกจากบัญชีดำเช่นกัน พร้อมกับเพิ่มเงินช่วยเหลือให้แก่ทางการโคลอมเบียอีก 390 ล้านดอลลาร์ ( ราว 13,650 ล้านบาท ) เพื่อสนับสนุนกระบวนการสร้างสันติภาพ.

   อันที่จริงครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่รัฐบาลกับกบฎฝ่ายซ้ายในประเทศได้ลงนามในข้อตกลงหยุดยิงกัน หากแต่เป็นฉบับที่ 3 ที่ครอบคลุมทุกด้านเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดประวัติศาสตร์ซ้ำรอยกับข้อตกลงสันติภาพ 2 ฉบับแรกที่ถูกฉีกทิ้งด้วยฝีมือของกลุ่มที่สูญเสียประโยชน์จากข้อตกลงฉบับนั้นๆโดยเฉพาะกลุ่มติดอาวุธขวาจัดและกลุ่มค้ายาเสพย์ติด ซึ่งตอบโต้ด้วยการลอบสังหารบรรดาพลพรรคของกบฎฝ่ายซ้ายที่วางอาวุธแล้วหันมาเล่นการเมืองแทน

 

สันติภาพฉบับสุดท้ายในโคลอมเบีย?

  ไม่ว่าจะเป็นข้อตกลงสันติภาพฉบับแรกที่ลงนามเมื่อวันที่ 28 มีค-2527 แต่ถูกฉีกทิ้งในปี 2530 โดยในครั้งนั้นฟาร์กได้ยอมหยุดยิงและตั้งพรรคสหภาพรักชาติ (ยูพี) โดยมีอดีตพลพรรคของฟาร์กที่มีมากถึง 58,000 คนเป็นสมาชิก แต่กลับถูกกลุ่มติดอาวุธขวาจัดที่ไม่เห็นด้วยกับการลงนามสันติภาพลอบโจมตีครั้งแล้วครั้งเล่า ปรากฎว่าสมาชิกของยูพีถูกสังหารเกือบ 5,000 คน ในจำนวนนี้รวมไปถึงผู้สมัครชิงประธานาธิบดี 2 คน สส. 8 คน นายกเทศมนตรี 11 คนและสภาท้องถิ่น 70 คน ทำให้ผู้นำยูพีหลายคนต้องหลบหนีลงใต้ดินอีกครั้ง

  ต่อมาในปี 2534 รัฐบาลได้ลงนามในข้อตกลงสันติภาพกับขบวนการ 19 เม.ย.(เอ็ม-19) แต่หลังจากนั้นไม่กี่สัปดาห์ คาร์ลิส พิซาร์โร ผู้นำของกลุ่มที่ประกาศจะลงชิงประธานาธิบดีก็ถูกลอบสังหาร แต่กลุ่มนี้ก็ยังเดินหน้าต่อสู้ทางการเมือง จนได้รับเลือกเป็นสส. 19 คนจากทั้งหมด 70 คนระหว่างการเลือกตั้งปี 2534 แต่หลังจากนั้นชื่อของกลุ่มนี้ก็หายไปเนื่องจากไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับการเมืองระดับชาติได้

   หลังจากถูกหลอกให้ยอมหยุดยิงในช่วงทศวรรษ 2523 และ 2533 โดยรัฐบาลไม่มีความจริงใจที่จะหยุดยิงจริง ฟาร์กได้เปลี่ยนกลวิธีการต่อสู้ใหม่ในปี 2539 ด้วยการจับตัวประกันทั้งที่เป็นนักการเมือง ทหารและพลเรือน รวมไปถึงการลักพาตัวผู้สมัครประธานาธิบดีหญิงมาเป็นเครื่องมือในการต่อรอง ทำให้ความขัดแย้งมีแต่ตึงเครียดมากขึ้นตลอดช่วงหลายปีต่อมา

   แต่แล้วสถานการณ์ก็มาถึงจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญเมื่อทหารได้บุกสังหารอัลฟอนโซ คาโน ผู้บัญชาการของฟาร์กเมื่อต้นเดือนพย. 2554 หลังจากได้สังหารผู้นำคนสำคัญ 2 คนไปก่อนหน้าแล้ว ทิโมเชนโกที่ก้าวขึ้นมาผู้หน้าคนใหม่แทนคาโนจึงยอมเจรจาสันติภาพกับรัฐบาล โดยมีผู้นำคิวบาทำหน้าที่เป็นกาวใจ จนมีการลงนามในข้อตกลงประวัติศาสตร์ฉบับที่ 3 ดังกล่าวข้างต้น

   อย่างไรก็ดี ผู้สันทัดกรณีหลายคนอดวิตกไม่ได้ว่าข้อตกลงฉบับนี้อาจจะถูกฉีกทิ้งอีกครั้งหรือไม่ หากทางการไม่รีบป้องกันล่วงหน้าไม่ให้เกิดประวัติศาสตร์ซ้ำรอยขึ้นมาอีก รวมทั้งจะต้องทำเป็นตัวอย่างเพื่อดึงกลุ่มติดอาวุธฝ่ายซ้ายกลุ่มอื่นๆที่ไม่ได้ร่วมทำสัญญาสันติภาพให้ยอมมาลงนามด้วย อาทิกลุ่มกองทัพปลดปล่อยแห่งชาติโคลอมเบีย(อีแอลเอ็น) ที่ยังอยู่ระหว่างการเจรจาสันติภาพกับรัฐบาล




สันติภาพฉบับสุดท้ายในโคลอมเบีย?

เนื้อหาสำคัญของข้อตกลงสันติภาพฉบับนี้มี 6 ประเด็นใหญ่ด้วยกัน

 1.หยุดยิงและวางอาวุธ-ภายใต้ข้อตกลงประวัติศาสตร์นี้ ภายใน6เดือนนับตั้งแต่มีการลงนาม พลพรรคของฟาร์กราว 7,500-8,000 คนจะต้องจะย้ายไปอยู่ใน ”พื้นที่สันติภาพ” ที่มีอยู่ 23 จุดแล้วจึงค่อยปลดอาวุธให้กับตัวแทนสหประชาชาติภายใต้การคุ้มครองความปลอดภัยจากทหารและตำรวจ 12,000 คน แต่หลังจากนั้น 6 เดือน ทางการก็จะยุบพื้นที่คุ้มครองนี้โดยประธานาธิบดีซานโตสประกาศชัดเจนว่านักรบคนใดที่ไม่ยอมปลดอาวุธจะถูกจัดการขั้นเด็ดขาดโดยกองกำลังของรัฐ2.กระบวนการยุติธรรมหรือการเยียวยาเหยื่อ -ทั้ง 2 ฝ่ายเห็นชอบจะตั้งศาลพิเศษเพื่อตัดสินคดีอาชญากรรมที่ก่อไว้ในช่วงที่เกิดความขัดแย้ง จะมีการนิรโทษกรรมให้กับอาชญากรรมทางการเมืองแต่จะไม่คลุมไปถึงการสังหารหมู่ การทรมาณหรือการข่มขืน ผู้ที่ก่ออาชญากรรมเหล่านั้นจะต้องโทษจำคุกไม่เกิน 20 ปี

3.การค้ายาเสพย์ติด -ฟาร์กเห็นด้วยตั้งแต่เดือนพค.2557 ว่าจะยุติการผลิตยาเสพย์ติดในพื้นที่ที่อยู่ใต้การควบคุม ขณะรัฐบาลให้สัญญาจะช่วยเหลือชาวนาให้มีรายได้ในการครองชีพหลังจากเลิกปลูกต้นโคคา อันเป็นส่วนประกอบสำคัญในการผลิตโคเคน พร้อมๆกับเดินหน้ากวาดล้างขบวนการลักลอบค้ายาต่อไป

 4.กบฎฟาร์กจะแปลงโฉมใหม่เป็น“กลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองถูกกฎหมาย” -ภายใต้ข้อตกลงเมื่อเดือนพย. 2556 รัฐบาลจะกันเก้าอี้ในรัฐสภาอย่างน้อย. 10 ที่นั่งจากทั้งหมด 268 ที่นั่งให้กับกบฎฟาร์กทันทีที่ยอมวางอาวุธแบ่งเป็น5ที่นั่งในสภาสูงและ5ที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎร ภายในระยะเวลาการประชุมรัฐสภา 2 สมัยนอกจากนี้ จะมีการเพิ่มที่นั่ง16ที่ในสภาล่างสำหรับนักเคลื่อนไหวรากหญ้าในชนบทที่ถูกรัฐละเลยมาตลอด รวมทั้งถูกพรรคการเมืองปัจจุบันกีดกันไม่ให้ลงสมัครเลือกตั้ง และเมื่อมีการเลือกตั้งทั่วไปทั้งหน้าอดีตพลพรรคของกบฏฟาร์กจะต้องลงสมัครรับเลือกตั้งโดยตรง หากต้องการเข้าสู่ระบบการเมือง

5.การปฏิรูปที่ดิน- ทั้ง 2 ฝ่ายได้ลงนามกันเมื่อเดือนพค.2556 เรื่องที่รัฐบาลจะมอบที่ดินทำกิน การให้เงินกู้และการบริการพื้นฐานแก่ชุมชนในชนบทที่ยังยากจน ซึ่งต้องใช้เงินหลายล้านดอลลาร์

6.การให้สัตยาบันรับรองข้อตกลง—จะมีการลงประชามติในวันที่ 2 ตค.เพื่อให้ประชาชนตัดสินใจว่าเห็นชอบกับข้อตกลงสันติภาพนี้หรือไม่ จากผลสำรวจความคิดเห็นมีแนวโน้มให้ว่าชาวโคลอมเบียส่วนใหญ่จะให้การรับรองข้อตกลงนี้ซึ่งจะต้องชนะท่วมท้นด้วยเสียงอย่างน้อย 4.4 ล้านเสียง