
อังกฤษเริ่มกระบวนการ “เบรกซิท” มีนาคม 2560
นายกรัฐมนตรีหญิงอังกฤษยืนยันการเริ่มต้นใช้มาตรา 50 ของสนธิสัญญาลิสบอน เพื่อนำอังกฤษออกจากสมาชิกสหภาพยุโรป (อียู) ภายในเดือนมีนาคม 2560
นายกรัฐมนตรีเธเรซา เมย์ แห่งอังกฤษ เปิดเผยเมื่อวันอาทิตย์ (2 ต.ค.) ว่าอังกฤษจะเริ่มต้นขั้นตอนอย่างเป็นทางการตามมาตรา 50 ของสนธิสัญญาลิสบอนภายในสิ้นเดือนมีนาคม 2560 ซึ่งสอดคล้องกับการที่นายกรัฐมนตรีเมย์พูดไว้ก่อนหน้านี้ว่าจะไม่เดินหน้าขั้นตอนการนำอังกฤษออกจากสมาชิกอียูด้วยการดำเนินการตามมาตรา 50 ภายในปี 2559 นี้
การนำอังกฤษออกจากอียูเป็นเรื่องที่หนักของรัฐบาลชุดปัจจุบันของอังกฤษ ท่ามกลางความยินดีของพรรคการเมืองสายอนุรักษ์นิยมต่อผลการลงประชามติของประชาชนที่เห็นชอบต่อการนำอังกฤษออกจากอียูเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา เพราะรัฐบาลของนายกเมย์ต้องกำหนดทิศทางของประเทศและขั้นตอนการถอนตัวให้กับอังกฤษ
ผู้นำหญิงอังกฤษกล่าวว่าเราจะไม่เริ่มต้นกระบวนการตามมาตรา 50 ก่อนช่วงสิ้นปี 2559 นี้เพื่อให้รัฐบาลมีเวลาเตรียมตัวก่อน และเราจะเริ่มต้นกระบวนการภายในช่วงก่อนสิ้นเดือนมีนาคมปีหน้า
เธอยังหวังด้วยว่าการประกาศกำหนดการเริ่มต้นกระบวนการของอังกฤษนั้นจะช่วยให้การเจรจากับฝ่ายอียูและประเทศสมาชิกอียูในกรุงบรัสเซลล์ เมืองหลวงเบลเยียม มีความราบรื่นยิ่งขึ้น
อย่างไรก็ตามมหาอำนาจในยุโรปต่างส่งสัญญาณว่าอังกฤษไม่สามารถคาดหวังว่าจะได้รับการดูแลเป็นพิเศษต่อเรื่องการค้าและการเข้าเมืองอย่างแน่นอน ซึ่งการเข้าร่วมเป็นหนึ่งในกลุ่มประเทศสมาชิกซิงเกิล มาร์เก็ต หรือ ตลาดเดียวของอียู เป็นการอนุญาติให้พลเมืองของประเทศสมาชิกเดินทางเข้าออกประเทศสมาชิกได้อย่างอิสระ ซึ่งนายกรัฐมนตรีเมย์ เคยพูดว่าต้องการลดจำนวนพลเมืองของประเทศต่างๆในอียูหลายแสนคนแห่เดินทางเข้าอังกฤษ
การออกจากการเป็นสมาชิกอียูหมายความว่าอังกฤษจะมีสิทธิในการตัดสินใจอนุญาติหรือไม่ ให้พลเมืองอียูเข้าประเทศได้ และสามารถกำหนดกติกาการผ่านแดนของตนเอง ซึ่งผู้นำหญิงบอกว่าจะหาวิธีการต่างๆเพื่อนำเสนอต่อประชาชนเพื่อคัดเลือกในสิ่งที่ประชาชนชาวอังกฤษพึงพอใจมากที่สุด
ขณะที่สมาชิกพรรคอนุรักษ์นิยมของอังกฤษเสนอแนวคิดว่าต้องการให้อังกฤษคงความสัมพันธ์กับอียุ โดยยังคงเป็นส่วนหนึ่งของซิงเกิล มาร์เก็ต และ ได้สิทธิการเข้าเมืองโดยไม่ต้องใช้วีซ่าไว้เช่นเดิม พวกเขากล่าวว่าอียูจะทำร้ายตัวเองหากเรียกเก็ยภาษีสินค้าและบริการจากอังกฤษ เพราะอียูส่งออกสินค้ามายังอังกฤษมากกว่าที่จะนำเข้าสินค้าจากเมืองผู้ดี
อย่างไรก็ตามยังไม่มีผู้ใดสามารถบอกได้ว่าการถอนตัวของอังกฤษจากอียูจะออกมาในรูปแบบใด นายกรัฐมนตรีเมย์ เริ่มต้นจากการออกกฏหมายยกเลิกกฏหมายของอียูที่มีผลบังคับใช้ในอังกฤษทั้งหมดหลังจากที่อังกฤษถอนตัวจากอียู ตั้งแต่วันอาทิตย์ (2 ต.ค.) ซึ่งเป็นขั้นตอนแรกของการถอนตัวจากอียู
การถอนตัวจากอียู ทำให้เกิดข้อสงสัยถึงผลต่อเศรษฐกิจของอังกฤษ ซึ่งเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว นิสสัน เรียกร้องให้รัฐบาลอังกฤษแสดงความชัดเจนเกี่ยวกับนโยบายต่อตลาดขนาดใหญ่ของอียู เพื่อที่บริษัทจะกำหนดการลงทุนได้อย่างถูกต้อง
เศรษฐกิจของอังกฤษมีความมั่นคงกว่าที่คาดหลังจากผลประชามติเมื่อเดือนมิถุนายนออกมา แม้ว่าค่าเงินปอนด์จะลดต่ำลงอย่างรวดเร็ว แต่ก็ทำให้รายได้จากการส่งออกและการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวในอังกษเพิ่มขึ้นตามไปด้วย



