ยลโฉม “เบญจมาศ” กลางหุบเขา ดูวิธีบังคับออกดอกที่สวนบิ๊กเต๊
โดดย - สุรัตน์ อัตตะ
ใครจะไปนึกว่าพื้นที่กลางหุบเขาใน ต.หนองย่างเสือ จะกลายเป็นแหล่งปลูกเบญจมาศตัดดอกคุณภาพดีใหญ่ที่สุดใน อ.มวกเหล็ก จ.สระบุรี ที่พร้อมเปิดเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงเกษตรให้นักท่องเที่ยวได้ชมดอกเบญจมาศในหลายสายพันธุ์หลากสีสันละลานตาให้ยลโฉมกันตลอดทั้งปี ภายใต้ชื่อ “สวนบิ๊กเต้” ของสองพี่น้องตระกูลพรหมพิทักษ์ ที่เข้ามาบุกเบิกเมื่อกว่า 2 ปีก่อน
“ท่องโลกเกษตร” จะพาไปชมสวนดอกเบญจมาศใกล้กรุงที่ใช้เทคโนโลยีบังคับให้ออกดอกตลอดทั้งปี โดยไม่ต้องเดินทางไปไกลถึงภาคเหนือที่ใช้เวลาเดินทางแค่ 2 ชั่วโมงเศษจากเมืองหลวงสู่แหล่งปลูกใน ต.หนองย่างเสือ อ.มวกเหล็ก จ.สระบุรี ตามโครงการสื่อมวลชนสัญจรกรมส่งเสริมการเกษตร นำโดยผู้อำนวยการกลุ่มเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ “รุจิพร จารุพงศ์” พร้อมคณะสื่อมวลชนกว่า 20 ชีวิต โดยใช้เส้นทางถนนมิตรภาพจากกรุงเทพฯ เลี้ยวขวาผ่านสระบุรีมุ่งสู่โคราช ก่อนถึงฟาร์มโคนมมวกเหล็ก (ฝั่งตรงข้าม) เลี้ยวซ้ายผ่านน้ำตกเจ็ดสาวน้อยเจอมวกเหล็กฮิลไซด์เลี้ยวซ้ายอีกครั้ง เจอทุ่งทานตะวันเจอสามแยกมีป้ายบอก “สวนบิ๊กเต้” มีร้านกาแฟอยู่หน้าสวน รายรอบเต็มไปด้วยโรงเรือนปลูกเบญจมาศบนเนื้อที่กว่า 100 ไร่ตั้งอยู่กลางหุบเขา
“สวัสดีครับทุกท่าน ยืนดีต้อนรับสู่สวนบิ๊กเต้” คำกล่าวทักทายของ “ภูธนะ พรหมพิทักษ์ หรือคุณเต๊ะ” เจ้าของสวนที่มายืนรอต้อนรับคณะผู้มาเยือน ก่อนจะพาเดินชมแปลง โดยสวนแห่งนี้ตั้งชื่อตามชื่อของพี่ชายกิตติ พรหมพิทักษ์ หรือเต้ ที่เข้ามาบุกเบิกปลูกดอกเบญจมาศเมื่อกว่า 2 ปีที่แล้ว ซึ่งพี่ชายจะดูแลระบบการปลูกทั้งหมด ส่วนตนจะดูแลเรื่ิองการตลาด คุณเต๊ะเล่าให้ฟังว่าเดิมครอบครัวเป็นชาว จ.สิงห์บุรี แต่ด้วยความสนใจในอาชีพเกษตรของคุณพ่อก่อเกียรติ พรหมพิทักษ์ ที่อยากปลูกพืชที่สามารถทำเป็นธุรกิจได้ นอกเหนือจากธุรกิจค้าวัสดุก่อสร้างที่ดำเนินการอยู่ จึงออกตระเวนไปตามจังหวัดต่างๆ มองหาอาชีพที่เกี่ยวกับการเกษตร ทำให้ได้เห็นอาชีพการปลูกเบญจมาศตัดดอกของเกษตรกรบนดอยที่ จ.เชียงใหม่ ซึ่งสามารถสร้างรายได้ตลอดทั้งปี จึงเกิดความสนใจนำมาปลูกเป็นธุรกิจ
ด้วยความเหมาะสมของพื้นที่และสภาพอากาศที่ใกล้เคียง มีความเหมาะสมที่จะปลูก อีกทั้งอยู่ห่างจากกรุงเทพฯ ไม่มากนัก ใช้เวลาในการขนส่งไปยังตลาดค้าส่ง ค้าปลีกไม้ดอกไม้ประดับอย่างตลาดไท สี่มุมเมือง หรือปากคลองตลาด ไม่นานสามารถลดการสูญเสียของผลผลิตที่อาจเกิดขึ้นในระหว่างเดินทาง จึงตัดสินใจเลือกพื้นที่บริเวณ หม ู่5 ต.หนองย่างเสือ อ.มวกเหล็ก จ.สระบุรี เป็นพื้นที่ปลูกเบญจมาศตัดดอกโดยทำเป็นฟาร์มภายใต้ชื่อ “สวนบิ๊กเต้” โดยเริ่มปลูกครั้งแรกบนเนื้อที่ประมาณ 5 ไร่ ก่อนขยายพื้นที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนปัจจุบันมีพื้นที่ปลูกทั้งหมดประมาณ 105 ไร่ ส่วนการปลูกจะเป็นระบบโรงเรือนมีความสู่งประมาณ 3 เมตร ด้านข้างเปิดให้อากาศถ่ายเทได้สะดวก
ส่วนด้านบนใช้พลาสติกทำเป็นหลังคาป้องกันฝนและแสงแดดในช่วงที่ไม่ต้องการแสง ภายในโรงเรือนก็จะยกร่องเหมือนการปลูกผักทั่วไปใน 1 แปลงจะปลูกประมาณ 10-12 แถว แต่ละแถวจะปลูกเบญจมาศประมาณ 150 ต้น ซึ่งต้นพันธุ์ที่นำมาปลูกได้มาจากการนำกิ่งมาปักชำจนเกิดรากเดินไประยะหนึ่งจากนั้นจะนำมาปลูกในแปลงที่มีการควบคุมแสง ปุ๋ยและน้ำ ตลอดจนโรคและแมลงที่อาจเกิดขึ้น
“ปุ๋ยจะใช้ปุ๋ยละลายเร็วสูตรเสมอ 15-15-15 เพื่อเร่งโครงสร้างลำต้นให้สมบูรณ์และเมื่อโครงสร้างได้ตามที่ต้องการก็จะเริ่มเร่งดอก โดยใช้ปุ๋ยสูตร 8-24-24 ช่วยกระตุ้น” คุณเต๊ะแจงรายละเอียดการให้ปุ๋ยเบญจมาศระหว่างพาเยี่ยมชมสวน พร้อมอธิบายต่อว่าเบญจมาศที่ปลูกส่วนใหญ่เป็นพืชวันสั้น เมื่อกลางวันสั้นกว่า 14.5 ชั่วโมงเบญจมาศจะเริ่มสร้างดอก แต่ดอกจะพัฒนาเป็นดอกที่สมบูรณ์ได้ต้องมีช่วงวันสั้นกว่า 13.4 ชั่วโมง ดังนั้นหากปลูกเบญจมาศจะไม่สร้างดอกหรือให้ดอกในช่วงวันสั้นเบญจมาศจะออกดอกเร็วหรือให้ดอกเมื่อยังเล็กอยู่ แต่หากกลางวันยาวกว่า 14.5 ชั่วโมง เบญจมาศจะไม่สร้างดอกหรือให้ดอกที่ผิดปกติ ดังนั้นการใช้เทคนิคบังคับช่วงวันจะทำให้เบญจมาศสร้างดอกเมื่อต้องการได้ตลอดทั้งปี
ภูธนะ เผยต่อว่า การบังคับไม่ใช่เบญจมาศออกดอกจะต้องให้แสงไฟในช่วงกลางคืน เนื่องจากประเทศไทยมีช่วงกลางวันสั้นกว่า 16 ชั่วโมงตลอดทั้งปี จึงจำเป็นต้องให้แสงช่วงกลางคืนแก่เบญจมาศตลอด ซึ่งระยะการให้แสงจะยึดหลักให้มีช่วงมืดไม่เกิน 4 ชั่วโมงปริมาณแสงที่ให้ 8-10 ลักซ์ที่ระดับแปลง โดยติดตั้งระบบหลอดไฟ 2 เมตร ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความสม่ำเสมอของกระแสไฟด้วย ดังนั้นจึงควรหมั่นตรวจวัดความเข้มของแสงด้วยอุปกรณ์วัดแสงเพื่อให้มั่นใจว่าเบญจมาศได้รับแสงอย่างถูกต้องและไม่ออกดอกก่อนกำหนด ส่วนระยะเวลาการเก็บเกี่ยวและการปฏิบัติหลังการเก็บเกี่ยวที่เหมาะสมจะทำให้รักษาคุณภาพเบญจมาศได้ดี มีอายุการปักแจกันทนทาน โดยการตัดดอกนั้นจะตัดเมื่อกลีบบานเต็มที่หรือประมาณ 75% และควรตัดให้ช่อดอกยาว 70-75 เซนติเมตรเหลือตอไว้ประมาณ 10 เซนติเมตร หากตัดต่ำกว่านี้จะทำให้ก้านแข็งเกินไปและดูดน้ำได้น้อย
ปัจจุบันสวนบิ๊กเต้มีโรงเรือนปลูกมากกว่า 10 โรงเรือน มีกำลังการผลิตวันละ 2,300-3,000 กำต่อวัน โดยผลผลิตประมาณ 40% จะส่งตลาดที่กรุงเทพฯ อาทิ ปลากคลองตลาด ตลาดไท ตลาดสี่มุมเมือง เป็นต้น ส่วนที่เหลืออีก 60% ส่งไปภาคอีสาน จ.นครราชสีมา และขอนแก่น ซึ่งเป็นตลาดใหญ่ที่มีความต้องการดอกไม้ชนิดนี้มากและพร้อมเปิดเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรครบวงจร สนใจผลิตภัณฑ์หรือเยี่ยมชมสวนบิ๊กเต้ โทร.08-0455-0659 คุณเต๊ะยินดีต้อนรับ



